แผนการที่จะบูรณาการเมืองโดยการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพิเศษน่าจะไม่ประสบความสำเร็จ

ตอนนี้ก็เกือบ 5 เดือนแล้ว ที่ฮ่องกงยังคงเผชิญกับการประท้วงทุกสัปดาห์ และการโจมตีกับทหารด้วย การประท้วงเกิดจากการที่รัฐบาลท้องถิ่นกำลังจะผ่านกฎหมายให้ย้ายผู้ต้องสงสัยไปตัดสินที่จีน นักประท้วงตอนนี้ได้ขยายตัวเป็นกลุ่มใหญ่ มีลักษณะโกรธแค้นมากขึ้น ที่การหยุดกฎหมายดังกล่าวไม่สามารถจะทำให้สงบได้

คนประท้วงชาวฮ่องกง ซึ่งตอนนี้กำลังประท้วงเรื่องการต่อสู้อย่างมีระบบ ที่เน้นถึงวิถีชีวิตของพวกเขาเอง โดยที่สนธิสัญญาปี 1984 ระหว่างจีน และเจ้าอาณานิคม อังกฤษได้ตกลงร่วมกันว่าจะคืนฮ่องกงให้กับจีนในวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 1997

ความเข้มแข็งในความรู้สึกของผู้ประท้วงฮ่องกง ได้สร้างประชากรกลุ่มอื่นที่ไม่สนใจการเมือง และโดยมากจะเป็นนักธุรกิจ ความจริงก็คือเมืองกลายเป็นศูนย์กลางของขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ทรงประสิทธิภาพในประวัติศาสตร์จีน

ในปี 1925 คนงานชาวฮ่องกงประท้วง การประท้วงเป็นส่วนหนึ่งของการประท้วงวันที่ 13 เดือนพฤษภาคม ต่อต้านกับอาณานิคมอังกฤษ หลังจากที่อาณานิคมอังกฤษยิงผู้ประท้วงชาวจีนในเซียงไฮ้ ในปี 1967 ประท้วงการต่อสู้กับอาณานิคมที่ประสบผลสำเร็จของมาเก๊า ในแง่นี้ประท้วงโปรตุเกส และทำให้เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมาเจ๋อตุง กลุ่มหัวฝ่ายซ้ายได้ใช้ประโยชน์จากการโต้เถียงของกรรมกร และการประท้วงกันเป็นหมู่ที่มีลักษณะควบคุมต่อต้านชาวอังกฤษ

ในปี 1989 มีการคาดการว่าคนจำนวน 1.5 ล้านคน เดินประท้วงอย่างมีความสามัคคีกันในจตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่ง ในปี 2003 ร่างกฎหมายในเรื่องการล่มล้าง ที่เสนอโดยรัฐบาลฮ่องกง ภายใต้บทบัญญัติที่ 23 ที่มีต่อกฎหมายที่พื้นฐานที่สุด (Basic Law) ได้ทำให้ประชรชนหวั่นใจถึงอิสรภาพขั้นพื้นฐาน ที่จะถูกลิดรอนออกไป ซึ่งก่อให้เกิดการประท้วงของมวลชน ในปี 2014 การเปลี่ยนแปลงในกฎหมายการเลือกตั้ง ที่ทำให้กรุงปักกิ่งมีอำนาจในการจัดการมากขึ้น ก่อให้เกิดการประท้วงที่ได้รับชื่อเสียงมากที่สุด ซึ่งเรียกกันว่าขบวนการร่ม (Umbrella movement)

อย่างไรก็ตาม การประท้วงครั้งล่าสุดนี้ไม่ต่างอะไรกับการลุกฮือที่มาก่อนหน้านั้น แต่ก็มีตัวตนในการประท้วง โดยมีแนวคิดว่าหากการรับรองเสรีภาพของชาวฮ่องกงถูกทำลายไป พวกเขาจะสูญเสียเสรีภาพไปตลอดกาล

