<p>บ่ายวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๓ และทั้งวันของวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๓ ผมเข้าประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ และในบ่ายวันที่ ๑๙ มิถุนายน ประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการ โครงการสนับสนุนการพัฒนาครูและโรงเรียน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (ชื่อที่ผมดัดแปลงเอง) รุ่นที่ ๒ ที่เรียกชื่อย่อๆ ว่า โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองหรือใช้ตัวย่อภาษาอังกฤษว่า TSQP ของ กสศ. </p><p>บันทึกนี้สะท้อนคิดจากการประชุมทั้งสาม </p><p>ก่อนอ่านบันทึกนี้ต่อ ผมขอเชิญชวนให้อ่านบันทึกเรื่อง มายาคติเรื่องการเรียนรู้ กับโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง ก่อน จะเข้าใจสาระของการสะท้อนคิดในบันทึกนี้ได้ดีขึ้น </p><p>เนื่องจากเรามีประสบการณ์ในการกำกับโครงการนี้มากว่าปี ตั้งแต่เริ่มคิดออกแบบโครงการ รู้จุดแข็งจุดอ่อนของการออกแบบโครงการ การจัดการโครงการ รู้จุดแข็งจุดอ่อนของทีมพี่เลี้ยง หรือโค้ชภายนอก แต่ละทีม ในการประชุมกลั่นกรองข้อเสนอโครงการนี้ ผมจึงจ้องตรวจสอบว่าหัวหน้าทีมโค้ชแต่ละทีมลงคลุกโรงเรียนหรือไม่ และการดำเนินการของแต่ละทีมโค้ชเป็นการหนุนให้โรงเรียนเป็นตัวของตัวเองในการดำเนินการพัฒนา หรือทีมโค้ชเข้าไปกำหนดรูปแบบการพัฒนาแบบตายตัว เราต้องการเห็นแนวทางแบบแรก และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดแนวทางแบบหลัง </p><p>ที่จริงทีมโค้ชภายนอก ๕ ทีมที่เคยทำงานให้แก่รุ่นที่ ๑ ต่างก็เป็นทีมที่เข้มแข็งมากในทางวิชาการและในทางปฏิบัติของท่านเอง เรียกได้ว่าเป็นหัวหน้าทีมระดับซือแป๋ แต่จากการดำเนินการรุ่น ๑ เราพบว่า ซือแป๋บางท่านเชื่อมเข้าสู่การหนุนให้บรรลุเป้าหมายของโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองได้ไม่ชัดเจนนัก คือบางท่านเก่งเชิงทฤษฎี แต่ implement สู่การโค้ชโรงเรียนให้ได้ผลไม่ได้ หรือได้ไม่ชัดเจน </p><p>ผมคิด (ไม่ทราบว่าคิดถูกหรือผิด) ว่าโครงการนี้หัวหน้าทีมโค้ชต้องลงภาคสนาม ไม่ใช่ใช้สานุศิษย์ดำเนินการโดยสิ้นเชิง </p><p>เมื่อพิเคราะห์ชื่ออย่างเป็นทางการที่ กสศ. ใช้ในการติดต่อกับโรงเรียนว่า “โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง” และข้อความในแบบสอบถามของทีมวิจัย ติดตามและประเมินผล ที่มีข้อหนึ่งว่า “โรงเรียนได้นำนวัตกรรมของสถาบัน/หน่วยงานรับทุนมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน….” ผมคิดว่า เป็นการใช้ถ้อยคำที่สื่อประสบการณ์เดิมๆ ของโรงเรียน ที่มีกลไกภายนอกมาจัดการพัฒนาโรงเรียน ไม่สื่อแนวคิดใหม่ว่าโครงการนี้ต้องการหนุนให้โรงเรียนพัฒนาตนเอง ไม่ใช่พัฒนาตามแนวทางสำเร็จรูปของทีมโค้ช </p><p>จะเห็นว่า การหลุดออกมาจากชุดความคิดเดิม ที่ยึดถือกันมานาน ไม่ใช่เรื่องตรงไปตรงมา แต่มีความซับซ้อนมาก ความคิดชุดเดิมในที่นี้คือ โรงเรียนและครู ทำตามสูตรสำเร็จที่สั่งการมาจากเบื้องบน ครูและผู้บริหารโรงเรียนคุ้นเคยกับการไม่ต้องคิดเอง ไม่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์การเรียนรู้ ท่านเหล่านี้จึงคุ้นกับการทำงานอยู่ใน safety zone สมองอยู่ในสภาพผ่อนพักตลอดเวลา ไม่ต้องคิดเอง ไม่ต้องขวนขวายศึกษาการเปลี่ยนแปลงด้านการเรียนรู้ และหาทางจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนบรรลุ core learning outcome เพื่อเป็นฐานในการดำรงชีวิตในสังคมปัจจุบันและอนาคต </p><p>ผมตีความว่า