ชีวิตที่พอเพียง 3446. ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (๒๐) งานวิจัยการศึกษาไทย

บันทึกที่ ๑     บันทึกที่ ๒    บันทึกที่ ๓     บันทึกที่ ๔     บันทึกที่ ๕

บันทึกที่ ๖     บันทึกที่ ๗     บันทึกที่ ๘    บันทึกที่ ๙     บันทึกที่ ๑๐

บันทึกที่ ๑๑      บันทึกที่ ๑๒     บันทึกที่ ๑๓     บันทึกที่ ๑๔     บันทึกที่ ๑๕

บันทึกที่ ๑๖     บันทึกที่ ๑๗     บันทึกที่ ๑๘     บันทึกที่ ๑๙

ดังเล่าในบันทึกที่ ๑๙   บ่ายวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๒ ผมไปร่วมการประชุม “บทบาทของ สกว. ในการสนับสนุนนโยบายปฏิรูปการศึกษา” ที่ สกว.   ทำให้ผมได้ความรู้มาก    ได้ใคร่ครวญกับตนเองว่า งานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยควรเป็นอย่างไร    มีจุดบอดอยู่ตรงไหน   ผมมีนิสัยชอบค้นหาจุดบอดของตัวเอง และของเรื่องราวต่างๆ ในบ้านเมือง    ทำให้ชีวิตสนุกมาก

เกริ่นนำอย่างนี้เพื่อจะบอกว่า บันทึกนี้เป็นการแชร์ความคิดลึกๆ ที่กระตุกและกระตุ้นโดยการไปร่วมกิจกรรมแค่ช่วงบ่ายเดียว ในเวลาประมาณ ๓ ชั่วโมง    แต่ได้รับเอกสารมาให้อ่านล่วงหน้า ทำให้ผมได้อ่านก่อน    มีเวลาใคร่ครวญล่วงหน้า นำออกมาแชร์   การเขียนบันทึกจาก reflection ไม่เน้นถูกผิด    แต่เน้นแสวงหาวิธีคิด หรือมาตรการใหม่ๆ    ซึ่งอาจมีโอกาสผิดมากกว่าถูก   

ย้ำว่า บันทึกนี้อาจประกาศ “ขี้เท่อ” ของผม อย่างแรง

จุดแรกที่ผมสะกิดใจคือ    กิจกรรมด้านปฏิรูปการศึกษาของไทย เป็น “พื้นที่คับคั่ง”    มี “ผู้หวังดี” เต็มไปหมด    การทำงานเรื่องนี้โดยไม่ทราบ ไม่เข้าใจ “เรื่องราวทั้งหมดในพื้นที่”    อาจนำไปสู่การดำเนินการซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น  ดำเนินการแบบมีช่องโหว่  ดำเนินการแบบแยกส่วน   ไม่เกิดพลังเสริมแรง (synergy)    ทำเพียงเพื่อผลงานของหน่วยงาน (ตนเอง)    ไม่ใช่เพื่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน    และของคนในพื้นที่ตลอดชีวิต   

ผมมีความเห็นว่า ในกิจกรรมด้านการศึกษาไทย เรามักตกหลุม “กิจกรรมเพื่อกู”    ไม่ใช่กิจกรรมเพื่อเด็ก” หรือ “กิจกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพของระบบ”    “กู” ในที่นี้ อาจมีผมร่วมอยู่ด้วย    เพราะผมก็เป็นปุถุชน  

ข้างบนนั้น ผมเขียนก่อนการประชุม

การประชุมวันนี้สนุกมาก    เป้าหมายของการประชุมคือ หารือกันว่า ในอนาคต เมื่อ สกว. เปลี่ยนหน้าที่ไปเป็น สกสว.  จะทำประโยชน์ให้แก่ประเทศในหน้าที่จัดสรรงบประมาณวิจัยในภาพใหญ่ของประเทศ    โดยจัดสรรเงินสนับสนุนการวิจัยด้านการศึกษาอย่างไร

ผมเสียดายที่ไม่มีคนจาก วช. มาร่วมระดมความคิดด้วย    เพราะต่อไปเมื่อ พรบ. กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีผลในทางปฏิบัติ วช. จะทำหน้าที่จัดการทุนวิจัยแทน สกว. ในปัจจุบัน   

ทาง สกว. จัดข้อมูลนำเสนอในที่ประชุม ๓ ชุดคือ (๑) ทบทวนงานวิจัยด้านการศึกษาของ สกว. ในช่วงปี ๒๕๕๐ – ๒๕๖๑   ซึ่งมี ๑๙๔ โครงการ   ภายใต้โจทย์ ๗ กลุ่มคือ การพัฒนาคุณภาพคนตลอดชีวิต,  การปฏิรูปการเรียนรู้แบบพลิกโฉม ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ ๒๑,  ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา,  ปฏิรูปการผลิตและพัฒนาครู,  เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ,  กระจายอำนาจ,  การมีส่วนร่วมของฝ่ายต่างๆ ในพื้นที่  (๒) ทบทวนพัฒนาการและงานวิจัยเพื่อพัฒนาอาชีวศึกษาของโลกและของไทย   (๓) พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