มีความหวั่นใจอย่างหนักของความขี้ขลาดของรัฐบาลฮ่องกง ผู้นำของเมืองมีโอกาสปรากฏตัวและพูดอย่างห้าวหาญถึงการที่มองตนเองว่าเป็นตัวกลางระหว่างเจ้าหน้าที่กรุงปักกิ่ง และประชาชนชาวฮ่องกง ดังนั้นคำกล่าวของรัฐบาลจึงกลับไปกลับมาระหว่างการประกาศในเรื่องสาระกับการทำโทษผู้ประท้วงที่โหดร้ายทารุณ

ในขณะเดียวกันก็มีสัญญาณของรัฐบาลจีนในการหาทางลงในเรื่องประเด็นฮ่องกง แทนที่จะเผชิญหน้ากับมันแบบตรงๆ ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาด้านภาษา และการเคลื่อนเข้ามาของรถทหาร และกองร้อยตรงชายฝั่งของฮ่องกงกับเมือง Shenzhen ก็ตาม แต่การให้ทหารเข้ามาแทรกแซงเป็นโอกาสที่น้อยมาก

ผลเสียที่เกิดขึ้นจากการกดดันที่โหดร้ายของเทียนอันเหมิน ทำร้ายชื่อเสียงของจีนในระดับนาๆชาติเป็นเวลาหลายทศวรรษ หัวข้อไม่สามารถพูดได้อย่างอิสระในประเทศจีน –การบอกเล่าเรื่องความทารุณยังคงมีอยู่ ปักกิ่งต้องทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าแบบตรงๆ

จริงๆแล้วรัฐบาลกลางกำลังวางแผนการรวมอันใหม่ เมืองที่เป็นเพื่อนบ้านของฮ่องกงคือเมือง Shenzhen ที่เป็นศูนย์กลางของยุทธศาสตร์อันใหม่ เพื่อการโฆษณา “สังคมนิยมที่มีคนจีนเป็นศูนย์กลาง” วลีนี้ถูกใช้ในการปฏิรูปของผู้นำจีนคนเก่า คือเติ้งเสี่ยวผิง ในยุค 1970 และต้องอนุญาตให้มีการนิยมใหม่ โดยให้เป็นสังคมนิยมในทุกๆทาง โดยตามหลังสุสานของประธานเหมา หรือเป็นทุนนิยมโดยมีรัฐเป็นผู้สนับสนุน ที่ถูกควบคุมโดยสาธารณรัฐประชาชนจีน

ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของจีนได้ใช้วลีดังกล่าวเพื่อพรรณนาถึงแผนทางเศรษฐกิจที่ทะเยอทะยานในเมือง Shenzhen, โครงการอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า, และตัวฮ่องกงเอง ที่ได้รับการกระตุ้นจากแผ่นดินใหญ่เพื่อการพัฒนา และมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ในอีกแง่มุมหนึ่ง นี่เป็นแผนในการเอาชนะประชาชนชาวฮ่องกง โดยการผ่านความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ โดยการแยกอัตลักษณ์อันใหม่ที่อยู่ภายในประเทศจีน ซึ่งทำโดยการปรับนิยามโดนการแยกระหว่างประชาชนชาวฮ่องกง และภาคอื่นๆในประเทศจีน มันเป็นอัตลักษณ์ที่ยืดหยุ่น ที่ทำให้ประชาชนในโครงการอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ที่จะให้สิทธิทางเศรษฐกิจ และสังคมมากขึ้นสู่ประชาชนในภาคใต้มากกว่าที่อื่นๆในประเทศจีน

