ชีวิตที่พอเพียง 3466. ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (๒๔) สร้างครูไปทำงานในพื้นที่ห่างไกล

บันทึกที่ ๑      บันทึกที่ ๒      บันทึกที่ ๓      บันทึกที่ ๔      บันทึกที่ ๕

บันทึกที่ ๖      บันทึกที่ ๗     บันทึกที่ ๘      บันทึกที่ ๙      บันทึกที่ ๑๐

บันทึกที่ ๑๑      บันทึกที่ ๑๒     บันทึกที่ ๑๓      บันทึกที่ ๑๔     บันทึกที่ ๑๕

บันทึกที่ ๑๖      บันทึกที่ ๑๗      บันทึกที่ ๑๘    บันทึกที่ ๑๙  บันทึกที่ ๒๐      

 บันทึกที่ ๒๑    ตอนที่ ๒๒     ตอนที่ ๒๓

บ่ายวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ผมไปร่วมประชุมคณะอนุกรรมการกำกับทิศทาง โครงการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล เป็นครูรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนของชุมชน   ของ กสศ.    ในฐานะที่ปรึกษา     โดยประธานของคณะกรรมการกำกับทิศฯ คือ รศ. ดร. ดารณี อุทัยรัตนกิจ    และเขาประชุมกันมาหลายครั้งแล้ว    ผมเข้าประชุมได้บ้าง ไม่ได้บ้าง  

ผมเคยเล่าเรื่องนี้ไว้ที่ (๑) 

ผมตีความว่า โครงการนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาสองต่อ    ต่อแรกคือให้โอกาสนักเรียนชั้น ม. ปลายจากครอบครัวยากจน ที่เรียนในโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลได้มีโอกาสเรียนครู    และต่อที่สองคือ ผู้เรียนจบจากโครงการนี้กลับไปเป็นครูในภูมิลำเนาเดิมของตน   โดยหวังว่าจะอยู่ไปตลอดหรืออยู่นาน

เป็นโครงการปั้นดินให้เป็นดาว    จำนวนปีละ ๓๐๐ คน  เป็นเวลา ๕ ปี   รวม ๑,๕๐๐ คน     

การดำเนินการจึงซับซ้อน  ต้องการการจัดการที่เอาจริงเอาจัง และมีกลยุทธที่แยบยล    เริ่มจากการรับสมัครและเลือกสถาบันผลิตครูในพื้นที่ ๑๐ แห่งเป็นสถาบันผลิต    แน่นอนว่า ต้องการสถาบันที่ทำงานแบบเอาจริงเอาจังและได้ผลดี    คือผลิตครูแห่งศตวรรษที่ ๒๑   ไม่ใช่ครูแห่งศตวรรษที่ ๒๐   เป็นสถาบันที่หวังเข้าร่วมเพื่อเรียนรู้และพัฒนาสถาบันเป็นหลัก    ไม่ใช่เพื่อเงินเป็นหลัก   การทำความเข้าใจ ชักชวน และคัดเลือกสถาบันผลิตครูเข้าร่วมโครงการ  และกำหนดวิธีทำงาน เป็นเรื่องใหญ่มาก  มีรายละเอียดมาก  

กสศ. ไปชักชวน ผศ. ดร. พิสมัย รัตนโรจน์สกุล ที่เกษียณจาก มศว. มาทำหน้าที่ผู้จัดการโครงการ  และ อ. ดร. จิตติมา เจือไทย เป็นผู้ช่วยผู้จัดการโครงการ   ทำงานในลักษณะเต็มเวลา    เพราะงานนี้เป็นงานเข็นครกขึ้นภูเขา   

งานอีกด้านหนึ่งคือ การคัดเลือกนักศึกษายากจน เรียนอยู่ในพื้นที่ห่างไกล เข้ามารับทุนเรียน    ซึ่งเมื่อเห็นจำนวนเงินที่เป็นทุนการศึกษา ผมก็เกรงว่าจะป้องกันการเล่นพวกยาก    แต่ทีมงานเขารับรองแข็งขันว่ามีกลไกป้องกันหลายทาง   

