ชีวิตที่พอเพียง 3345. ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (๑๐) แผนพัฒนาและยกระดับคุณภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สอนเด็กด้อยโอกาส


บันทึกที่ ๑   บันทึกที่ ๒   บันทึกที่ ๓    บันทึกที่ ๔    บันทึกที่ ๕   

บันทึกที่ ๖ บันทึกที่ ๗    บันทึกที่ ๘   บันทึกที่ ๙

เช้าวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ ผมไปร่วมประชุมคณะที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการของ กสศ.    เพื่อช่วยกันออกความเห็นเรื่อง “แผนพัฒนาและยกระดับคุณภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สอนเด็กด้อยโอกาส”   

ผมเตรียมไปให้ความเห็นหลักๆ ๔ ประการ

  1. 1. สร้าง “กระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ” ร่วมกัน ของครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน และนักวิชาการ (PLC – Professional Learning Communty)  ที่เป็นการสร้าง “พลังร่วม”    ส่งเสริมให้ครูทำวิจัยชั้นเรียนเพื่อปรับปรุงผลลัพธ์การเรียนรู้ของศิษย์    เพื่อนำผลงานมาเป็นผลพลอยได้สู่ผลงานเพื่อเลื่อนวิทยะฐานะ   
  2. 2. ระมัดระวังบทบาทของ “นักวิชาการ” ไม่ให้เข้าไปกดทับความมั่นใจของครู ผู้ปกครอง ฯลฯ ต่อการเรียนรู้จากการปฏิบัติ    ต้องฝึกนักวิชาการให้ทำหน้าที่ empower เป็น  
  3. 3. ตีความการเรียนรู้แบบ “นักเรียนเป็นศูนย์กลาง”  กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ และจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะต่อเด็กแต่ละพื้นที่  โดยคำนึงถึงการดำรงชีวิตในอนาคตของเด็ก    ที่เด็กเข้าใจและเห็นคุณค่าของวิถีชีวิตของชุมชนของตน    และในขณะเดียวกันก็เข้าใจการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และเข้าใจโลก  

รูปแบบการเรียนรู้เพื่อการนี้คือ  การเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติ ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิด  

  1. 4. คำนึงถึงการเรียนรู้ใน “พื้นที่ 80%”  ของเด็ก    ส่งเสริมให้กลไกรับผิดชอบในพื้นที่จัด “พื้นที่เรียนรู้อย่างอิสระ” ของเด็ก    

ในวันประชุม ดร. อุดม วงษ์สิงห์ แห่ง กสศ. ยกร่างแนวคิด บอกวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ

  1. 1.   เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพครูในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย (โรงเรียนขนาดกลาง) โดยแนวทางการพัฒนาองค์รวมทั้งโรงเรียน (Whole-school) และมุ่งให้โรงเรียนพัฒนาตนเอง
  2. 2. เพื่อส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์มีบทบาททางวิชาการในการพัฒนาครูและโรงเรียนโดยเน้นปฏิบัติการในชั้นเรียน
  3. 3. เพื่อศึกษาและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษาสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักศึกษาจากปฏิบัติการในชั้นเรียน

สมาชิกของวงหารือ มีเพียง ๕ คน คือ ดร. เลขา ปิยะอัจฉริยะ, ดร. เจือจันทร์ จงสถิตอยู่, นพ. สุภกร บัวสาย, ดร. อุดม วงษ์สิงห์  และผม

ในที่ประชุม ดร. เจือจันทร์ จงสถิตอยู่ เล่าการทำงานลงพื้นที่เยี่ยมโรงเรียนให้โครงการ sQip   ที่ในที่สุดมีการส่งเสริมให้ครูแกนนำของโรงเรียนทำ คู่มือพัฒนาโรงเรียน ด้วยตนเอง     ในโครงการ sQip มี Q-Coach  ที่ได้แนวคิดมาจากโครงการ Teacher Coaching    ผมจึงเสนอให้ใช้คำที่ปลดปล่อยครู ให้เกียรติครู คือ Teacher Learning 

