ชีวิตที่พอเพียง 3451. ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (๒๑) นักเรียนยากจนพิศษ

บันทึกที่ ๑      บันทึกที่ ๒     บันทึกที่ ๓      บันทึกที่ ๔      บันทึกที่ ๕

บันทึกที่ ๖     บันทึกที่ ๗     บันทึกที่ ๘     บันทึกที่ ๙     บันทึกที่ ๑๐

บันทึกที่ ๑๑     บันทึกที่ ๑๒     บันทึกที่ ๑๓      บันทึกที่ ๑๔     บันทึกที่ ๑๕

บันทึกที่ ๑๖      บันทึกที่ ๑๗      บันทึกที่ ๑๘    บันทึกที่ ๑๙    บันทึกที่ ๒๐



เช้าวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๒ ผมไปร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)    มีเรื่องที่ประทับใจคือ การจัดดำเนินการเพื่อช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษทั่วประเทศ ในระบบการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งมี ๘๐๒, ๗๒๗ คน   

นิยามของ นักเรียนยากจนพิเศษ คือ ใช้เครื่องมือ PMT (Proxy Means Test) ได้คะแนนความขาดแคลนทุนทรัพย์สูงกว่า ๐.๙๐    โดยในกรณีนี้รวมเฉพาะนักเรียนอนุบาล - ม. ต้น เท่านั้น  

กสศ. ทำ “โครงการจัดสรรทุนอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข”    จ่ายเงินไปแล้วในปีการศึกษา ๒๕๖๑ เป็นเงิน ๘๑๖.๐๖๔ ล้านบาท  ช่วยเหลือนักเรียน ระดับประถมศึกษา - ม. ต้น จำนวน ๕๑๐,๐๔๐ คน    ในปีการศึกษา จะขยายลงไปที่นักเรียนอนุบาล และขยายให้ครอบคลุมนักเรียนยากจนพิเศษให้ทั่วถึงยิ่งขึ้น    เป็นงานที่น่าชื่นชมมาก    และน่าจะมีผลต่อ การ “ลดความเหลื่อมล้ำ”    ที่ทรงพลัง

แต่เมื่ออ่านเอกสารประกอบการประชุม มีแต่การจัดสรรเงินช่วยเหลือ    ผมก็นึกในใจว่า เด็กขาดแคลนเหล่านี้ ไม่ได้ขาดแคลนเฉพาะเงิน    เขายังมีความขาดแคลนอีกหลายอย่าง เช่น ความรักความเอาใจใส่ของผู้ใหญ่   คำแนะนำปรึกษาในการดำเนินชีวิต  ห้องเรียนที่มีความเสอมภาค  สภาพแวดล้อมทางสังคมที่ดีที่ช่วยลดความเครียดของเด็กยากจน  ฯลฯ

มาใจชื้นเมื่ออ่านมาถึงหัวข้อ ผลลัพธ์ของโครงการ  ซึ่งผมขอลอกมาดังนี้

  1.  “นักเรียนยากจนพิเศษและครอบครัว ได้รับการแบ่งเบาค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพื่อเสริมสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา  และบรรเทาอุปสรรคการมาเรียนของนักเรียนยากจนพิเศษ”
  2.  “ครูและสถานศึกษาของนักเรียนยากจนพิเศษ ได้รับทรัพยากรที่จำเป็นในการป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษา รวมทั้งการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษเป็นรายบุคคล”
  3. “กสศ., สพฐ., อปท., และ ตชด. มีเครื่องมือสนับสนุนการติดตามผลลัพธ์ของการจัดสรรเงินสนับสนุนแบบมีเงื่อนไข ต่อโอกาสและและคุณภาพทางการศึกษา ของนักเรียนยากจนพิเศษ อย่างต่อเนื่อง จนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน”
  4. “กสศ., สพฐ., อปท., และ ตชด. มีเครื่องมือส่งเสริมความโปร่งใสในการตรวจสอบข้อมูลและติดตามการสนับสนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีส่วนร่วม”

ผมใจชื้นเพราะมีข้อ ๒ และ ๓ ข้างบน    ซึ่งหมายความว่า การช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ ไม่ได้มีแค่เรื่องการเงิน  ต้องมีอีกหลายมาตรการ   ทำโดยหลายหน่วยงาน หลายภาคส่วน

ในการประชุม ผมได้เรียนรู้มากจากการนำเสนอของ รศ. ดร. ชัยยุทธ์ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ผู้ออกแบบการค้นหานักเรียนที่ยากจนพิเศษ โดยวิธีวัดรายได้โดยอ้อม    ได้เรียนรู้วิธีคิด และวิธีใช้ประสบการณ์จากการทำงานรอบก่อน ในการเรียนรู้ และนำมาปรับปรุงการดำเนินการรอบใหม่    เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นวิธีที่จะเข้าถึงตัวเด็กยากจนพิเศษในระบบโรงเรียนได้แม่นยำจริงๆ และจะแม่นยำขึ้นเรื่อยๆ   