เรื่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาได้เล่าในบันทึกที่ ๑๙ แล้ว   

ผมสรุปเองว่า งานวิจัยการศึกษาที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาคุณภาพและพัฒนาการจัดการระบบการศึกษาไทย    รวมทั้งประเด็นสำคัญในการจัดการงานวิจัยเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย  ได้แก่

  • งานวิจัยระบบการศึกษา   ซึ่งส่วนหนึ่งคือระบบการเงิน ที่เรียกว่า National Education Account ซึ่ง กสศ. สนับสนุนต่อเนื่องอยู่แล้ว    งานวิจัยระบบการศึกษานี้ สามารถแตกแขนงโจทย์วิจัยได้มากมาย    โดยเน้นใช้ผลการวิจัยหนุน EQE ของระบบการศึกษา    E = Equity, Q = Quality, E = Efficiency    งานวิจัยพัฒนาระบบข้อมูล  และการสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณชน   งานพัฒนาระบบ M&E เป็นข้อมูลป้อนกลับเพื่อการเรียนรู้เชิงระบบ   งานวิจัยพัฒนาระบบ education analytics  ใช้ big data technology วิเคราะห์สภาพของการศึกษาในแง่มุมต่างๆ ก็อยู่ในงานวิจัยระบบฯ ได้ทั้งสิ้น  
  • งานวิจัยห้องเรียน  เน้นโจทย์วิจัยเชิงวิธีการจัดการเรียนรู้ ให้เกิด EQE ในห้องเรียน   งานวิจัยห้องเรียนนี้ ควรเชื่อมโยงกับระบบการพัฒนาครู และระบบวิทยะฐานะของครู
  • งานวิจัยวิธีการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนไทย และเด็กต่างวัฒนธรรม
  • งานวิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกและโท ทางการศึกษา    มีข้อเสนอให้เข้าไปจัดการให้ได้โจทย์วิจัยทื่ relevant และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง    ที่ผ่านมาและเป็นอยู่เป็นการตั้งโจทย์เพียงเพื่อให้มีผลงานให้ได้รับปริญญา    เป็นการใช้พลังสมองของนักศึกษาอย่างสูญเปล่า  
  • งานวิจัยด้านการศึกษาไทย ส่วนใหญ่ควรเป็น translational research    โดยก่อนจะเลือกประเด็น intervention  ต้องปรึกษาข้อมูล impact factor  ของ John Hattie เสียก่อน    เพื่อจะได้ไม่หลงทำวิจัยในประเด็นที่รู้อยู่แล้วว่า impact factor ต่ำกว่า 0.4    นอกจากนั้น ก่อนจะวิจัยเรื่องอะไรก็ตาม ควรมีการทำ systematic review ในเรื่องนั้นๆ ว่ามีองค์ความรู้อะไรบ้างแล้วที่ชัดเจนไม่จำเป็นต้องทำวิจัยอีกแล้ว
  • มีการพูดกันซ้ำๆ ว่าต้องทำให้งานวิจัยการศึกษา ไปสู่การใช้ประโยชน์    ไม่ใช่ทำแล้วตีพิมพ์แล้วก็จบอย่างในปัจจุบัน   เรื่องนี้ผมชี้แจงว่าในสาขาสุขภาพ มีหน่วยงานที่จัดการเรื่องการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยเก่งอยู่อย่างน้อย ๒ หน่วยงาน   คือ สวรส. กับ HITAP   หลักการคือ ต้องมีกระบวนการให้ผู้ใช้เข้ามาตั้งโจทย์และร่วมเป็นเจ้าของงานวิจัย   ซึ่งหมายความว่า ในหลายกรณี ผู้ใช้เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการทำวิจัย          

ผมมองว่า การลงทุนสนับสนุนการวิจัย ไม่ว่าในด้านใดก็ตาม    จะให้ได้ผลคุ้มค่าต้องการการจัดการที่เข้มข้น ทำเป็น และทำอย่างตรงไปตรงมา    สกว. ได้สั่งสมทักษะในการจัดการงานวิจัยมา ๒๗ ปี    หลังเกิดกระทรวงใหม่  หน้าที่นี้จะทำโดย วช.    จึงเป็นความท้าทายของประเทศว่า    วช. ที่ไม่มีทักษะในการจัดการงานวิจัยอย่างมีคุณภาพ จะสร้างความสำเร็จให้แก่ประเทศได้อย่างไร    ประเด็นนี้มีผู้แสดงความเป็นห่วงให้ผมได้ยินหนาหูมาก  

วิจารณ์ พานิช

๑๙ เม.ย. ๖๒

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)