ชีวิตที่พอเพียง 3456. ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (๒๒) การลงทุนด้านการศึกษาของสังคมไทย

บันทึกที่ ๑      บันทึกที่ ๒       บันทึกที่ ๓        บันทึกที่ ๔       บันทึกที่ ๕

บันทึกที่ ๖       บันทึกที่ ๗       บันทึกที่ ๘       บันทึกที่ ๙       บันทึกที่ ๑๐

บันทึกที่ ๑๑       บันทึกที่ ๑๒       บันทึกที่ ๑๓        บันทึกที่ ๑๔       บันทึกที่ ๑๕

บันทึกที่ ๑๖         บันทึกที่ ๑๗         บันทึกที่ ๑๘       บันทึกที่ ๑๙     บันทึกที่ ๒๐   

 บันทึกที่ ๒๑

ผมจงใจใช้คำว่า “การลงทุน” ไม่ใช้คำว่า “ค่าใช้จ่าย”    เพราะผมเชื่อว่า ในเรื่องการศึกษานั้น เรา “ลงทุน” เพื่อผลต่อประเทศ ต่อครอบครัว และต่ออนาคตของลูกที่เรารักและห่วงใย    วาทกรรม “การลงทุน” กับ “การใช้จ่าย” มีความหมายต่างกัน    ในด้านการคาดหวังผล    ในเรื่องการลงทุนนั้น ต้องจัดการให้เกิดผลคุ้มค่า    ไม่ใช่แค่จ่ายไปเฉยๆ   

ตามตัวเลขของผลงานวิจัย สรุปบทเรียน ๑๐ ปี  บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ (Thailand National Education Account – NEA) ดำเนินการโดย รศ. ดร. ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์    พบว่า การลงทุนด้านการศึกษาของประเทศไทยโดยรวม เพิ่มจากปีละ ๕๖๐,๔๗๙ ล้านบาท (๕.๗๗% GDP) ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑  เป็น ๘๗๘,๘๗๘ ล้านบาท (๖.๑๒ % GDP) ในปี ๒๕๕๙    แบ่งเป็นการลงทุนภาครัฐประมาณร้อยละ ๘๐   และของภาคเอกชนรวมทั้งครัวเรือน ประมาณร้อยละ ๒๐ ซึ่งส่วนใหญ่จ่ายโดยผู้ปกครองนักเรียน   โดยที่หนึ่งในสี่ (ร้อยละ ๒๕.๒) ของงบประมาณภาครัฐเป็นงบประมาณด้านการศึกษา    สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศกลุ่ม OECD ซึ่งเท่ากับร้อยละ ๑๒.๗    และประเทศญี่ปุ่นใช้เพียงร้อยละ ๙.๒ (แต่คุณภาพการศึกษาสูงกว่าของไทยมาก)     

นั่นคือส่วนหนึ่งของข้อมูลที่มีการนำเสนอใน การประชุมปฏิบัติการเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานของสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.)  ซึ่งเป็นสถาบันในสังกัดของ กสศ.   เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ที่สวนสามพราน  

เป็นข้อมูลที่บอกเราว่า ระบบการศึกษาไทยมีผลิตภาพต่ำมาก คือใช้ทรัพยากรมาก  ผลผลิตต่ำและคุณภาพต่ำ    ต้องการการเยียวยาโดยด่วนและอย่างเอาจริงเอาจัง

รัฐบาลที่กำลังจะออกไป จึงได้จัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา    ที่มี ศ. นพ. จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธาน    ดำเนินการสร้างกลไกขึ้นมาทำงานปฏิรูปการศึกษาในระยะยาว    กลไกหนึ่งคือ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) ที่มี วสศ. เป็นกลไกการทำงานด้านการวิจัย    และ กสศ. ตั้งแต่สมัยเป็น สสค. ได้สนับสนุนทุนดำเนินการ NEA แก่ทีมของ รศ. ดร. ชัยยุทธ ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์เป็นอันมาก    และผมเคยนำมาเล่าไว้ ที่ ()  