ผมเสนอแนวคิดต่อที่ประชุมว่า “ทรัพยากรที่จำเป็น” ต่อการเรียนรู้ที่ดี ของเด็กยากจนไม่ได้มีแค่เงิน   ยังมี ทรัพยากร ด้านปฏิสัมพันธ์ในโรงเรียนที่เด็กได้รับ ทั้งจากครู เพื่อนนักเรียน และคนอื่นๆ    อันได้แก่ความรัก ความเอาใจใส่ การรับฟัง คำแนะนำ  และวิธีจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมต่อเด็กในยุคสมัยใหม่ ผมเสนอให้ผู้ดำเนินการโครงการ หมั่นย้ำเรื่องนี้กับตัวเด็กและคนรอบๆ ตัวเด็กไว้เสมอ    เพื่อใช้กลไกตัวเงิน สร้างบรรยากาศของการ “ให้ทรัพยากรส่วนที่ไม่ใช่เงิน” ต่อเด็ก

ผมแปลกใจที่ข้อเสนอของผม สะกิดท่านประธาน (ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล) และที่ประชุมมาก    ท่านประธานกล่าวย้ำในมุมของวิธีการช่วยเหลือเด็ก คือ CCT – Conditional Cash Transfer ว่าหากไม่ระวังจะหลงเน้นเฉพาะ C ตัวที่สอง ไม่เอาใจใส่ C  ตัวที่ ๑ คือ Condition   ซึ่งคือความรัก ความเอาใจใส่  คำแนะนำ และสภาพการเรียนรู้ในห้องเรียน    ท่านเลยไปเอ่ยเรื่อง C ตัวที่ ๒  ในด้านการของบประมาณแผ่นดินเข้าสู่โครงการ    ที่เราเริ่มมีข้อมูลหลักฐานว่า เป็นเงินที่ใช้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลกว่าการใช้เงินแบบอื่นๆ    เป็นการสื่อสารทางอ้อมกับท่านรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ซึ่งเป็นกรรมการท่านหนึ่งด้วย

ท่านประธานเอ่ยขึ้นเองเรื่องโครงการไปเพิ่มภาระของครู    ผมจึงเสนอแนวคิดว่า ควรพิจารณาสร้างรูปแบบการจัดการให้เกิดวาทกรรม และความเชื่อ เรื่อง C ตัวที่ ๑ คือ Condition เกี่ยวกับตัวเด็ก และตัวครู    สำหรับตัวเด็ก โครงการนี้น่าจะใช้เงินเป็นกุศโลบายให้มีการสร้าง Condition ให้หนุนการเรียนรู้ของเด็กยากจนพิเศษ    ที่มาโรงเรียนด้วยสมองที่พร่อง จากความเครียดเรื้อรัง     หนังสือ Poor Students, Rich Teaching บอกว่า ผลวิจัยบ่งชัดว่า เมื่อเด็กเหล่านี้ได้รับสภาพ Attention (ความเอาใจใส่), และ Affirmation (ความยอมรับ) จากครู สมองของเขาจะเปลี่ยนสภาพไปเป็นสมองพร้อมเรียน ()  

สำหรับตัวครู ผมมีความเห็นว่า สามารถมองได้อีกมุมหนึ่งว่า เป็นโครงการช่วยครู    ช่วยให้ครูมีผลงานดีขึ้น    เพราะผลงานของครูที่แท้จริงคือผลลัพธ์การเรียนรู้ของศิษย์    ในกรณีนี้คือเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ และเติบโตไปเป็นคนดี คนแข็งแรง    ซึ่งโครงการนี้มุ่งไปช่วยสนับสนุน    การลงแรงของครู จะให้ผลลัพธ์นี้คุ้มค่าหรือเกินค่า     โดยต้นสังกัดของครูต้องเอาประเด็นผลงานครูนี้ไปบริหารความดีความชอบของครู    บ้านเมืองจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจากโครงการนี้อย่างมากมาย    สอดคล้องกับคำปรารภของท่านประธานตอนเริ่มเปิดการประชุมว่า     เราต้องช่วยกันทำให้เงินที่ใช้โดย กสศ. ก่อผลในลักษณะ กระสุนนัดเดียวได้นกหลายตัว     

โดยผมตีความว่า “นก” ตัวหนึ่งคือ หน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารโรงเรียนที่เด็กเหล่านี้เรียนอยู่     ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง จากความรู้ที่ได้จากโครงการนี้ 

ผมขอเป็นส่วนหนึ่ง โดยการเขียน บล็อก ชุด สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลน ออกเผยแพร่ อ่านได้ที่ ()

ในการประชุม มีผู้ชี้ว่า โครงการนี้น่าจะขยายไปสู่เด็กยากจนพิเศษนอกภาคการศึกษาด้วย    เด็กกลุ่มนี้มีจำนวน ๒ เท่าของเด็กยากจนพิเศษในระบบการศึกษา  

วิจารณ์ พานิช  

๒๖ เม.ย. ๖๒



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)