อย่างไรก็ตาม ในการทำให้แผนนี้เกิดขึ้นมา ปักกิ่งจะต้องตระหนักรู้ในภาระที่มีต่อชาวฮ่องกงใน 2 ลักษณะ คือ เศรษฐกิจและการเมือง ความไม่สามารถหางานที่เหมะสมกับการไม่สามารถจะจ่ายค่าที่พักเป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้ประท้วงเรียกร้อง แต่ฮ่องกงไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ การเสนอของรัฐบาลมีว่า เมื่อเมืองได้บูรณาการเข้ากับจีนทางภาคใต้แล้ว ก็ไม่ต้องนึกถึงคุณค่าเชิงเสรีนิยม

คุณค่าเชิงเสรีนิยมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ชาวฮ่องกงภาคภูมิใจ การสื่อสารอิสระ, ระบบกฎหมายที่เป็นอิสระ, และอิสรภาพเชิงวิชาการ มีลักษณะจำเพาะ และเหมือนกับภูมิภาคเอเชียโดยทั่วไป เพียงแค่การไม่ให้ความสำคัญกับคุณค่าเหล่านั้นไม่สามารถเปลี่ยนใจ และวิญญาณได้ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่เน้นความรักชาติเข้าไปอีก การศึกษาเรื่องนี้เป็นเพียงการขยายจากบนลงล่าง และความคิดเรื่องอัตลักษณ์แห่งชาติที่แข็งราวเสาหิน

นี่คือสิ่งที่ทำไมปักกิ่งควรเกี่ยวข้องทางการเมืองกับฮ่องกง ความเคลื่อนไหวที่กล้าหาญที่สุดคือการที่เจ้าหน้าที่เห็นพ้องต้องกันว่าคุณค่าเชิงเสรีสำหรับผู้ประท้วงแล้วคือศูนย์กลาง ไม่ใช่ชายขอบ และถ้าจะให้กล้าหาญมากกว่านั้นคือสิ่งที่ทำให้เป็นคนจีนด้วย

นอกเหนือจากนี้ มหาวิทยาลัยต่างๆในฮ่องกง แรกเริ่มทีถูกตั้งขึ้นมาโดยชาวต่างชาติ แต่ใช้ศาสตราจารย์, ผู้บริหาร และนักเรียนชาวจีน ที่ทำให้เป็นอย่างทุกวันนี้ ระบบกฎหมายของฮ่องกงอาจพังทลาย หากปราศจากการบริการและการอุทิศตนเองของทนายความ, ผู้พิพากษา, และตำรวจชาวจีน การพิมพ์และหนังสือพิมพ์ชาวจีนที่ตั้งขึ้นมาไม่ได้ถูกอ่านโดยชาวตะวันตก น้อยคนมากที่จะอ่านภาษาจีน

กรณีที่ทรงพลังคือการศึกษาเพื่อความรักชาติ ที่ส่งผลให้ชาวฮ่องกงมีลักษณะเฉพาะ มันจะถนอมรักษาอิสรภาพในการแสดงออก และความเป็นอิสระทางกฎหมาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ชาวจีน ที่ไม่แยกขาดเลยทีเดียว มันสามารถอยู่ร่วมกับแผ่นดินใหญ่ ที่แม้ว่าจะมีจุดหมายต่างกันก็ตาม

ประเทศจีนเคยมีสังกัปที่เป็นคู่ ผู้นำของจีนเคยมีทั้งปักกิ่งและฮ่องกง สามารถจัดการกับวิกฤตการณ์ ในฐานะเป็นโอกาสเพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศที่มีจำนวนคน 1.3 พันล้านคนสามารถมีความมั่นใจ และเข้มแข็งพอที่จะอนุญาตให้ความยืดหยุ่น และความมีน้ำอดน้ำทนเป็นเหมือนคติสอนใจ ในอนาคตสิ่งนี้น่าจะเป็นบทเรียนไปสอนประเทศต่างๆในโลก

แปลและเรียบเรียงข้อมูลจาก

Rana Mitter. China should accept Hong Kong’s unique identity, not fight it

https://www.aljazeera.com/indepth/opinion/china-accept-hong-kong-unique-identity-fight-190826131317398.html