บันทึกที่ ๑ บันทึกที่ ๒ บันทึกที่ ๓ บันทึกที่ ๔ บันทึกที่ ๕
บันทึกที่ ๖ บันทึกที่ ๗ บันทึกที่ ๘ บันทึกที่ ๙ บันทึกที่ ๑๐
บันทึกที่ ๑๑ บันทึกที่ ๑๒ บันทึกที่ ๑๓ บันทึกที่ ๑๔ บันทึกที่ ๑๕
บันทึกที่ ๑๖ บันทึกที่ ๑๗ บันทึกที่ ๑๘
<p>บ่ายวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๒ ผมไปร่วมการประชุม “บทบาทของ สกว. ในการสนับสนุนนโยบายปฏิรูปการศึกษา” ที่ สกว. ในการประชุมมีการเสนอร่างผลงานวิจัยเรื่อง “การทบทวนเรียบเรียงข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” (๑) โดย อ. พิทักษ์ โสตถยาคม (ย้ำว่าเป็นร่างรายงาน ยังไม่ใช่รายงานฉบับจริง) ทำให้ผมได้ความรู้มาก ได้ทบทวนบทบาทของ “ภาคที่ไม่เป็นทางการ” (informal sector) ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาของประเทศ และได้เห็นสภาพที่อาจมี resistance to change ของระบบการศึกษาของประเทศ </p><p>ความสนใจของผมอยู่ที่ ที่มาและที่ไปของมาตรการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ในการพลิกฟื้นคุณภาพการศึกษาไทย ผ่านนวัตกรรมในการจัดการระดับโรงเรียน และระดับจังหวัด ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการกระจายอำนาจการบริหารบ้านเมือง ซึ่งในกรณีนี้คือการบริหารการศึกษา ผมจ้องไปทำความเข้าใจว่า “กระบวนทัศน์รวมศูนย์” มันครอบงำคนในวงการศึกษา และวงการภาคที่ไม่เป็นทางการหรือไม่ อย่างไร </p><p>ผมจ้องไปทำความเข้าใจว่า Theory of Change ของการจัดการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาคืออะไร และตอบว่า คือการทดลองมาตรการ sandbox สำหรับเป็นเครื่องมือปฏิรูปการศึกษาระดับจังหวัด หวังว่าจะเป็นต้นแบบสู่การเปลี่ยนระบบใหญ่ของทั้งประเทศ ผมจึงจ้องไปทำความเข้าใจว่า ระบบใหญ่ของทั้งประเทศเขาร่วมมือ และต่อต้านอย่างไร </p><p>ผมจ้องไปทำความเข้าใจว่า มีเค้าว่า จะเกิดปรากฏการณ์เคลื่อนย้ายการบริหารแบบรวมศูนย์ จากระดับประเทศสู่ระดับจังหวัด หรือไม่ และจะต้องมียุทธศาสตร์อย่างไร ในการป้องกันผลแทรกซ้อนนี้ จะใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือ feedback อย่างไร </p><p>สิ่งที่ขาดจากรายงานดังกล่าว ในสายตาของผม คือ ยังขาดเป้าหมายทำให้โรงเรียนเป็นหน่วยงานที่มีการเรียนรู้และพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้แก่นักเรียนอยู่ตลอดเวลา ที่ในภาษาวิชาการเรียกว่า เป็น “องค์กรเรียนรู้” (learning organization) ผมมีความเชื่อว่า เพราะโรงเรียนไม่เป็น learning organization นี่แหละ เป็นสาเหตุสำคัญของความอ่อนแอของระบบการศึกษาไทย สมุฏฐานหรือ root cause ของความอ่อนแอนี้ซับซ้อนมาก เชื่อมโยงไปยังทุกองค์ประกอบของระบบการศึกษาไทย และยังเชื่อมโยงไปยังระบบการปกครองบ้านเมืองด้วย ซึ่งก็คือระบบรวมศูนย์อำนาจนั่นเอง </p><p>ระบบรวมศูนย์อำนาจ ทำให้กลไกการทำงานของโรงเรียน มุ่งทำตามคำสั่งของส่วนกลาง และส่วนกลางก็คุ้นอยู่กับการสั่งแบบสำเร็จรูป ทำให้ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาไม่ต้องคิด ทำให้คนเหล่านี้คิดไม่เป็น และไม่กล้าคิดพัฒนางานของตน ที่ร้ายที่สุดคือ นำไปสู่สภาพที่ไม่มีใครรับผิดรับชอบ (accountability) ผมจึงชื่นชมมากที่ TEP ที่เป็นกลไกผลักดันให้เกิดเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เน้นกลไกรับผิดรับชอบขึ้นในระบบการศึกษา และจ้องทำความเข้าใจว่า จะมีมาตรการอะไร </p><p>จากรายงาน ระบุว่า สกว. ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ๕ โครงการ โดยมีเป้าหมายยกระดับความรู้ความสามารถของผู้เกี่ยวข้องครบถ้วนดีมาก แต่ผมอ่านระหว่างบรรทัดว่า ไม่มีวิธีคิดว่าด้วยวงจรเรียนรู้ต่อเนื่องของผู้เกี่ยวข้องเหล่านั้น คือมองกระบวนการเรียนรู้เป็นเส้นตรง มีจุดเริ่มต้นและเป้าหมายสุดท้าย ไม่มองเป็นวงจรหรือวัฏฏจักรของการเรียนรู้ ที่ต้องเป็นวัตรปฏิบัติในชีวิตประจำวันของคนในระบบการศึกษา </p><p>ตามในรายงาน มีการเสนอประเด็นปลดล็อกกฎระเบียบต่างๆ เข้าไปในคณะกรรมการอำนวยการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ที่พุ่งตรงไปยังผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน และความคล่องตัวของโรงเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก และข้อเสนอเหล่านั้น ตรงจุดมาก แต่ผมมองว่า เป็น micro measures คือเป็นประเด็นเล็กๆ ผมอยากให้เพิ่มการจับประเด็นใหญ่ (macro issue) คือการพัฒนา platform ใหม่ ของการบริหารโรงเรียน ให้โรงเรียนเป็นองค์กรเรียนรู้ มีการนำเอากระบวนการทำงาน และผลงาน (เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน) มาเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อร่วมกันคิดหาวิธีการที่ดีกว่าเดิม นำไปดำเนินการ และหมุนวงจรเรียนรู้ต่อเนื่องเรื่อยไป </p><p>ข้อที่น่าใจชื้นคือ รมต. ศึกษาฯ ได้ตั้งคณะทำงานจัดทำแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มี ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เป็นประธาน เกิดการปรึกษาหารือ และมีข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรมดีมาก </p><p>แต่อย่างไรเสียก็หนีปัจจัยด้าน ระบบราชการไม่พ้น เพราะ ร่าง พรบ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. … มาตรา ๑๘ ระบุให้จัดตั้ง “สำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” ขึ้นใน สพฐ. และมาตรา ๒๔ ระบุว่า “ให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ทำหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการขับเคลื่อน …” (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/056/T_0102.PDF) นี่คือชีวิตจริงของการทำงานสาธารณะเพื่อบ้านเมือง </p><p>ข้างบนนั้น ผมเขียนก่อนการประชุม ในการประชุมผู้เข้าร่วมประชุมสนุกมาก อ. พิทักษ์ เสนอเรื่อง พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ต่อที่ประชุมด้วยแผ่นพับอินโฟกราฟิกขนาดกะทัดรัดสวยงาม และผมถ่ายรูปมาให้ดูด้วยแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่า