ชีวิตที่พอเพียง 3581a. ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (๓๔) โรงเรียนพัฒนาตนเอง พัฒนา Transformative Energy ให้แก่ระบบการศึกษา

โรงเรียนพัฒนาตนเอง ต้องพัฒนาเป็น schooling with high quality learning

ชีวิตที่พอเพียง 3581a.  ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา   (๓๔) โรงเรียนพัฒนาตนเอง   พัฒนา Transformative Energy ให้แก่ระบบการศึกษา

บันทึกที่ ๑    บันทึกที่ ๒    บันทึกที่ ๓     บันทึกที่ ๔     บันทึกที่ ๕     บันทึกที่ ๖ บันทึกที่ ๗    บันทึกที่ ๘      บันทึกที่ ๙      บันทึกที่ ๑๐      บันทึกที่ ๑๑     บันทึกที่ ๑๒    บันทึกที่ ๑๓     บันทึกที่ ๑๔    บันทึกที่ ๑๕    บันทึกที่ ๑๖     บันทึกที่ ๑๗    บันทึกที่ ๑๘       บันทึกที่ ๑๙     บันทึกที่ ๒๐    บันทึกที่ ๒๑    บันทึกที่ ๒๒    บันทึกที่ ๒๓     บันทึกที่ ๒๔    บันทึกที่ ๒๕    บันทึกที่ ๒๖   บันทึกที่ ๒๗   บันทึกที่ ๒๘   บันทึกที่ ๒๙      บันทึกที่ ๓๐    บันทึกที่ ๓๑    บันทึกที่ ๓๒     บันทึกที่ ๓๓

วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๒ผมไปร่วมประชุมโครงการ โรงเรียนพัฒนาตนเอง ของ กสศ.   โดยตอนเช้าประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการโครงการ    ตอนบ่ายเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของโครงการ

เป็นหนึ่งวันที่ประเทืองปัญญาสุดสุดสำหรับคนแก่อย่างผม     และยิ่งกว่านั้น ยังให้ความสุขยิ่งนัก    เพราะได้ความหวังว่า เรามีกลไกหนึ่งเพื่อยกระดับคุณภาพของระบบการศึกษาไทย   ผมถึงกับหวังว่า ระบบการศึกษาไทยน่าจะถึงยุค “กำแพงถล่ม” เข้าสักวัน

“กำแพง” ในที่นี้หมายถึง ผลประโยชน์ส่วนตน   ซึ่งผมเชื่อว่าทำลายได้ ด้วย Transformative Energy ของคนในระบบการศึกษาเอง    เพราะมนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามอยู่ในหัวใจ    โครงการนี้จะช่วยรดน้ำพรวนดินให้เมล็ดพันธุ์นั้นงอกงาม         

เดิมโครงการนี้ชื่อยาวมาก “โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง”   จำยากและไม่กินใจคน    ดร. อุดมวงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาฯ ของ กสศ. จึงเสนอให้ใช้ชื่อสั้นๆ แทนว่า โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง    เพื่อสื่อความหมายว่า เพื่อ empower ให้โรงเรียนดำเนินการพัฒนาตนเองส่งเสริมให้ครูพัฒนาตนเอง (ซึ่งก็คือ PLC) จากการทำหน้าที่ครูนั้นเอง     กสศ.และหน่วยงานพี่เลี้ยงที่เข้าไปหนุน ไม่ใช่เจ้าของโครงการพัฒนาครูและโรงเรียน    ตัวโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการเป็นเจ้าของ    และมีอิสระที่จะปรับวิธีการต่างๆให้เหมาะต่อบริบทของนักเรียนและโรงเรียน   เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้และพัฒนาเต็มศักยภาพ  

โครงการนี้มีการจัดระบบการทำงานดีเยี่ยม คือมีทีมจัดการโครงการนำโดย อ. เพ็ญพรรณจิตตะเสนีย์    และทีม DevelopmentalEvaluation นำโดย ผศ. ดร. พิณสุดา สิริธรังศรี    และมีทีมพี่เลี้ยง (ชื่อเป็นทางการคือโครงการร่วมพัฒนาโรงเรียน) ในพื้นที่ ๕ ทีม    ทำงานคู่ขนานและเชื่อมโยงกันโดยตลอด   รวมแล้วในปีแรก (๒๕๖๒)มีโรงเรียนสมัครใจเข้าร่วม ๒๙๑ โรงเรียน จากเป้าหมายเดิม ๒๘๐ โรงเรียน   