ระบบการศึกษาไทย ทำให้คนที่อยู่ในระบบ อยู่ในสภาพ สมองผ่อนพัก ซึ่งเป็นสภาพที่สมองมนุษย์ชอบ เพราะไม่เปลืองพลังงาน อยู่ในสภาพอย่างนี้นานๆ จะกลายเป็นความเคยชิน หรือกลายเป็นวัฒนธรรมหรือวิถีที่คุ้นเคย </p><p>ข้อวินิจฉัยข้างบน เป็นการกล่าวแบบ “เหมารวม” ซึ่งผิด ในระบบการศึกษาไทยมีผู้บริหารและครูจำนวนหนึ่งที่เป็น “นวัตกร” คิดหาวิธีการพัฒนานักเรียนแบบ “พัฒนาอย่างเป็นองค์รวม” (holistic development) อย่างน่าชื่นชม เป็น “คุรุควรคารวะ” แต่ท่านเหล่านี้มีจำนวนน้อย และต้องทำงานแบบฟันฝ่า เนื่องจากระบบไม่เอื้อ ระบบการศึกษาของเราเอื้อการผ่อนพักมากกว่าเอื้อนวัตกร </p><p>โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง ต้องการเข้าไปหนุนให้ครูและผู้บริหารของโรงเรียนเป็น “นวัตกร” (innovator) ทำงานเปลี่ยนแปลงพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ให้เหมาะต่อนักเรียนของตน เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นรายคน ซึ่งเป็น “ชีวิตที่ท้าทาย” ตรงกันข้ามกับ “ชีวิตที่ผ่อนพัก” ตามปกติ</p><p>ผมมีความเชื่อ ยืนยันจากประสบการณ์ส่วนตัว ว่า “ชีวิตที่ท้าทาย” ไม่จำเป็นต้องตรงกันข้ามกับ “ชีวิตที่ผ่อนพัก” เสมอไป ในเชิงระบบ เราสามารถออกแบบองค์กร และสร้างวัฒนธรรมองค์กร หรือวัฒนธรรมประจำวิชาชีพ ให้การทำงานอยู่ใน “วิถีที่ท้าทาย” (challenging mode) ที่นำไปสู่ “ชีวิตที่อุดมความสำเร็จ” (rewarding working life) เป็นชีวิตที่ทั้งความท้าทาย และความผ่อนพัก อยู่ด้วยกัน และส่งเสริมซึ่งกันและกัน</p><p>สมองมนุษย์ฝึกได้ </p><p>เราฝึกให้สมองเฉื่อยก็ได้ ฝึกให้สมองขยันก็ได้ เมื่อฝึกดีแล้ว “สมองขยัน” จะใช้พลังงานไม่มากนัก ไม่เหนื่อยง่าย แต่ชะโลม หรือจรรโลง พลังสมอง ด้วยปิติสุข จากการเห็นผลสำเร็จที่ทรงคุณค่ของการทำงาน นี่คือการตีความของผม จากความรู้ด้าน learning science และ cognitive psychology ผมไม่รับรองว่าผมตีความถูกต้อง </p><p>โรงเรียนพัฒนาตนเอง จึงเป็นชุมชนเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาครู ผู้บริหาร และผู้เกี่ยวข้อง ที่เรียนรู้และเปลี่ยนแปลงเพื่อทำหน้าที่หนุนการพัฒนาคนรุ่นใหม่ของสังคม หรือของบ้านเมือง ให้เป็นมนุษย์แห่งศตวรรษที่ ๒๑ มีทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ผ่านรูปแบบการเรียนรู้แบบ active learning คือเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติแล้วคิด ร่วมกันเป็นทีมในหมู่เพื่อนนักเรียน และหนุนหรือโค้ชโดยครู</p><p>ครูทำหน้าที่โค้ชแบบท้าทาย ตามบริบทของนักเรียน ไม่ใช่โค้ชโดยมีสูตรสำเร็จ </p><p>ครูทำหน้าที่โค้ชโดยยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เอาสูตรสำเร็จ (หรือนวัตกรรม) เป็นศูนย์กลาง</p><p>ทีมโค้ชของโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองก็เช่นเดียวกัน ต้องโค้ชโดยยึดโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่โค้ชโดยใช้นวัตกรรมของโค้ชเองเป็นศูนย์กลาง </p><p>กล่าวอย่างนี้แล้ว ผมก็เถียงตัวเอง ว่าข้อความในย่อหน้าข้างบนนั้น ผิด เพราะเป็นการมองโลกแบบสองขั้วตรงกันข้าม หรือที่เรียกว่า แบบ either … or … โลกที่เป็นจริงมันซับซ้อนยิ่ง จึงมักอยู่ในแนวทาง both … and … </p><p>หากคิดและดำเนินการโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองแนว both … and … เราก็ยอมรับการที่ทีมโค้ชภายนอกนำเอานวัตกรรมที่ตนพัฒนาขึ้นไปให้โรงเรียนใช้งาน แต่ต้องไม่เน้นตัวนวัตกรรมมากเกินไป ในขณะเดียวกัน