บันทึกที่ ๑ บันทึกที่ ๒ บันทึกที่ ๓ บันทึกที่ ๔ บันทึกที่ ๕
บันทึกที่ ๖ บันทึกที่ ๗ บันทึกที่ ๘ บันทึกที่ ๙
เช้าวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ ผมไปร่วมประชุมคณะที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการของ กสศ. เพื่อช่วยกันออกความเห็นเรื่อง “แผนพัฒนาและยกระดับคุณภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สอนเด็กด้อยโอกาส”
ผมเตรียมไปให้ความเห็นหลักๆ ๔ ประการ
- 1. สร้าง “กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ” ร่วมกัน ของครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน และนักวิชาการ (PLC – Professional Learning Communty) ที่เป็นการสร้าง “พลังร่วม” ส่งเสริมให้ครูทำวิจัยชั้นเรียนเพื่อปรับปรุงผลลัพธ์การเรียนรู้ของศิษย์ เพื่อนำผลงานมาเป็นผลพลอยได้สู่ผลงานเพื่อเลื่อนวิทยะฐานะ
- 2. ระมัดระวังบทบาทของ “นักวิชาการ” ไม่ให้เข้าไปกดทับความมั่นใจของครู ผู้ปกครอง ฯลฯ ต่อการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ต้องฝึกนักวิชาการให้ทำหน้าที่ empower เป็น
- 3. ตีความการเรียนรู้แบบ “นักเรียนเป็นศูนย์กลาง” กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ และจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะต่อเด็กแต่ละพื้นที่ โดยคำนึงถึงการดำรงชีวิตในอนาคตของเด็ก ที่เด็กเข้าใจและเห็นคุณค่าของวิถีชีวิตของชุมชนของตน และในขณะเดียวกันก็เข้าใจการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และเข้าใจโลก
รูปแบบการเรียนรู้เพื่อการนี้คือ การเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติ ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิด
- 4. คำนึงถึงการเรียนรู้ใน “พื้นที่ 80%” ของเด็ก ส่งเสริมให้กลไกรับผิดชอบในพื้นที่จัด “พื้นที่เรียนรู้อย่างอิสระ” ของเด็ก
ในวันประชุม ดร. อุดม วงษ์สิงห์ แห่ง กสศ. ยกร่างแนวคิด บอกวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ
- 1. เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพครูในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย (โรงเรียนขนาดกลาง) โดยแนวทางการพัฒนาองค์รวมทั้งโรงเรียน (Whole-school) และมุ่งให้โรงเรียนพัฒนาตนเอง
- 2. เพื่อส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์มีบทบาททางวิชาการในการพัฒนาครูและโรงเรียนโดยเน้นปฏิบัติการในชั้นเรียน
- 3. เพื่อศึกษาและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษาสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักศึกษาจากปฏิบัติการในชั้นเรียน
สมาชิกของวงหารือ มีเพียง ๕ คน คือ ดร. เลขา ปิยะอัจฉริยะ, ดร. เจือจันทร์ จงสถิตอยู่, นพ. สุภกร บัวสาย, ดร. อุดม วงษ์สิงห์ และผม
ในที่ประชุม ดร. เจือจันทร์ จงสถิตอยู่ เล่าการทำงานลงพื้นที่เยี่ยมโรงเรียนให้โครงการ sQip ที่ในที่สุดมีการส่งเสริมให้ครูแกนนำของโรงเรียนทำ คู่มือพัฒนาโรงเรียน ด้วยตนเอง ในโครงการ sQip มี Q-Coach ที่ได้แนวคิดมาจากโครงการ Teacher Coaching ผมจึงเสนอให้ใช้คำที่ปลดปล่อยครู ให้เกียรติครู คือ Teacher Learning
ดร. เจือจันทร์เล่าประเด็นเรียนรู้ในการประชุมปฏิบัติการของครูแกนนำ ในโครงการ sQip จำนวน ๗๐ คน ที่ครูเข้าใจพลังของ reflection ตามหลังการปฏิบัติ เพื่อการเรียนรู้ที่ลึก
คุณหมอสุภกร ผู้จัดการ กสศ. เล่าว่า โครงการ sQip ได้แนวคิดจากแคนาดา ที่รัฐ Manitoba ที่ในการพัฒนาโรงเรียน มีการกำหนด critical frame แล้วมีโค้ชไปตั้งคำถามตาม critical frame เพื่อให้ทีมงานของโรงเรียนฉุกคิด และหาทางพัฒนาด้วยความคิดของตนเอง หลีกเลี่ยงการที่นักวิชาการภายนอกเข้าไปบงการ ซึ่งจะเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้ของสมาชิกหรือทีมงานของโรงเรียน ซึ่งหมายความรวมไปถึงผู้ปกครองนักเรียน และแกนนำในชุมชนด้วย
ฟังแล้วผมตีความว่า ขบวนการที่เราไปหารือกัน ใช้เวลา ๑ ชั่วโมงตอนเช้ามืด ได้ฉันทามติว่า ต้องหาทางหนุนให้โรงเรียนเป็นสถานที่เรียนรู้ของครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ผู้บริหารท้องถิ่น และผู้นำชุมชน คือกิจการของโรงเรียน ต้องอยู่ในสภาพ “ทำไป เรียนรู้ไป” อยู่ตลอดเวลา หลีกเลี่ยงการถูกสั่งการให้ดำเนินการตามรูปแบบมาตรฐานตายตัว
คุณหมอสุภกร เป็นนักยุทธศาสตร์ตัวยง บอกว่า ที่ดำเนินการกันมาเป็นการทำแบบเป็นส่วนเสี้ยว ไม่ครบทั้งระบบ ท่านใช้คำว่า “ตัวละครไม่ครบ” จึงก่อผลกระทบน้อย
ปัจจัยสำคัญของระบบ คือ ระบบให้คุณหรือเลื่อนตำแหน่งที่ผิดพลาด ที่เน้นการ “ย้ายขึ้นสู่โรงเรียนใหญ่” ทำให้ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็ก - กลาง ในพื้นที่ห่างไกลอยู่ทำงานพัฒนาโรงเรียนได้ไม่นานพอจนเห็นผล ดังจะเห็นว่า ตัวอย่างโรงเรียนขนาดกลางในโครงการ sQip ที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนดี
คุยกันเรื่องระบบ Master Teacher ของสิงคโปร์ ที่เป็นกลไกส่งเสริมการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานของครู ดร. เจือจันทร์เล่าว่า ผู้อำนวยการของ Teacher Academy ของสิงคโปร์เคยเป็น Master Teacher มาก่อน และบอกว่าจะกลับไปทำหน้าที่ครูอย่างเดิม ทำให้ผมตีความว่า ระบบการศึกษาของสิงคโปร์ เน้นให้คุณค่าความสามารถในการยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน จากหลากหลายบทบาท มองว่า ผู้บริหารต้องมีสมรรถนะทางวิชาการด้านการยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยที่สมรรถนะนั้น ต้องมาจากประสบการณ์ตรงในการเป็นครู ซึ่งแตกต่างจากระบบบริหารการศึกษาของไทยโดยสิ้นเชิง
ผมตีความจากการเสวนาว่า ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า การพัฒนาและยกระดับคุณภาพครู ต้องเน้นที่การเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือจากการทำหน้าที่ครูนั้นเอง เป็นการพัฒนาที่เน้น leaning ไม่ใช่เน้น training อย่างที่กระทรวงศึกษาธิการใช้อยู่ในปัจจุบัน
วิจารณ์ พานิช
๑๒ ธ.ค. ๖๑