เท่ากับว่าโรงเรียนในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง มี ๕ เครือข่าย    ได้แก่

·      เครือข่ายที่องค์กรพี่เลี้ยงคือมูลนิธิ สตาร์ฟิช คันทรีโฮม  นำโดย ดร. นรรฐพรจันทร์เฉลี่ย เสริบุตร

·      เครือข่ายที่องค์กรพี่เลี้ยงคือมูลนิธิโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา  นำโดยครูใหญ่วิเชียรไชยบัง

·      เครือข่ายที่องค์กรพี่เลี้ยงคือมหาวิทยาลัยศรีปทุม นำโดย รศ. ดร. ธันยวิช วิเชียรพันธ์

·      เครือข่ายที่องค์กรพี่เลี้ยงคือมหาวิทยาลัยขอนแก่น  นำโดย รศ. ดร. ไมตรีอินทร์ประสิทธิ์

·      เครือข่ายที่องค์กรพี่เลี้ยงคือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  นำโดย รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์  

การประชุมในช่วงเช้าทำให้ผมตระหนักว่ามีการตีความคำว่า “พัฒนาทั้งโรงเรียน” (whole school development) ไม่เหมือนกัน    มีการตีความหลายความหมายมาก    ซึ่งผมมองว่าเป็นความงาม และประเทืองปัญญา    

ในการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางของโครงการครั้งที่๓/๒๕๖๒ เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๒ ได้นิยามคำว่า โรงเรียนพัฒนาคุณภาพทั้งระบบ(WholeSchool Approach) ไว้ดังนี้ “หมายถึงโรงเรียนที่สามารถบริหารจัดการตนเองทั้งระบบ    ทั้งด้านบริหารจัดการ ซึ่งประกอบด้วยการกำหนดเป้าหมาย(goal) ที่ขัดเจน เพื่อยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียน   มีระบบสารสนเทศ (info)สำหรับผู้บริหารและครู เพื่อใช้ในการบริหารโดยเฉพาะการดูแลติดตามนักเรียนเป็นรายบุคคล   มีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (PLC)เป็นชุมชนเรียนรู้ของครูมืออาชีพ เพื่อการพัฒนาผู้เรียนและด้านการจัดการเรียนการสอน   โรงเรียนมีกระบวนการพัฒนาการเรียนการสอนของครูในระดับชั้นเรียน (Classroom) ที่เป็น active learning รูปแบบต่างๆที่ส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนตามที่กำหนด”  

ไหนๆก็ย้อนกลับไปดูนิยามในเอกสารการประชุมเมื่อวันที่ ๗ มิถุนยนา ๒๕๖๒ แล้ว     ขอดูนิยามของคำว่า โครงการร่วมพัฒนาคุณภาพโรงเรียนที่ให้ไว้ในตอนนั้น   เพื่อจะได้เห็นพัฒนาการของโครงการ โรงเรียนพัฒนาตนเอง ในช่วง ๖ เดือน    นิยามมีดังนี้    “หมายถึงโครงการย่อยภายใต้โครงการพัฒนาครูฯ    ซึ่งทำหน้าที่ในการสนับสนุนพัฒนาโรงเรียนเป้าหมายเพื่อให้โรงเรียนสามารถพัฒนาทั้งระบบ ทั้งด้านการบริหารจัดการและด้านการจัดการเรียนการสอน ตามเป้าหมายของโครงการพัฒนาครูฯ    ทั้งนี้หมายรวมถึงสถาบันอุดมศึกษาที่มีความพร้อมในการร่วมพัฒนาโรงเรียน”

ทำให้ผมตระหนักว่า ผมเข้าใจผิดหรือเข้าใจไม่ตรงกับกรรมการท่านอื่นเรื่อยมา    ในเรื่องนิยามของ whole schoolapproach  หรือ “พัฒนาทั้งโรงเรียน”    โดยที่ทีมของ กสศ. และกรรมการท่านอื่นมองว่า “พัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ”    คือทำทุกระบบแต่ทำเพียงบางส่วนของโรงเรียนได้ เช่นทำเฉพาะบางชั้นเรียน เฉพาะครูบางคน

