บ่ายวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๑ ผมไปร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในฐานะที่ปรึกษาของคณะกรรมการ
มีวาระแจ้งเพื่อทราบ เรื่องภาพรวมและสถิติรายจ่ายเพื่อการศึกษาของไทย บัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ (National Education Accounts) โดยนักวิจัย รศ. ดร. ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ตัวเลขงบประมาณด้านการศึกษาเพื่อความเสมอภาค ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่เสนอ เป็นเงินทั้งหมด ๒๗,๙๓๐ ล้านบาท เป็นส่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๑,๑๙๙ ล้านบาท เป็นงบดำเนินการและงบบุคลากรรวม ๔,๙๒๔ ล้านบาท หรือร้อยละ ๔๔ สะท้อนภาพประสิทธิภาพการบริหารงานที่ต่ำมาก คือเงินงบประมาณไปถึงตัวเด็ก หรือเกิดประโยชน์ต่อตัวเด็กต่ำอย่างน่าตกใจ ส่วนที่เป็นงบอุดหนุน คือไปถึงตัวเด็กเพียง ๓,๒๗๕ ล้านบาท หรือร้อยละ ๓๒ เท่านั้น
รศ. ดร. ชัยยุทธ สรุปข้อสังเกตภาพรวม ๓ ด้าน คือ
ข้อสังเกตภาพรวมระดับการใช้จ่าย
· ในภาพรวม ประเทศไทยมีการลงทุนด้านการศึกษา ๙ แสนล้านบาท ร้อยละ ๖.๑ ของ จีดีพี แสดงว่าไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากร แผนงานด้านการศึกษา ได้รับงบประมาณผ่นดินสูงสุด กว่าร้อยละ ๒๐
· ภาครัฐใช้จ่ายสูง แต่มีประสิทธิผลต่ำ เพราะยังเห็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา (ทั้งด้านโอกาส และคุณภาพ) คุณภาพต่ำ และประสิทธิภาพการใช้งบประมาณต่ำ
· การจัดการศึกษาพื้นฐาน ใช้งบประมาณราวสามแสนล้านบาท เป็นงบประมาณสำหรับคน ร้อยละ ๘๐ ปัจจุบันครูได้รับผลตอบแทนสูง มีการแข่งขันสูงในการสอบบรรจุครูในโรงเรียนของรัฐ ครูราวสามในสี่ได้รับค่าตอบแทนและวิทยะฐานะระดับชำนาญการและชำนาญการพิเศษ และสิทธิประโยชน์ของข้าราชการ
· งบประมาณราวสองหมื่นล้านบาท หรือร้อยละ ๗ เป็นค่าบริหารจัดการของระบบ (ส่วนกลางและเขตพื้นที่การศึกษา)
· งบประมาณที่เหลือ ราวสี่หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ ๑๓ ให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอน แจกผู้ปกครอง แจกนักเรียน (โครงการเรียนฟรี๗รายการ)
ข้อสังเกตแนวทางการจัดสรร
· เน้นเท่าเทียมเป็นหลัก เพราะข้อกฎหมาย และความสะดวกในแนวปฏิบัติ (หลายเรื่องไม่มีความจำเป็น เช่นแจกหนังสือเรียน ให้เสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียนแก่เด็กทุกคน)
· ระดับนโยบายให้ความสำคัญต่อการลดความเหลื่อมล้ำไม่มากพียงพอ เช่น สพฐ. ใช้งบประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาทต่อเด็กกลุ่มต่างๆ(พิการ ด้อยโอกาส ยากจน ห่างไกล ตกหล่น ออกกลางคัน) แต่เป็นงบอุดหนุนเพียงประมาณสามพันล้านบาท ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากภาระด้านงบบุคลากร
· งบประมาณที่เหลือเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ จะเพิ่มได้อย่างไร หากวงเงินรวมของ สพฐ. ไม่เพิ่ม
· งบดำเนินงาน ที่เป็นการทำงานในโครงการจำนวนมากของส่วนกลาง มักไม่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ เพราะขาดข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่เพื่อการตัดสินใจ หรือไม่ได้คำนึงถึง
· พิจารณาปรับสูตรจัดสรรเงินรายหัว ที่เน้นความจำเป็นของนักเรียน และความแตกต่างของพื้นที่
· ปรับสูตรเพื่อลดความได้เปรียบของโรงเรียนขนาดใหญ่และใหญ่พิเศษ ซึ่งทำให้เกิดแรงดูด ดึงเด็กออกจากเขตบริการ ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กมีจำนวนเพิ่มขึ้น ไม่สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ
ข้อสังเกตเชิงระบบ
· ศึกษาวิธีการแก้เชิงระบบ ที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ต่อการลดความเหลื่อมล้ำ
· มีนโยบายที่ต่อเนื่องในการช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล และลดการสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่มีความจำเป็น สามารถใช้ทรัพยากรร่วม
· ระดมทรัพยากรจากชุมชน ปัจจุบันโรงเรียนขนาดใหญ่ระดมได้มาก เพราะผู้ปกครองมีฐานะ
· ปลดล็อกการสนับสนุนจาก อปท. เช่นบริการอาหารเช้า บริการรถสาธารณะ
· บูรณาการการวางแผนรับนักเรียนระดับพื้นที่ ปัจจุบันทุกหน่วยน่าจะมีห้องเรียนมากเกินความจำเป็น ระบบปัจจุบัน การแข่งขันไม่ได้ทำให้โรงเรียนรัฐที่ขาดประสิทธิภาพ ปิดตัวเอง
· ศึกษาแนวทางการเกลี่ยอัตรากำลังคน ให้สอดคล้องกับความจำเป็น ในช่วงเวลานี้เป็นนาทีทอง เพราะจะมีครูเกษียณอายุเกือบหนึ่งแสนคนในช่วง ๕ ปี
· แก้ระบบแรงจูงใจ ให้แก่ครูและผู้บริหารที่ทำงานในพื้นที่กันดารห่างไกล
ท่านที่สนใจเรื่อง NEA ของไทยโดยละเอียดอ่านได้จากเอกสารNational Education Accounts of Thailand 2008 - 2013 : Methodology and Key Findings (1) (2) (3)
ไปร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารของ กสศ. ครั้งนี้ ผมเกิดความประทับใจว่า สสค. ภายใต้ภาวะผู้นำของ นพ. สุภกร บัวสาย ได้เตรียมทำงานพัฒนาข้อมูลไว้ใช้ทำงานยกระดับคุณภาพการศึกษาในภาพรวมของประเทศไว้อย่างดีมาก น่าชื่นชม เมื่อได้รับงานใหญ่ และมีทรัพยากร (คืองาน กสศ.) ก็น่าจะทำงานเรื่องลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งน่าจะมีผลในภาพใหญ่กว่านั้น คือ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมในภาพรวม เกิดคุณประโยชน์ต่อบ้านเมืองอย่างมหาศาล
วิจารณ์ พานิช
๑๗ ส.ค. ๖๑