แม้จะกำหนดว่า นักเรียนที่สมัครต้องได้เกรดเฉลี่ย ๒.๕ ขึ้นไป    ก็คาดกันว่านักศึกษาที่คัดได้มีพื้นฐานการศึกษาไม่แข็งแรงนัก    จึงมีการวางแผนให้ต้องมีการเตรียมความพร้อมของนักเรียนก่อนคัดเลือก   เมื่อคัดเลือกได้แล้วก็มีการเตรียมความพร้อมนักศึกษาก่อนเปิดเรียน   และในช่วงปิดภาคเรียนก็มีการพัฒนาศักยภาพให้แก่นักศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมออกไปทำงานเป็นครูในพื้นที่กันดาร เน้นการมีส่วนร่วมพัฒนาพื้นที่หรือชุมชน    และเพื่อผลิตครูที่มีวิญญาณครูย่างแท้จริง  

งานที่ยากคือการฝ่าด่านระบบราชการ ในการทำงานที่แปลกใหม่ และเกี่ยวข้องกับหน่วยราชการที่มีอำนาจเชิงระบบถึง ๕ หน่วยงาน คือ กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, และคุรุสภา     ที่ผ่านมาจึงต้องออกแรงและอดทนประสานงานแล้วประสานงานเล่ากับหน่วยงานเหล่านั้น    ในที่สุดก็จะทำเป็นบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง ๖ หน่วยงาน   โดยที่ กสศ. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ และตั้งงบประมาณ    โชคดีที่คุณค่าของโครงการเตะตาผู้ใหญ่ทางการเมือง คือ รศ. นพ. ปรีชา สุนทรานันท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศีกษาธิการ (ศ. คลินิก นพ. อุดม คชินทร) เข้ามาช่วยประสานงานเต็มที่    และยังมาเป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางนี้ด้วย    โดยวันนี้ท่านมากล่าวลา เพราะหมดหน้าที่แล้ว           

            ความท้าทายคือ เราต้องการสร้างครูคุณภาพ ไปทำงานในพื้นที่ห่างไกล    ผลิตโดยสถาบันที่ยู่ในพื้นที่ ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีผลิตครู ให้เป็นครูที่มีทั้งทักษะห้องเรียนและทักษะการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาชุมชน    

             ที่บอกในตอนต้นว่า “โครงการนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาสองต่อ” นั้น    น่าจะผิด    เพราะเมื่อเขียนมาถึงตรงนี้ ผมก็นึกออกว่า โครงการนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อีกสองต่อ รวมเป็น “สี่ต่อ”    ต่อที่สามคือ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่านวิธีจัดการเรียนรู้ของสถาบันผลิตครู อย่างน้อยก็ ๑๐ สถาบัน    ผมขออภัยที่จะกล่าวว่า วิธีผลิตและพัฒนาครูที่ใช้กันในปัจจุบัน มีส่วนสร้างความไม่เสมอภาค    เพราะเป็นส่วนร่วมสร้างวัฒนธรรมที่สร้างความได้เปรียบของโรงเรียนในเมือง  และเอาใจใส่แต่เด็กเรียนเก่ง    ประเด็นนี้คงจะถกเถียงกันได้มาก   

ต่อที่สี่ คือการดำเนินการของโครงการนี้  จะมีผู้นำชุมชนฝ่ายต่างๆ ในพื้นที่เข้าร่วมในกระบวนการสร้างความพร้อมของนักเรียน   กระบวนการคัดเลือกนักเรียนเข้ารับทุนเรียน    กระบวนการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาก่อนเปิดเรียน   และกระบวนการพัฒนาศักยภาพแก่นักศึกษา ในระหว่างปิดภาคเรียน   

เขียนมาถึงตอนนี้ ก็นึกถึง “ต่อที่ห้า” ของผลลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา    ผ่านโครงการวิจัย และการดำ,เนินการสื่อสารสังคมของโครงการ    ที่จะเสนอต่อสังคมว่า การลงทุนของบ้านเมืองในลักษณะนี้ ก่อผลคุ้มค่ายิ่งต่อสังคมอย่างไร    วิธีจัดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง สร้างครูที่มีอุดมการณ์ หรือวิญญาณครู ในยุคปัจจุบัน เป็นอย่างไร

ผมภูมิใจ ที่ได้มีส่วนนิดๆ หน่อยๆ ต่อโครงการเล็กๆ  ที่ยิ่งใหญ่นี้    

วิจารณ์ พานิช  

๑๔ พ.ค. ๖๒

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)