บ่ายวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๓ ผมเข้าร่วมประชุม คณะกรรมการบริหาร กสศ. ตั้งแต่เวลา ๑๓.๓๐ น. จนถึง ๑๘.๓๐ น. โดยเข้าประชุมทาง ออนไลน์ เนื่องจากการระบาดของโควิด รุนแรงขึ้น เมื่อหมดวาระตามปกติ ก็มีการเสนอวาระพิเศษเรื่องภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๓ ผ่านแผนปฏิรูปประเทศ ฉบับปรับปรุง ที่ฝ่ายเลขานุการกิจสรุปมาเสนอดังนี้
<p>จะเห็นว่ามีกิจกรรมสำคัญด้านการศึกษาที่ควรเร่งรัด ๕ ด้าน ด้านแรกคือ “การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย” โดย กสศ. ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก </p><p>ทีมผู้บริหารและคณะกรรมการตกใจว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมายเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับยุทธศาสตร์ใหม่ของ กสศ. ที่คณะกรรมการบริหารเพิ่งมีมติเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ให้ กสศ. ทำหน้าที่เป็น catalyst เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกำเนินการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และผมเขียนเล่าไว้ในบันทึกชุด “ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา” บันทึกที่ ๗๕ (๑) </p><p>เรื่องนี้เข้าที่ประชุมเมื่อการประชุมล่วงเลยเวลา ๑๘ น. กรรมการล้าแล้ว มีการอภิปรายกันว่าจะต้องค่อยๆ คิดหาทางรับมือภารกิจนี้ และมีการอภิปรายไปในทางที่ว่า ภารกิจที่ได้รับมอบหมายเป็นวิกฤติที่จะต้องค่อยๆ ช่วยกันคิดวิธีตั้งรับ</p><p>ผมเสนอที่ประชุมว่า ผมคิดต่าง ผมมองว่ามติ ครม. ดังกล่าว เป็นการเปิดโอกาสให้ กสศ. ทำหน้าที่ catalyst ให้ระบบต่างๆ ในสังคมไทย รู้เท่าทัน root cause ของความไม่เสมอภาคทางการศึกษา เป็นโอกาสให้ กสศ. มีความชอบธรรมในการเชิญภาคี มาหารือกัน และร่วมกันใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ เสนอผ่านสภาพัฒน์ฯ ให้รัฐบาลมีมาตรการเชิงระบบ เพื่อขจัด root cause ซึ่งเป็นเรื่องที่เลยขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ กสศ. </p><p>เพราะ root cause อยู่ในระบบการบริหารการศึกษาของประเทศ และอยู่ในระบบสังคมของประเทศ ภารกิจของ กสศ. เน้นเข้าไปแก้ไขที่ตัวเด็ก ไม่สามารถเข้าไปจัดการ root cause ได้ </p><p>ตัวอย่างของการไปไม่ถึง root cause คือเรื่องการแก้ไขปัญหาเด็กจากครอบครัวยากจนรุนแรง หลุดออกจากระบบการศึกษา ตามที่เสนอโดยบริษัทที่ปรึกษา Roland Berger ว่าให้โฟกัสที่เด็กจากครอบครัวยากจน ๑๕% ล่าง ดังรูป </p>
<p>จากรูปข้างบนจะเห็นว่า เด็กและเยวชนอายุ ๓ - ๒๔ ปี จากครอบครัวยากจนที่สุดร้อยละ ๑๕ มีจำนวน ๒.๘ ล้านคน มีถึง ๑.๕ ล้านคน หรือเกินครึ่ง อยู่นอกระบบการศึกษา มีการพูดกันว่า ต้องหาทางไม่ให้เด็กเหล่านี้หลุดออกไปจากระบบการศึกษา ทำให้ผมคิดในใจระหว่างการประชุมว่า ภายใต้สมมติฐาน (ละไว้ในฐานเข้าใจ) ว่าวิธีดูและเด็กเหล่านี้ของครูและโรงเรียนยังคงรูปแบบปัจจุบัน เด็กเหล่านี้ส่วนหนึ่ง (มากแค่ไหนเป็นโจทย์วิจัย) อาจมองว่า โรงเรียนเป็นนรกสำหรับเขา การดำเนินการให้เขาอยู่ในโรงเรียนที่เป็นนรกอยู่ต่อไป ไม่น่าจะถูกต้อง</p><p>จึงเกิดคำถามวิจัยว่า สำหรับเด็กจำนวน ๑.๕ ล้านคนนี้ โรงเรียนและครูแบบไหนที่เป็นสวรรค์สำหรับเขา ที่จะดึงดูดให้เขาเข้าและอยู่ในโรงเรียนจนจบการศึกษา นี่คือวิธีคิดแบบเอาเด็กเป็นตัวตั้ง ให้โรงเรียนเป็นตัวแปร แทนที่จะโรงเรียน (แบบเดิมๆ) เป็นตัวตั้ง ให้เด็กเป็นตัวแปร </p><p>เด็กจากครอบครัวยากจนพิเศษ น่าจะมีปัจจัยประกอบต่างไปจากเด็กทั่วๆ ไป ที่ต้องการการทำความเข้าใจมากกว่าที่วงการศึกษาไทยเข้าใจ </p><p>วิจารณ์ พานิช</p><p>๒๕ ธ.ค. ๖๓ </p><p>
</p>