ดร. เจือจันทร์เล่าประเด็นเรียนรู้ในการประชุมปฏิบัติการของครูแกนนำ ในโครงการ sQip จำนวน ๗๐ คน    ที่ครูเข้าใจพลังของ reflection ตามหลังการปฏิบัติ เพื่อการเรียนรู้ที่ลึก  

คุณหมอสุภกร ผู้จัดการ กสศ. เล่าว่า โครงการ sQip ได้แนวคิดจากแคนาดา  ที่รัฐ Manitoba   ที่ในการพัฒนาโรงเรียน มีการกำหนด critical frame   แล้วมีโค้ชไปตั้งคำถามตาม critical frame     เพื่อให้ทีมงานของโรงเรียนฉุกคิด  และหาทางพัฒนาด้วยความคิดของตนเอง    หลีกเลี่ยงการที่นักวิชาการภายนอกเข้าไปบงการ    ซึ่งจะเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้ของสมาชิกหรือทีมงานของโรงเรียน   ซึ่งหมายความรวมไปถึงผู้ปกครองนักเรียน และแกนนำในชุมชนด้วย   

ฟังแล้วผมตีความว่า ขบวนการที่เราไปหารือกัน ใช้เวลา ๑ ชั่วโมงตอนเช้ามืด    ได้ฉันทามติว่า ต้องหาทางหนุนให้โรงเรียนเป็นสถานที่เรียนรู้ของครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ผู้บริหารท้องถิ่น และผู้นำชุมชน    คือกิจการของโรงเรียน ต้องอยู่ในสภาพ “ทำไป เรียนรู้ไป” อยู่ตลอดเวลา     หลีกเลี่ยงการถูกสั่งการให้ดำเนินการตามรูปแบบมาตรฐานตายตัว         

คุณหมอสุภกร เป็นนักยุทธศาสตร์ตัวยง  บอกว่า ที่ดำเนินการกันมาเป็นการทำแบบเป็นส่วนเสี้ยว ไม่ครบทั้งระบบ    ท่านใช้คำว่า “ตัวละครไม่ครบ”    จึงก่อผลกระทบน้อย   

ปัจจัยสำคัญของระบบ คือ ระบบให้คุณหรือเลื่อนตำแหน่งที่ผิดพลาด    ที่เน้นการ “ย้ายขึ้นสู่โรงเรียนใหญ่”    ทำให้ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็ก - กลาง ในพื้นที่ห่างไกลอยู่ทำงานพัฒนาโรงเรียนได้ไม่นานพอจนเห็นผล    ดังจะเห็นว่า ตัวอย่างโรงเรียนขนาดกลางในโครงการ sQip ที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนดี

คุยกันเรื่องระบบ Master Teacher ของสิงคโปร์    ที่เป็นกลไกส่งเสริมการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานของครู    ดร. เจือจันทร์เล่าว่า    ผู้อำนวยการของ Teacher Academy  ของสิงคโปร์เคยเป็น Master Teacher มาก่อน    และบอกว่าจะกลับไปทำหน้าที่ครูอย่างเดิม    ทำให้ผมตีความว่า ระบบการศึกษาของสิงคโปร์    เน้นให้คุณค่าความสามารถในการยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน จากหลากหลายบทบาท    มองว่า ผู้บริหารต้องมีสมรรถนะทางวิชาการด้านการยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้    โดยที่สมรรถนะนั้น ต้องมาจากประสบการณ์ตรงในการเป็นครู    ซึ่งแตกต่างจากระบบบริหารการศึกษาของไทยโดยสิ้นเชิง   

ผมตีความจากการเสวนาว่า  ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า การพัฒนาและยกระดับคุณภาพครู ต้องเน้นที่การเรียนรู้จากการปฏิบัติ    หรือจากการทำหน้าที่ครูนั้นเอง     เป็นการพัฒนาที่เน้น leaning   ไม่ใช่เน้น training อย่างที่กระทรวงศึกษาธิการใช้อยู่ในปัจจุบัน

วิจารณ์ พานิช

๑๒ ธ.ค. ๖๑


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)