<p>ดังเล่าในบันทึกที่ ๓๙ และ ๔๐ ว่าระหว่างวันที่ ๒๔ - ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ผมร่วมไปกับคณะของ กสศ. ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเยี่ยมโรงเรียนในโครงการ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง” ที่เน้นพัฒนาแบบ whole school ในเวลาที่จำกัดเราเยี่ยมได้แค่ ๓ โรงเรียน จากจำนวนโรงเรียนในโครงการที่จังหวัดเชียงใหม่ ๖๖ โรงเรียน (จำนวนโรงเรียนในโครงการระยะที่ ๑ ทั้งหมด ๒๙๐ โรงเรียน) โดยตอนเช้าทั้งคณะไปเยี่ยมโรงเรียนเดียวกัน คือโรงเรียนชุมชนบ้านบวกครกน้อย ตอนบ่ายแยกเป็น ๒ คณะ ผมไปเยี่ยมโรงเรียนแม่คือวิทยา อีกทีมหนึ่งไปเยี่ยมโรงเรียนวัดกู่คำ </p><p>แต่ละโรงเรียนที่เราไปเยี่ยมมีทีมพี่เลี้ยงต่างทีมกัน คือโรงเรียนชุมชนบ้านบวกครกน้อย อยู่ในทีม มข. โรงเรียนแม่คือวิทยา อยู่ในทีมมูลนิธิสตาร์ฟิชคันทรีโฮม โรงเรียนวัดกู่คำ อยู่ในทีม ม. ศรีปทุม เราจึงได้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละทีม โดยที่ส่วนใหญ่ก็เป็นจุดแข็ง กับจุดที่พัฒนาต่อเนื่องได้ รวมทั้งจุดที่หลักสูตรผลิตครูควรนำไปปรับปรุงวิธีผลิตครูของตน </p><p>จุดสำคัญที่สุดของการผลิตครู คือต้องผลิตครูที่เข้มแข็งด้าน Learning Skills ซึ่งต้องเริ่มที่ฉันทะต่อการเรียนรู้ และฉันทะต่อการเรียนวิธีเรียนรู้ หรือกลไกการเรียนรู้ ซึ่งเรียนได้ไม่รู้จบ และแหล่งเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือนักเรียน ซึ่งแต่ละคนจะมีพฤติกรรมและวิธีเรียนที่แตกต่างหลากหลาย เป็นกรณีเรียนรู้ (case study) ให้ครูได้สนุกสนานกับการแก้ปัญหาสารพัดแบบ </p><p>หากทำหน้าที่ครูได้ถูกต้อง การทำหน้าที่ครูจะสนุกและท้าทาย แต่หากทำหน้าที่ครูอย่างผิดๆ ชีวิตครูจะจำเจน่าเบื่ออย่างที่สุด </p><p>ในการทำหน้าที่ครูที่ถูกต้อง ครูสังเกตความคิดเด็ก เมื่อเด็กพูดและแสดงพฤติกรรม ครูทำความเข้าใจความคิดของเด็ก ในลักษณะมองทะลุเข้าไปในสมองเด็ก มองเห็นกระบวนการคิดที่กำลังเกิดขึ้น แล้วครูทำหน้าที่โค้ช โดยการตั้งคำถาม ที่ยั่วยุให้นักเรียนคิดต่อและทำต่อ เพื่อการเรียนรู้ของตน และของเพื่อนๆ ในชั้นเรียน รวมทั้งเพื่อเบี่ยงเบนความคิดผิดๆ ไปสู่ความคิดที่เหมาะสมถูกต้อง</p><p>พฤติกรรมแนวนี้ของครู จะทำให้นักเรียนใส่ใจการเรียน ที่เรียกว่า student engagement หรือ student-centered learning คือนักเรียนเป็นผู้กระทำเพื่อการเรียนรู้ของตน ครูเป็นโค้ช หรือผู้สนับสนุน หรือเป็นผู้ให้ “นั่งร้าน” (scaffolding) แก่การเรียนรู้ที่ยากและซับซ้อน </p><p> ครูไม่ได้สังเกตการณ์คิดในสมองของนักเรียนแบบไร้เป้าหมาย แต่สังเกตว่ากระบวนการคิดนั้นจะนำไปสู่การแก้ปัญหา หรือการบรรลุผลของกิจกรรมที่กำหนดอย่างไร เพื่อการเรียนรู้อะไร โดยมีฐานคิดว่า มีวิธีคิดหรือวิธีการหลากหลายแบบ นักเรียนแต่ละคนควรได้ฝึกคิดหาเอง และได้ฟังความคิดและวิธีการของเพื่อนๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ลึกและซับซ้อน และได้เข้าใจว่า มีวิธีการที่ดีแตกต่างกัน ในต่างสถานการณ์</p><p>ในการเรียนแบบนี้ นักเรียนแต่ละคนจะค่อยๆ ค้นพบตัวตนของตน ว่าถนัดอะไร ชอบอะไร ได้มีโอกาส “ปล่อยของ” หรือแสดงความสามารถพิเศษของตนหรือพวกตน โดยครูต้องมีวิธี scaffold ให้ศิษย์ “ปล่อยของดี” คือทำดี ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น หรือแก่ชุมชน ไม่อุตริก่อความวุ่นวายหรือเดือดร้อน </p><p>ครูต้องฝึกทักษะการออกแบบกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามทฤษฎี 50:50 คือครึ่งหนึ่งของการเรียนเป็นการเรียนคนเดียว อีกครึ่งหนึ่งเรียนเป็นทีม การเรียนโดยทำกิจกรรมเป็นทีม และใคร่ครวญสะท้อนคิดร่วมกัน จะช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาคุณลักษณะสำคัญในศตวรรษที่ ๒๑ ได้แก่ ทักษะด้านสังคมและอารมณ์ ทักษะการสื่อสาร ทั้งการแสดงออก และการรับฟังเพื่อน การประนีประนอม ทักษะความร่วมมือ ความริเริ่มสร้างสรรค์ ความอดทนต่อความขัดแย้ง เป็นต้น </p><p>ครูต้องเอาใจใส่ประเมินการเรียนรู้และพัฒนาการด้านต่างๆ ของศิษย์แต่ละคน ต้องมีทักษะในการประเมินดังกล่าว และมีทักษะในการให้คำแนะนำป้อนกลับแก่ศิษย์ รวมทั้งมีทักษะในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมความรู้หรือทักษะที่นักเรียนบางคนยังอ่อนแอ เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานขั้นต่ำ </p><p>ถามว่า ใครช่วยพัฒนาทักษะของครู คำตอบของผมคือ ครูต้องพัฒนาตนเองเป็นกลไกหลัก การเรียนรู้และพัฒนาของตัวครู ร้อยละ ๙๐ ครูต้องทำเอง อีกร้อยละ ๑๐ เท่านั้นที่จะได้จากการเรียนต่อหรือเข้ารับการอบรม ในร้อยละ ๙๐ นั้น ประมาณครึ่งหนึ่งได้จากการทบทวนใคร่ครวญสะท้อนคิดกับตัวเอง อีกครึ่งหนึ่งเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนครู ที่เรียกว่ากระบวนการ PLC </p><p>กระบวนการ PLC ต้องเป็นกิจกรรมที่มีเป้าหมายจำเพาะในแต่ละช่วง โดยเป้าหมายนั้น เป็นเรื่องการเรียนรู้ของศิษย์ จับโฟกัสเฉพาะประเด็น ว่าครูกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ไว้อย่างไร และออกแบบการเรียนรู้ไว้อย่างไร เมื่อดำเนินการไปแล้ว ผลเป็นอย่างไร ในทุกขั้นตอนดังกล่าว ครูมาร่วมกันคิด และอาจแยกย้ายกันไปทำ หรือร่วมกันทำ ร่วมกันวัดผล และร่วมกันใคร่ครวญสะท้อนคิดตีความ เน้นตีความตามคำอธิบายของทฤษฎีที่ใช้ หากทฤษฎีอธิบายได้ไม่ชัดเจนหรือไม่ครบ ร่วมกันหาคำอธิบายใหม่ โดยอาจค้นหาทฤษฎีใหม่มาอธิบาย หรือร่วมกันตั้งทฤษฎีขึ้นเอง </p><p>นอกจากใคร่ครวญสะท้อนคิดผลจากการปฏิบัติสู่ทฤษฎีแล้ว ยังต้องสะท้อนคิดสู่แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นกว่าเดิม ที่จะใช้ช่วยให้ศิษย์เรียนสนุกกว่า และเกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ในระดับที่สูงกว่า </p><p>ครูจึงเป็นผู้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา โดยสิ่งที่ช่วยให้ครูเรียนรู้คือนักเรียน ห้องเรียน และเพื่อนครู ยิ่งมีครูใหญ่มาร่วมด้วยการเรียนรู้จะยิ่งมีพลัง กล่าวใหม่ว่า ชีวิตการทำงานประจำวันของครูนั่นเอง เป็นการเรียนรู้ โดยที่ครูต้องมีทักษะของการเรียนรู้นี้ และคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ต้องฝึกทักษะนี้ให้แก่นักศึกษาครู หากการณ์เป็นไปตามนี้ ชีวิตครูคือชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ในมุมมองของผม ชีวิตครู เป็นชีวิตที่ประเสริฐ ทั้งในฐานะผู้สร้างคน (ศิษย์) และในฐานะผู้สร้างความรู้ว่าด้วยการเรียนรู้ </p><p>วิจารณ์ พานิช </p><p>๑๐ มี.ค. ๖๓</p><p>บนรถยนต์ เดินทางไปประชุมที่สถาบันอาศรมศิลป์ </p><p>
</p><p> </p>
ชีวิตที่พอเพียง 3667. ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (๔๑) ใคร่ครวญสะท้อนคิดจากการลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ สู่การพัฒนาทักษะของครู
3 คนชอบ
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น