ความไม่เสมอภาคทางการศึกษา เกิดจากปัจจัยที่ซับซ้อน หลายส่วนมาจากปัจจัยทางสังคม ทั้งจากปัจจัยภาพใหญ่ทางวัฒนธรรม และที่มาจากระบบการปกครองประเทศ
และหลายส่วนมาจากปัจจัยภายในระบบการศึกษาเอง ดังระบุไว้ในหนังสือ การศึกษาคุณภาพสูงระดับโลก(๑) และในรายงาน WDR 2018 : Learning to Realize Education’s Promise(2) สำหรับประเทศไทย รายงานที่มีค่าเหล่านี้ ไม่กระทบสมองของฝ่ายนโยบาย ระบบการเมืองของเรายุ่งอยู่กับผลประโยชน์ของตนเองเสียจนไม่มีเวลาสนใจเรื่องใหญ่ของประเทศ
จากคำบอกเล่าของ ผศ. ดร. พิศมัย รัตนโรจน์สกุล ผู้จัดการโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น บอกว่า นศ. ผู้รับทุนที่มาจากภาคอีสานจะต้องแบ่งเงินทุนที่ได้รับ ส่งไปให้พ่อแม่ เพระเป็นวัฒนธรรมกตัญญูรู้คุณ บางคนส่งไปมากจนตนเองมีเงินเหลือไม่พอใช้ ซึ่งสำหรับผมสะท้อนภาพความอ่อนแอด้านความรอบคอบ ทั้งฝ่ายนักศึกษาและฝ่ายผู้ปกครอง นี่คือปัญหาสังคม ที่เป็นบ่อเกิดของความไม่เสมอภาคไม่ใช่เฉพาะด้านการศึกษา
นักศึกษาในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นเป็นเด็กจากครอบครัวยากจนทั้งสิ้น การมีเงินใช้เดือนละ ๘,๐๐๐ บาทจึงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสุดๆ คนหนึ่งจึงเอาเงินไปเลี้ยงเพื่อนจนหมดภายใน ๑ สัปดาห์ สะท้อนภาพความไม่มี financial literacy ของผู้จบการศึกษาชั้น ม. ๖ (คนหนึ่ง) ที่จบมาจากโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล
ผมอ่านบทความเรื่องสภาพสังคมด้านการศึกษาของประเทศจีนที่ (๓)แล้วตั้งคำถามว่า ทำไมสภาพนั้นไม่เกิดขึ้นในสังคมไทย สภาพอดเปรี้ยวไว้กินหวานเกี่ยวกับการศึกษาของลูก social executive functions ของเราอ่อนแอกว่าของจีนหรือเปล่า ความกระตือรือร้นในการหนุนให้เยาวชนลูกหลานวางฐานอนาคต ของสังคมไทยอ่อนแอหรือเปล่า
เมื่อกว่า ๖๐ ปีมาแล้วตัวผมเองอยู่ในสภาพคล้ายๆ ที่เขาบรรยายสภาพนักเรียนจากชนบทของจีนใน (๓) ที่มุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับการเรียนเพื่ออนาคตของตนเอง และของครอบครัว สมัยนั้นการศึกษาระดับสูงยังกระจายไปไม่ทั่วถึงอย่างสมัยนี้ แต่คุณภาพการศึกษาน่าจะดีกว่า แม้วุฒิการศึกษาของครูจะต่ำกว่าในปัจจุบันอย่างมากมาย เด็กบ้านนอกที่เรียนดีอย่างผมจึงได้รับโอกาสทางการศึกษาที่สูงเท่าเทียมกับเด็กในกรุง แต่สงสัยว่า สมัยนี้คงจะไม่ดีเท่าสมัย ๖๐ ปีก่อน สะท้อนความซับซ้อนของความไม่เสมอภาคทางการศึกษา
ระบบการศึกษาไทย แก้ความไม่เสมอภาคยังไม่พอ ต้องแก้ที่คุณภาพของทั้งระบบด้วย และเมื่อแก้ตรงนั้นได้ ปัญหาส่วนหนึ่งของความไม่เสมอภาคก็จะถูกแก้ไปเอง
วิจารณ์ พานิช
๒๗ ก.พ. ๖๔