บ่ายวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๔ ผมเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มีวาระเรื่อง โครงการพัฒนาทักษะแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ปี 2564 เข้าสู่การพิจารณา โดยมีข้อมูลว่าคนกลุ่มแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสในประเทศไทยมี่ถึง ๒๐ ล้านคน แต่โครงการนี้มีเป้าหมาย “กลุ่มประชากรวัยแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสและที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจ จากการแพร่โรคระบาด COVID 19 จํานวน 10,000 คน ประมาณ 77 พื้นที่ทั่วประเทศ” จะเห็นว่าเป้าหมายไม่จำเพาะเฉพาะเยาวชน
นอกจากช่วยคน ๑๐,๐๐๐ คนแล้ว เป้าหมายสำคัญอีก ๒ ด้านคือ ศึกษารูปแบบวิธีดำเนินการให้ได้ผล และหานวัตกรรมชุมชน ในการทำงานพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพในชุมชนของตน “ผ่านการใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community -based) ยกระดับการประกอบอาชีพ ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย” โดยใช้งบประมาณ ๑๒๑ ล้านบาท ในเวลา ๑๐ เดือน
ช่วยคนหมื่นคนเป็นเป้าหมายชั่วคราว เป้าหมายที่จะให้ผลยั่งยืนคือรูปแบบพัฒนาอาชีพแก่ผู้ด้อยโอกาส โดยเน้นมาตรการระดับชุมชน ในที่ประชุมมีการกล่าวว่า ผลลัพธ์ส่งมอบคือโมเดลต้นแบบ
โครงการนี้ดำเนินการมาแล้ว ๒ ปี มีตัวอย่างความสำเร็จ ให้นำมาศึกษาปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดความสำเร็จ ตัวอย่างเช่น อบต. หนองสนิท จ. สุรินทร์ พัฒนาธุรกิจชุมชนผักอินทรีย์ ขึ้นห้าง (๑) ธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนบ้านแม่แดดน้อย อ. กัลยาณิวัฒนา เชียงใหม่ (๒) เป็นต้น
ผมเข้าใจว่า ที่ผ่านมา ๒ ปี ดำเนินการเน้นพัฒนาทักษะอาชีพแก่เด็กนอกระบบการศึกษา แต่ในปีที่สามจะเพิ่มการเน้นมิติด้านชุมชนเป็นฐาน ซึ่งจะเป็นปัจจัยด้านความต่อเนื่องยั่งยืน และด้านความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มุ่งพึ่งพารัฐจนเกินไป
ที่จริงมาตรการช่วยเหลือคน/เด็กยากไร้ มีอยู่แล้วในระบบราชการไทย แต่มักไม่ค่อยได้ผล เพราะทำกันแบบไม่จริงจัง โครงการนี้มุ่งเข้าไปหนุนกลไกของกระทรวงต่างๆ ให้ทำงานได้ผล โดยมีระบบข้อมูลช่วยสนับสนุน ซึ่งหากสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบของรัฐให้ทำอย่างจริงจังและปรับเปลี่ยนเรียนรู้ได้ ก็จะเป็นประโยชน์ยิ่งต่อบ้านเมือง แต่ผมฟังบรรยากาศในที่ประชุมก็จับได้ว่า กรรมการไม่เชื่อว่าจะไปเปลี่ยนการทำงานของระบบราชการได้ จึงมีการกำชับว่า ต้องส่งมอบผลงานด้านการพัฒนาโมเดลต้นแบบ ซึ่งที่จริงหากเป็นโมเดลชุมชนพัฒนาตนเอง สังคมไทยเราสั่งสมไว้มากมาย แต่หลายส่วนไม่พัฒนาต่อเนื่องยั่งยืน เพราะสภาพแวดล้อมของราชการ และวัฒนธรรมไทยแบบรวมศูนย์ ไม่เอื้ออำนวย
วิจารณ์ พานิช
๕ พ.ค. ๖๔