รายจ่ายภาครัฐส่วนที่มีสัดส่วนมากอย่างน่าตกใจคือส่วนประถมศึกษา    และที่ต่ำมากคือส่วนอาชีวศึกษา     ตัวเลขเงินลงทุนมาก แต่ให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ต่ำ บอกชัดเจนว่าการจัดการระบบการศึกษาของเราอ่อนแอ    ขาดกลไกตรวจสอบการใช้จ่ายที่ไร้ค่า     ขาดกลไกตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบการเงิน    ให้มองออกว่า ความสูญเปล่า (waste) อยู่ตรงไหนบ้าง

ผมเดาว่า waste ส่วนใหญ่เป็น structural waste คือแฝงอยู่ในระบบที่ผิดพลาด    ซึ่งหากเทียบกับระบบสุขภาพแล้ว ระบบการศึกษาไทยขาดกลไกเชิงปัญญา อย่างที่ระบบสุขภาพมี ได้แก่ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)   โครงการวิจัยนโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP)   โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายสุขภาพ (HITAP) เป็นต้น     ทำให้ผมตีความต่อว่า ระบบที่ผิดพลาด ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ผิด    คือคิดว่าเมื่อออกแบบระบบที่ดีแล้ว ทุกอย่างจะดี    ซึ่งเป็นสมมติฐานของ “ระบบที่ไม่เรียนรู้”    เป็นระบบที่ขาดกลไกกระตุ้นหรือช่วยการเรียนรู้   

คิดต่อว่า ในระบบสุขภาพ “ค่าโง่” ส่วนใหญ่อยู่ที่ค่ายา และเทคโนโลยีต่างๆ    ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของปัจจัยภายนอกระบบ    แต่ในระบบการศึกษา “ค่าโง่” ส่วนใหญ่เป็นผลประโยชน์ของคนในระบบเอง     ที่ฝังอยู่ลึกมาก     ผมมองว่า เป็น political economy of education systems management    ซึ่งในที่ประชุมวันนี้ ก็มีคนชี้ว่า ในไม่ช้าก็จะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง    “ครูนักการเมือง” (แห่งผลประโยชน์) ก็จะวิ่งเข้าหา สส. เพื่อผลักดันระบบ ให้เอื้อผลประโยชน์แก่พวกตน    ผมตีความอย่างนี้ ไม่ทราบว่าผิดหรือถูก   

               รศ. ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมา ระบบการศึกษาไทย เป็น “ระบบเพื่อครู”    บัดนี้ น่าจะเปลี่ยนเป็น “ระบบเพื่อเด็ก”  ได้แล้ว    เพราะเวลานี้ค่าตอบแทนครูสูง     ผมนึกในใจว่า ที่เราไปช่วยกันทำงานนี้ ก็เพราะต้องการร่วมขับเคลื่อนให้เป็น “ระบบการศึกษาเพื่อบ้านเมือง” หรือเพื่อความอยู่รอดของประเทศไทย สังคมไทย     ผมเชื่อในระบบที่ give มากกว่า take    จึงต้องมีกลไกทางปัญญา ตรวจสอบว่า ระบบการศึกษาไทยในภาพรวม give กับ take อันไหนมากกว่า   

               ผมมองว่า โจทย์วิจัยสำหรับใช้ข้อมูลจาก  NEA น่าจะเน้นทำความเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อ “ผลิตภาพ” (productivity) ของระบบการศึกษาไทย    ขุดค้น “ความจริง” ออกมาบอกแก่สังคม ว่า waste ตัวหลักๆ อยู่ตรงไหนบ้าง     และ มาตรการเชิงระบบ เพื่อลด waste ควรใช้แนวทางใด

วิจารณ์ พานิช  

๕ พ.ค. ๖๒

ห้อง ๔๒๑  โรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)