เป็นการเลือกพื้นที่ ๖ พื้นที่ (๘ จังหวัด) เป็นสนามปฏิบัติการเพื่อสร้างนวัตกรรมการศึกษาของประเทศ เพื่อในที่สุด ขยายผลสู่ทั่วประเทศ เป็นเหตุผลให้ ร่าง พรบ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒ ระบุให้กิจกรรมนี้มีอายุเพียง ๗ ปี และหากได้ผลดีแต่จำเป็นต้องมีเวลาดำเนินการระยะยาว ก็ขยายเวลาต่อได้อีกเพียง ๗ ปี</p><p>โปรดสังเกตเป้าหมายสำคัญ ๔ ด้าน (ในภาพที่ ๒) ของพื้นที่นวัตการศึกษา ว่ามีเรื่องลดความเหลื่อมล้ำด้วย </p><p>อ. พิทักษ์ ชี้ให้เห็นว่า โครงการนี้ดำเนินการร่วมกัน ๓ ฝ่าย คือ สพฐ., สป. กระทรวงศีกษาฯ และ TEP (Thailand Education Partnership) จึงเป็นความท้าทายที่สามฝ่ายที่มีวัฒนธรรมต่างกันมาร่วมกันทำงาน จะเกิดผลสำเร็จได้อย่างไร </p><p>รศ. ดร. ดารณี อุทัยรัตนกิจ ผู้รู้เรื่องนี้ดีเพราะท่านเป็นกรรมการในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ชี้ให้เห็นหลักการให้พื้นที่มีอิสระ ลดภาระจากการถูกสั่งการจากส่วนกลาง ทำให้ไม่มีเวลาเอาใจใส่นักเรียน และทำให้เกิดการทำงานแบบแยกส่วน เปลี่ยนไปเป็น ทำงานแบบบูรณาการในพื้นที่ </p><p>รศ. ดร. ปัทมาวดี โพชนุกูล รอง ผอ. สกว. ชี้ว่า พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มีเป้าหมายสร้างการเปลี่ยนแปลง ๓ ระดับ คือระดับโรงเรียน ระดับจังหวัด และส่วนกลาง เป้าหมายของ สกว. (ซึ่งต่อไปจะกลายเป็น สกสว. เปลี่ยนหน้าที่เป็น จัดสรรงบประมาณวิจัยในภาพใหญ่) ที่เอาเรื่องนี้มาหารือคือ โจทย์วิจัยเพื่อสนับสนุนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาคืออะไร ฟังการอภิปรายในที่ประชุมแล้ว ผมสรุปกับตนเองว่า เป็นโจทย์พัฒนามากกว่าโจทย์วิจัย เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลสำหรับใช้หมุนวงจรการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ที่หมุนรอบการบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ของนักเรียน (และของครู และบุคลากรทางการศึกษา) ซึ่งก็ต้องหนุนการพัฒนาระบบ M&E ซึ่งในมุมมองของผม ก็คือหนุนการสร้างระบบการเรียนรู้ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สำหรับใช้ความรู้นั้นสื่อสารสังคม เพื่อการขยายผลสู่ทั่วประเทศ </p><p>โจทย์วิจัยสำคัญ จึงน่าจะอยู่ที่เป้าหมายสำคัญ ๔ ด้านของพื้นที่นวัตกรรมฯ </p><p>เอาใหม่ ตีความใหม่ ผมมองว่า บทบาทของ สกสว. ในการกำหนด ประเด็นวิจัยภาพใหญ่เพื่อสนับสนุนความสำเร็จของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ต้องเน้นใช้ยุทธศาสตร์ สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ของ ศ. นพ. ประเวศ วะสี คือต้องสร้างความรู้เอามาสื่อสารสังคม เน้นใช้พลังสังคมในการบอกความต้องการต่อฝ่ายที่ถืออำนาจรัฐ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายภาพใหญ่ของสังคม</p><p>มองโลกแง่ดี โจทย์วิจัยที่จะช่วยมากคือโจทย์ที่ช่วยให้ สพฐ. และ สป. เปลี่ยนแปลงตนเองได้อย่างราบรื่น </p><p>วิจารณ์ พานิช </p><p>๑๙ เม.ย. ๖๒</p><p>
</p><p>
</p>