ผมมองว่าต้องทำทั้งโรงเรียน ไม่ใช่เฉพาะบางส่วน   เพราะเราต้องการเปลี่ยนโรงเรียน   ไม่ใช่ทำโครงการพัฒนาโรงเรียน   และที่สำคัญเราต้องการเปลี่ยน platform การทำงานทุกอย่างของโงเรียน    เปลี่ยนชุดความคิดและพฤติกรรมของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน    ตั้งแต่นักเรียน ครู ผู้บริหารในระบบการศึกษาทุกระดับผู้ปกครอง คณะกรรมการโรงเรียน นักวิชาการด้านการศึกษารวมทั้งครูของครู    

ชุดความคิดและพฤติกรรมที่ผมมุ่งหวังอยู่ในหนังสือ วิจัยชั้นเรียนเปลี่ยนครู   และหนังสือ สอนเข้มเพื่อศิษย์ขาดแคลน

กรรมการบางท่านแนะนำว่าในช่วงแรกไม่จำเป็นตั้งทำทุกชั้นเรียน ทำบางชั้นเรียนไปก่อน แต่หากชั้นเรียนมีหลายห้องต้องทำทุกห้อง    โดยที่ต้องมีกิจกรรมครบ ๕ ด้าน คือมีการตั้งเป้าและตรวจสอบการพัฒนาตามเป้า มีการพัฒนาโค้ชภายในโรงเรียน มีระบบสารสนเทศ  มี PLC  และมีการพัฒนาการเรียนการสอนในชั้นเรียน   โดยผมขอเพิ่มเติมว่าในการพัฒนาการเรียนการสอนในชั้นเรียนนั้น ต้องพัฒนาการประเมินให้เน้น ประเมินเพื่อมอบอำนาจ

มีกรรมการให้คำแนะนำว่าให้เน้นดำเนินการหนุนครูที่มีใจและมีไฟ ต้องการดำเนินการเปลี่ยนแปลง    อย่าไปรุกครูที่ไม่ยอมเปลี่ยนซึ่งมักเป็นครูอาวุโสใกล้เกษียณ ปล่อยให้ค่อยๆ หมดไปเอง    เพราะการมุ่งเปลี่ยนครูทั้งโรงเรียนอาจก่อความขัดแย้ง    ทำให้เกิดการต่อต้าน   

โรงเรียนพัฒนาตนเองต้องไม่ตกหลุมพรางตามที่ระบุใน World Development Report 2018  และผมตีความเสนอไว้ในบันทึกชุด สู่การศึกษาคุณภาพสูง    

เมื่อออกจากหลุมพรางก็หมายความว่า โรงเรียนพัฒนาตนเอง ต้องพัฒนาเป็น schooling with highquality learning     คือโรงเรียนพัฒนาเพื่อคุณภาพการเรียนรู้    เน้นที่ตัวนักเรียน   และเมื่อเน้นการเรียนรู้ของตัวนักเรียนก็ต้องตระหนักว่า โรงเรียนเป็นเพียงพื้นที่ ๑/๓ ของการเรียนรู้ของนักเรียน   จึงเกิดคำถามว่า โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองควรเอาใจใส่ พื้นที่ ๒/๓ของการเรียนรู้ของนักเรียนหรือไม่    กล่าวใหม่ว่าควรเอาใจใส่ out-of-classroomlearning หรือไม่

โครงการย่อยหนึ่งของโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองคือโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศดำเนินการโดยบริษัทคิดเปลี่ยนเรียนรู้ ภายใต้มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ที่ผมเป็นประธาน    ทีมประเมินโครงการ นำโดย ผศ. ดร. พิณสุดารายงานว่า โครงการนี้ก้าวหน้าช้ากว่าส่วนอื่นๆ ของโครงการ   ต้องเร่งให้ กสศ. ร่วมกับ บ.คิดเปลี่ยนเรียนรู้ แก้ปัญหาโดยเร็ว    โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศนี้ มีสองส่วน   คือส่วนระบบสนับสนุนโรงเรียนที่เป็นระบบ structured data system ที่รับโอนมาจากทีม มน.   กับระบบ non-structured data system เพื่อรองรับ bigdata analytics    ที่ประชุมให้แยกสองส่วนนี้ออกจากกัน    ส่วนหลังให้โรงเรียนสมัครใจเข้าร่วม    ไม่บังคับ   โดยที่จะต่อยๆ เข้าใจไปเองว่า การเข้าร่วมเป็นประโยชน์ต่อโรงเรียนเอง     เพราะจะได้รับข้อมูล feedback ที่ลึก เพื่อการปรับปรุงการดำเนินการของโรงเรียน   

