บ่ายวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๑ ผมไปร่วมประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทางการดำเนินงานโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา (พัฒนายุววิจัย) ครั้งที่ ๔/๒๕๖๑ ที่ สกว. คณะกรรมการนี้มี ดร. เจือจันทร์ จงสถิตอยู่ เป็นประธาน ผมเป็นที่ปรึกษา
โครงการนี้ดำเนินการมาถึงปลายทางแล้ว ตามรายงานของหัวหน้าโครงการ รศ. ดร. สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ มีการเชื่อมโยงสู่ คณะอนุกรรมการปฏิรูปการศึกษา, โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา และทักษะของศูนย์พี่เลี้ยงเพาะพันธุ์ปัญญา ๘ ศูนย์ น่าจะมี ๖ ศูนย์ที่มีกิจกรรมต่อเนื่อง ร่วมกับโครงการอื่น
ผมเสนอต่อที่ประชุมว่า ควรมีโครงการต่อเนื่องจากโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา โดยเข้าไปค้นหาโรงเรียนและศูนย์พี่เลี้ยงที่ดำเนินการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ต่อเนื่อง ทำความเข้าใจปัจจัยหนุน และหาทาง empower กิจกรรมต่อเนื่องนั้น
ดร. สีลาภรณ์ บัวสาย ให้ข้อสังเกตว่า กระทรวงศึกษาธิการดูดซับนวัตกรรมไม่ได้ หรือกล่าวอย่างรุนแรงกว่านั้นว่า ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง การขยายผล ของผลงานที่ดีอย่ามุ่งเข้ากระทรวงศึกษาธิการ
ดร. ปิยะบุตร ชลวิจารณ์ อดีตประธาน กพฐ. บอกว่า ท่านลงพื้นที่ ไปพบการรวมตัวของครู ดำเนินการนวัตกรรมยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน มีกลุ่มครูเช่นนี้จำนวนไม่น้อย แต่กระทรวงศึกษาธิการไม่รับรู้ และคนทั่วไปก็ไม่รู้
ในที่ประชุม เกิดคำพูดว่า “การศึกษาไม่ใช่กระทรวงศึกษาฯ” หมดหวังกระทรวงศึกษาฯ ได้ อย่าหมดหวังการศึกษา
ดร. เลขา ปิยะอัจฉริยะ ให้ความเห็นว่า เราเอาใจใส่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวเด็กน้อยไป เอามาสื่อสารสาธารณะน้อยไป
ผมจ้องไปเรียนรู้ transformation ของครูแกนนำของโครงการ คำ transformation นี้ผมเพิ่งได้เรียนรู้จาก ศ. สุมน อมรวิวัฒน์ ว่าท่านแปลว่า “เปลี่ยนขาดเพื่อเติบโต” ซึ่งในที่นี้ผมแปลงเป็น “เปลี่ยนขาดเพื่อพัฒนา” เพื่อให้คำคล้องจองกับ เพาะพันธุ์ปัญญา
ดร. สุธีระ โยนมาให้ผมตั้งโจทย์สะท้อนคิดแก่ครู โดยผมไม่ทันตั้งตัว แต่ก็ได้ให้โจทย์ ๔ ข้อ
- 1. ครูได้อะไรจาก พพปญ.
- 2. เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรแก่เด็ก จากเครื่องมืออะไร
- 3. เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรต่อตนเอง
- 4. จะนำไปใช้ในการทำหน้าที่ครูอย่างไรต่อไป
โดยมีครู ๕ คน มาสะท้อนคิดให้ฟัง ได้แก่ ครูกานดา ช่วงชัย โรงเรียนแม่จันวิทยาคม จ. เชียงราย ครูอรุณี สุมารินทร์ โรงเรียนนารีวิทยา ราชบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน บอกว่า ได้เรียนรู้ว่าต้องไม่จัดการสอน เปลี่ยนไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูเอกชัย จันทร์ตา โรงเรียนเสริมงามวิทยาคม ลำปาง ครูไสว อุ่นแก้ว โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ ศรีสะเกษ และครูปรียา วรรณโร โรงเรียนธรรมโฆสิต อ. หาดใหญ่ จ. สงขลา
ฟังครูทั้ง ๕ คนแล้ว เห็นความซับซ้อนของบริบท ของแต่ละโรงเรียน ที่เมื่อเอามาเชื่อมโยงกับการออกแบบโครงการให้โรงเรียนเลือกทำหนึ่งห้องเรียน (ม. ๒ หรือ ม. ๔) น่าจะสื่อสารความเป็นโครงการทดลอง ไม่สื่อสารการเริ่มต้นแล้วขยายผล
จากการเล่า และซักถาม ทำให้ผมตีความว่า โครงการริเริ่มใหม่ๆ ที่เข้าไปในโรงเรียน ที่ไม่ใช่โครงการ top down จะมีการต่อต้านจากครูบางกลุ่มเสมอ และครูที่ชอบเข้าร่วมโครงการทดลองหรือโครงการพิเศษ อาจเป็นที่หมั่นไส้ของครูคนอื่นๆ ก็ได้
เห็นได้ชัดเจนว่า ครูแกนนำที่มา ลปรร. ทั้ง ๕ คนนี้ คือครูที่ได้เรียนรู้วิธีทำหน้าที่ครูแนวใหม่ และเป็นครูที่รักศิษย์ เอาใจใส่ศิษย์ ผมประทับใจคำพูดของครูปรียา วรรณโร ที่บอกว่า ตนได้เรียนรู้ทักษะสังเกตนักเรียนเป็นรายบุคคล และเชื่อเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ในระดับจิตใต้สำนึก และประทับใจครูกานดา ช่วงชัย ที่บอกว่า สิ่งที่ตนได้คือ ได้ความตระหนักว่า ครูเรียนรู้ด้วยตนเองได้ และในทำนองเดียวกัน ได้ตระหนักว่านักเรียนก็เรียนรู้ด้วยตนเองได้
สามชั่วโมงครึ่งของการประชุมเสวนา ยืนยันว่า ครูแกนนำของโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา เกิด การเปลี่ยนขาดเพื่อพัฒนา (transformation) จริงๆ แต่การขยายผลจากข้อเรียนรู้ในโครงการนี้ ยังต้องการมาตรการเสริมอีกหลายด้าน และยังขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละโรงเรียนด้วย
ข้อสรุปที่สรุปแล้วสรุปอีกก็คือ ผู้อำนวยการที่เอาใจใส่เป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการ เปลี่ยนขาดเพื่อพัฒนาของโรงเรียน (school transformation)
ผมมองว่า โครงการเพาะพันธุ์ปัญญาได้สร้างคุณูปการแก่วงการศึกษาไทยในด้านเทคนิควิธีการ ในการพัฒนาครูให้เป็นครูแนวใหม่ มีครู และผู้บริหาร จำนวนหนึ่งที่ได้รับการพัฒนา คนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการ transform ระบบการศึกษาไทยต่อไป
วิจารณ์ พานิช
๑๓ ธ.ค. ๖๑