ต้องมีวิธีการสร้างความมั่นใจให้ทีมงานในโรงเรียนกล้าคิดเอง (ร่วมกันคิด – PLC) กล้าตั้งเป้า (Q-Goal) ของโรงเรียน กล้าตั้งเป้าระดับห้องเรียน กล้าตั้งเป้าระดับตัวนักเรียนเป็นรายคน กล้าวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อการบรรลุเป้าหมายนั้น มีการเก็บข้อมูล (Q-Info) เอามาใช้เป็น feedback loop เพื่อการปรับตัว หรือพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ </p><p>จะเห็นว่า โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง เน้นการจัดกลไกหนุน (หรือโค้ช) ให้โรงเรียนเป็น “องค์กรเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง” ซึ่งหมายความว่า ต้องหลุดออกมาจากความเคยชิน หรือวัฒนธรรมเดิมๆ </p><p>ผมจึงมองว่า เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ของโครงการนี้ คือการเปลี่ยนแปลงวิถีปฏิบัติในโรงเรียน ให้หลุดออกจากวัฒนธรรมผ่อนพักอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยที่คุ้มครองโดยหน่วยเหนือ ให้สร้างวัฒนธรรมการเป็นตัวของตัวเอง ในวิถีของการสร้างนวัตกรรมเล็กๆ อยู่ตลอดเวลา ในการปฏิบัติงานตามปกติ ผู้ทำงานในระบบเติบโตทั้งด้านใน และด้านวิชาชีพ จากการปฏิบัติงานประจำ </p><p>ผมได้เขียนไว้ในบันทึกก่อนๆ ของบันทึกชุด โรงเรียนพัฒนาตนเอง ว่า หน่วยดำเนินการของโครงการนี้คือโรงเรียน ดังนั้น กสศ. น่าจะมีเงื่อนไขให้ทีมโค้ชภายนอกรายงานผลงานที่โรงเรียนเป็นรายโรงเรียน ว่าโรงเรียนได้ดำเนินการอะไรบ้าง เกิดผลที่เห็นได้ในขณะนั้นอย่างไรบ้าง เน้นผลต่อนักเรียน ครู บรรยากาศการเรียนรู้ของนักเรียน บรรยากาศการทำงานของครูและผู้บริหาร และบรรยากาศของโรงเรียน </p><p> ทีมติดตามประเมินผล ก็น่าจะเน้นติดตามประเมินผลที่โรงเรียนเช่นเดียวกัน แล้ว กสศ. นำรายงานทั้งสองมาเทียบกัน เพื่อหาทางขับเคลื่อนการดำเนินการให้เกิดการหนุนโรงเรียนสู่เป้าหมายของโรงเรียนได้อย่างแท้จริง </p><p>หากเราไม่ระวัง การดำเนินการทั้งหมดของโครงการจะไปเน้นที่การกระทำของทีมโค้ช ไม่ได้เน้นที่การกระทำของโรงเรียนแต่ละโรงเรียน ทำให้โรงเรียนในโครงการไม่ได้เรียนรู้ร่วมกันว่า การกระทำอะไรที่ก่อผลดี ที่ทำให้ผลงานของโรงเรียนยกระดับขึ้น </p><p>ในการนำเสนอเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ทีมหนึ่งเสนอว่า จะเน้นการทำ reflective coaching จึงขอนำมาเสนอไว้ในที่นี้ถึงพลังของ reflective coaching โดยเฉพาะ question list และ set of activities </p><p>ในโครงการ TSQP รุ่นที่ ๒ มูลนิธิสยามกัมมาจล ได้รับการชักชวนให้เสนอโครงการที่จะเชื่อม TSQP เข้ากับพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยเข้าไปดำเนินการในโรงเรียน ๕๐ โรงเรียนในจังหวัดศรีสะเกษ และระยอง ซึ่งจะทำให้โรงเรียนในสองจังหวัดพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มี Q-Goal ที่เชื่อมประสานกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด เป็นการเพิ่มมิติของนวัตกรรมของโรงเรียนอีกชั้นหนึ่ง </p><p>วิจารณ์ พานิช</p><p>๒๔ มิ.ย. ๖๓ </p><p>
</p><p> </p>
ชีวิตที่พอเพียง 3747. ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (๕๖) โค้ชให้โรงเรียนพัฒนาตนเอง
1 คนชอบ
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Prof. Vicharn Panich · 27 ก.ค. 2563
บางทราย · 27 ก.ค. 2563
ชาญโชติ · 27 ก.ค. 2563
ดร. พีระพงษ์ สุนทรวิภาต · 27 ก.ค. 2563
ดร. พีระพงษ์ สุนทรวิภาต · 27 ก.ค. 2563
ดร. พีระพงษ์ สุนทรวิภาต · 27 ก.ค. 2563
ผศ. สุพิมล ศรศักดา · 27 ก.ค. 2563