ผมแนะนำทีมประเมินว่าน่าจะจัดทำ rubric การดำเนินการและบรรลุเป้าหมายทั้งที่เป็นเป้าหมายปลายทาง และเป้าหมายรายทาง   เพื่อให้โรงเรียน และทีมพี่เลี้ยงพัฒนาตนเอง    เปรียบเทียบกับการประเมินของทีมประเมิน    ทั้งหมดนั้นเน้นเพื่อการเรียนรู้และปรับปรุงโครงการ        

มีการเอ่ยถึงบทบาทของผู้อำนวยการโรงเรียนว่าต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เอาจริงเอาจัง    มีการพูดกันว่าหากพบว่าโรงเรียนใดผู้อำนวยการโรงเรียนไม่เอาจริงหรือเป็นตัวปัญหาเสียเอง ควรยุติการเป็นสมาชิกโครงการ    แต่ยังไม่ได้สรุปเป็นข้อยุติ     ผมมีความเห็นว่าleadershipเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการดำเนินการ transform องค์กร    โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองนี้มีความเสี่ยงอยู่ที่ให้เงินสนับสนุนโรงเรียนปีละ๑ แสนบาทต่อโรงเรียน    เสี่ยงต่อการที่โรงเรียนมุ่งหวังได้เงินเป็นเป้าหมายหลักไม่มุ่งพัฒนานักเรียนอย่างจริงจัง     เรื่องผู้อำนวยการโรงเรียนนี้มีปัญหาคือโรงเรียนในโครงการนี้เป็นโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล หรือโรงเรียนที่คุณภาพต่ำ     เป็นกลุ่มโรงเรียนที่ ผอ. ย้ายบ่อย     เท่าที่ทราบ ภายในไม่กี่เดือนมี ผอ.ย้ายแล้ว ๔ คน  

ผมเสนอต่อที่ประชุมว่าโครงการนี้ออกแบบการทำงานให้ทีม ดร. พิณสุดา ทำหน้าที่เป็นกลไก developmentalevaluation (DE)    คือเป็นเพื่อนร่วมทางไปกับทีมทำงาน คือทีม อ.เพ็ญพรรณ   และทีมพี่เลี้ยงอีก ๕ ทีม    ทำหน้าที่เก็บข้อมูลเพื่อเป็น formativeassessment เพื่อพัฒนาวิธีการทำงานไปตลอดทาง     น่าจะทำความเข้าใจ โดยซื้อหนังสือ DevelopmentalEvaluation มาอ่านและทำความเข้าใจร่วมกัน    โดย Michael Quinn Patton ผู้เขียน บอกว่าหัวใจของ DEคือปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ทำงานกับผู้ประเมิน    คือต้องมีท่าทีเป็นเพื่อนกันร่วมกันทำให้บรรลุเป้าหมายของโครงการ     

อีกประเด็นหนึ่งที่โรงเรียนพัฒนาตนเองน่าจะพิจารณาพัฒนาขึ้นคือระบบช่วยเหลือเด็กที่เรียนบางวิชาไม่ทันเพื่อน ให้เรียนทัน    ตามแนวทางของฟินแลนด์ ที่ผมเล่าไว้ในบันทึกเรื่อง การศึกษาพิเศษแนวฟินแลนด์  

ผมเคยเล่าเรื่องโครงการนี้ไว้ที่ โรงเรียนพัฒนาตนเอง        

เชิญอ่านข่าว ยูเนสโกชมการศึกษาไทย เพื่อยกระดับความหวัง

วิจารณ์ พานิช  

๕ ธ..ค. ๖๒  

 

   

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)