<p>บ่ายวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ผมเข้าร่วมกิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ทิศทางการพัฒนาวิชาชีพครูที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ ในบริบทประเทศไทย” จัดโดย กสศ. และ ม. ศรีปทุม ชลบุรี ที่โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ เป็นการประชุมวิพากษ์ผลงานวิจัย เพื่อสังเคราะห์รูปแบบและแนวทางพัฒนาวิชาชีพครูที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ ดำเนินการโดย ผศ. ดร. จิราพร ระโหฐาน และคณะ แห่ง ม. ศรีปทุม ชลบุรี </p><p>ชื่อโครงการวิจัยคือ “การพัฒนาวิชาชีพครู” แต่สาระของรายงานผลการวิจัยเน้นที่สมรรถนะของครู ซึ่งทำมาละเอียดมาก ว่าประกอบด้วยองค์ประกอบ ๑๙-๒๒-๒๕-๗ คือความรู้ ๑๙ ด้าน ทักษะ ๒๒ ประการ คุณลักษณะ ๒๕ ประการ และสมรรถนะวิชาชีพครู ๗ ประการ </p><p>สมรรถนะวิชาชีพครู ๗ ประการที่เสนอได้แก่ สมรรถนะด้าน (๑) หลักสูตร (๒) การจัดการเรียนการสอน (๓) การจัดการชั้นเรียน (๔) การประเมินผลการเรียนรู้ (๕) การเป็นผู้นำชุมชน (๖) รู้จักตนเองและผู้อื่น (๗) คุณธรรมจริยธรรม และวิญญาณครู </p><p>นอกจากนั้น ยังเสนอให้ใช้ TCSF - Teacher Competency Standards Framework ที่เสนอโดย UNESCO ให้จัดระดับความสามารถของครูออกเป็น ๔ ระดับ คือ (๑) ครูใหม่ (๒) ครูผู้มีประสบการณ์ (๓) ครูเชี่ยวชาญ (๔) ครูแกนนำ มีรายละเอียดสมรรถนะของแต่ละระดับ </p><p>ตอนทีมวิจัยสัมภาษณ์ผมในฐานะผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งในจำนวน ๔๗ คน ผมได้ให้ข้อคิดเห็นว่า ครูอยู่ในระบบที่ซับซ้อน การพัฒนาวิชาชีพครูจึงคิดและดำเนินการเฉพาะที่ตัวครูไม่ได้ ต้องมีการปรับทั้งระบบ เพราะหลายส่วนของระบบการศึกษาไทยชักนำครูไปในทางเสื่อม และในทางไม่เอาใจใส่ศิษย์ โดยเฉพาะกติกาด้านความก้าวหน้าในงานและค่าตอบแทน </p><p>ในที่ประชุมวันนี้ รศ. ดร. ทิศนา แขมมณี ราชบัณฑิต ผู้รู้จริงในเรื่อง การพัฒนาวิชาชีพครู ให้ความเห็นที่สุดยอด คือบอกว่าต้องคำนึงถึงทั้งระบบ อันได้แก่ (๑) การผลิต (๒) การคัดกรอง การบรรจุ (๓) การพัฒนา (๔) การบริหารงานบุคลากร และการดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพของครู (๕) การพัฒนาเส้นทางวิชาชีพ </p><p>ในระบบดังกล่าว มีหน่วยงานเกี่ยวข้องมากมายและซับซ้อน ได้แก่ องค์กรวิชาชีพครู (คุรุสภา), สกสค. (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา), กคศ. (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชครูและบุคลากรทางการศึกษา), สคบศ. (สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา), และสถานศึกษาที่ทำหน้าที่ผลิตครู รวมทั้งให้บริการจัดการฝึกอบรมครูประจำการ ฟังแล้วผมตีความว่าหน่วยงานเหล่านี้ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน และผมคิดในใจว่า บางมาตรการ หรือบางแนวทาง เป็นมิจฉาทิฐิ คือดูผิวเผินเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ครู แต่ในระยะยาวเป็นการบั่นทอนวิชาชีพครู และทำลายคุณภาพการศึกษาของประเทศ </p><p>ข้อสังเกตที่มีคุณค่ายิ่งของ ดร. ทิศนา คือ รายงานผลงานวิจัยเสนอ (๑) ข้อค้นพบ (๒) ข้อเสนอแนะ แต่ยังขาด (๓) วิธีดำเนินการตามข้อเสนอแนะ และ (๔) การปลดล็อกที่หน่วยบริหารระบบ และที่กฎหมายและกฎระเบียบ </p><p>ข้อสังเกตจากผู้เข้าร่วมประชุมท่านอื่นๆ ไปในทำนองเดียวกัน คือต้องยกเครื่องระบบพัฒนาวิชาชีพครู โดยผมตีความว่า เป็นการพัฒนาวิชาชีพครูเพื่อยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน </p><p>ผมจึงเกิดแนวความคิด และเสนอต่อที่ประชุมว่า ต้องช่วยกันออกแบบใช้กระบวนการพัฒนาสมรรถนะครูในโรงเรียนที่สมัครเป็นโรงเรียนนำร่อง เพื่อพิสูจน์ว่า เมื่อโรงเรียนเอาใจใส่ จัดให้ครูเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะของตนเอง โดยเรียนจากการปฏิบัติงานของตนเอง และเรียนรู้ร่วมกันกับเพื่อนครูอย่างมีเป้าหมาย (PLC) โดยเป้าหมายคือการยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน ให้สูงขึ้นและครบด้านยิ่งขึ้น ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนจะสูงขึ้น และครูก็จะพัฒนาขึ้น </p><p> ใช้ TCSF เป็นตัวช่วยให้ครูเรียนรู้อย่างมีเป้าหมายยิ่งขึ้น คือให้ครูเป็นผู้ใช้หลักของ TCSF ไม่ใช่หน่วยประเมินครู ซึ่งที่จริงกล่าวอย่างนี้ก็อาจจะผิด เพราะจริงๆ แล้วควรใช้ TCSF เป็นแนวทางในการเลื่อนวิทยะฐานะครู แต่ผมมีความเห็นว่า ระบบบริหารงานบุคคล ที่จัดแก่ครู ควรส่งเสริมให้ครูรู้วิธีเอา TCSF ไปใช้ในการพัฒนาตนเอง ผ่านการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวัน เพื่อให้การทำงานกับความก้าวหน้าในอาชีพการงานเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกัน </p><p>รศ. ดร. ทิศนา แขมมณี ชี้ว่า การที่ครูขาดทักษะวิเคราะห์เนื้อหาวิชา (content analysis) เชิงลึก และขาดทักษะการจัดกระบวนการ (process) เรียนรู้เชิงรุก (active learning) ศิษย์จึงได้เรียนรู้แค่ระดับตื้น เป็นข้อสังเกตที่ประเทืองปัญญายิ่งนักสำหรับผม และเป็นการตอกย้ำว่า ครูต้องแม่นและลึกทั้งด้านเนื้อหา (content) และด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ (pedagogy) และครูที่เก่งต้องการการฝึกฝนยาวนาน ผมเคยได้ยินคนพูดว่าต้องถึง ๑๐ ปี จึงจะเก่งจริง</p><p>จะเก่งจริงต้องรักวิชาชีพครู และมีจิตวิญญาณความเป็นครู </p><p>รศ. ดร. ดารณี อุทัยรัตนกิจ เล่าวิธีการที่ใช้พัฒนาสมรรถนะครูที่โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่าใช้วิธีให้ครูเข้าสังเกตการณ์วิธีสอนในชั้นเรียนของครูที่สอนเก่ง นำมาตีความทำความเข้าใจหรือ reflection ร่วมกัน การเรียนรู้ถ่ายทอดจากครู จากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร จะเห็นว่า คิดเฉพาะสมรรถนะครูแบบแยกส่วนจะไม่ทำให้เกิดคุณภาพการศึกษา ต้องเชื่อมสู่วัฒนธรรมองค์กรของโรงเรียน และของระบบการศึกษาของประเทศด้วย </p><p>รศ. ดร. พิณสุดา สิริธรังศรี ให้ความเห็นเรื่องการพัฒนาวิชาชีพครูว่า ต้องมองระบบคารูเป็นระบบย่อยในระบบใหญ่ และเมื่อพูดถึง “วิชาชีพ” ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบใหญ่ๆ ๔ ด้านคือ</p><ol>
</ol><p> ท่านเสนอว่าในข้อเสนอของผลงานวิจัยยังขาดสมรรถนะด้านการวิจัยและพัฒนา แนะนำให้เขียนสมรรถนะให้กระชับเป็นหมวด และมีคู่มือแนะนำวิธีใช้ในระดับตัวครู โรงเรียน พื้นที่ และ กสศ. </p><p>รศ. ดร. ธันยวิช วิเชียรพันธ์ ให้ความเห็นเชิงปฏิบัติ จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสครูในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง มีความเห็นว่าครูไทยควรได้รับการพัฒนาด้าน</p><ul>
</ul><p>ดร. นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร ให้ความเห็นว่า ควรทำเป็นกรอบภาพใหญ่ ให้โรงเรียนและครูนำไปใส่รายละเอียดเอง ส่วนรายละเอียดตามผลการวิจัยให้เป็นภาคผนวกสำหรับปรับใช้ตามความเหมาะสม และเพิ่มเติมสมรรถนะครูว่า ต้องสมารถจัด personalized learning ได้ และการพัฒนาครูต้องเน้นที่ self-directed learning, เน้นการเรียนของผู้ใหญ่ หัวใจคือครูต้องอยากพัฒนาตนเอง วิธีคิดง่ายๆ เรื่องสมรรถนะครูคือ ต้องการให้เด็กมีสมรรถนะอะไร ครูต้องมีสมรรถนะเหล่านั้น</p><p>ท่านเล่าว่า ไปถามนักเรียนว่าต้องการครูแบบไหน ได้คำตอบซื่อๆ ว่า</p><ul>
</ul><p>รศ. ดร. ดารณี ประธานที่ประชุมกล่าวปิดว่า ต้องแยกแยะระหว่างรายละเอียดกับสมรรถนะจำเป็น และตอนประยุกต์ใช้ต้องเป็น school-based management </p><p>ผมขอย้ำคำกล่าวของ รศ. ดร. ดารณีว่า การพัฒนาครูต้องเน้น school-based management </p><p>วิจารณ์ พานิช</p><p>๘ ก.ค. ๖๓ </p><p>
</p><p> </p>