ชีวิตที่พอเพียง 3768ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (๖๐) การพัฒนาวิชาชีพครู

บันทึกที่ ๑

บันทึกที่ ๒

บันทึกที่ ๓

บันทึกที่ ๔

บันทึกที่ ๕

บันทึกที่ ๖

บันทึกที่ ๗

บันทึกที่ ๘

บันทึกที่ ๙

บันทึกที่ ๑๐

บันทึกที่ ๑๑

บันทึกที่ ๑๒

บันทึกที่ ๑๓

บันทึกที่ ๑๔

บันทึกที่ ๑๕

บันทึกที่ ๑๖

บันทึกที่ ๑๗

บันทึกที่ ๑๘

บันทึกที่ ๑๙

บันทึกที่ ๒๐

บันทึกที่ ๒๑

บันทึกที่ ๒๒

บันทึกที่ ๒๓

บันทึกที่ ๒๔

บันทึกที่ ๒๕

บันทึกที่ ๒๖

บันทึกที่ ๒๗

บันทึกที่ ๒๘

บันทึกที่ ๒๙

บันทึกที่ ๓๐

บันทึกที่ ๓๑

บันทึกที่ ๓๒

บันทึกที่ ๓๓

บันทึกที่ ๓๔

บันทึกที่ ๓๕

บันทึกที่ ๓๖

บันทึกที่ ๓๗

บันทึกที่ ๓๘

บันทึกที่ ๓๙

บันทึกที่ ๔๐

บันทึกที่ ๔๑

บันทึกที่ ๔๒

บันทึกที่ ๔๓

บันทึกที่ ๔๔

บันทึกที่ ๔๕

บันทึกที่ ๔๖

บันทึกที่ ๔๗

บันทึกที่ ๔๘

บันทึกที่ ๔๙

บันทึกที่ ๕๐

บันทึกที่ ๕๑

บันทึกที่ ๕๒

บันทึกที่ ๕๓

บันทึกที่ ๕๔

บันทึกที่ ๕๕

บันทึกที่ ๕๖

บันทึกที่ ๕๗

บันทึกที่ ๕๘

บันทึกที่ ๕๙



บ่ายวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ผมเข้าร่วมกิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ทิศทางการพัฒนาวิชาชีพครูที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑  ในบริบทประเทศไทย”   จัดโดย กสศ. และ ม. ศรีปทุม ชลบุรี   ที่โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ    เป็นการประชุมวิพากษ์ผลงานวิจัย เพื่อสังเคราะห์รูปแบบและแนวทางพัฒนาวิชาชีพครูที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑   ดำเนินการโดย ผศ. ดร. จิราพร ระโหฐาน และคณะ แห่ง ม. ศรีปทุม ชลบุรี

ชื่อโครงการวิจัยคือ “การพัฒนาวิชาชีพครู”    แต่สาระของรายงานผลการวิจัยเน้นที่สมรรถนะของครู    ซึ่งทำมาละเอียดมาก    ว่าประกอบด้วยองค์ประกอบ ๑๙-๒๒-๒๕-๗   คือความรู้ ๑๙ ด้าน   ทักษะ ๒๒ ประการ  คุณลักษณะ ๒๕ ประการ   และสมรรถนะวิชาชีพครู ๗ ประการ

สมรรถนะวิชาชีพครู ๗ ประการที่เสนอได้แก่ สมรรถนะด้าน (๑) หลักสูตร  (๒) การจัดการเรียนการสอน  (๓) การจัดการชั้นเรียน  (๔) การประเมินผลการเรียนรู้  (๕) การเป็นผู้นำชุมชน  (๖) รู้จักตนเองและผู้อื่น  (๗) คุณธรรมจริยธรรม และวิญญาณครู  

นอกจากนั้น ยังเสนอให้ใช้ TCSF -  Teacher Competency Standards Framework ที่เสนอโดย UNESCO    ให้จัดระดับความสามารถของครูออกเป็น ๔ ระดับ คือ (๑) ครูใหม่  (๒) ครูผู้มีประสบการณ์  (๓) ครูเชี่ยวชาญ  (๔) ครูแกนนำ    มีรายละเอียดสมรรถนะของแต่ละระดับ

ตอนทีมวิจัยสัมภาษณ์ผมในฐานะผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งในจำนวน ๔๗ คน    ผมได้ให้ข้อคิดเห็นว่า ครูอยู่ในระบบที่ซับซ้อน    การพัฒนาวิชาชีพครูจึงคิดและดำเนินการเฉพาะที่ตัวครูไม่ได้    ต้องมีการปรับทั้งระบบ    เพราะหลายส่วนของระบบการศึกษาไทยชักนำครูไปในทางเสื่อม และในทางไม่เอาใจใส่ศิษย์    โดยเฉพาะกติกาด้านความก้าวหน้าในงานและค่าตอบแทน

ในที่ประชุมวันนี้ รศ. ดร. ทิศนา แขมมณี ราชบัณฑิต ผู้รู้จริงในเรื่อง การพัฒนาวิชาชีพครู ให้ความเห็นที่สุดยอด    คือบอกว่าต้องคำนึงถึงทั้งระบบ อันได้แก่ (๑) การผลิต  (๒) การคัดกรอง การบรรจุ  (๓) การพัฒนา  (๔) การบริหารงานบุคลากร และการดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพของครู  (๕) การพัฒนาเส้นทางวิชาชีพ   

ในระบบดังกล่าว มีหน่วยงานเกี่ยวข้องมากมายและซับซ้อน ได้แก่ องค์กรวิชาชีพครู (คุรุสภา),    สกสค. (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา),     กคศ. (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชครูและบุคลากรทางการศึกษา),    สคบศ. (สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา),    และสถานศึกษาที่ทำหน้าที่ผลิตครู รวมทั้งให้บริการจัดการฝึกอบรมครูประจำการ    ฟังแล้วผมตีความว่าหน่วยงานเหล่านี้ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน    และผมคิดในใจว่า บางมาตรการ หรือบางแนวทาง เป็นมิจฉาทิฐิ    คือดูผิวเผินเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ครู    แต่ในระยะยาวเป็นการบั่นทอนวิชาชีพครู    และทำลายคุณภาพการศึกษาของประเทศ 

ข้อสังเกตที่มีคุณค่ายิ่งของ ดร. ทิศนา คือ รายงานผลงานวิจัยเสนอ (๑) ข้อค้นพบ  (๒) ข้อเสนอแนะ    แต่ยังขาด (๓) วิธีดำเนินการตามข้อเสนอแนะ และ (๔) การปลดล็อกที่หน่วยบริหารระบบ และที่กฎหมายและกฎระเบียบ  

ข้อสังเกตจากผู้เข้าร่วมประชุมท่านอื่นๆ ไปในทำนองเดียวกัน    คือต้องยกเครื่องระบบพัฒนาวิชาชีพครู   โดยผมตีความว่า เป็นการพัฒนาวิชาชีพครูเพื่อยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน

ผมจึงเกิดแนวความคิด และเสนอต่อที่ประชุมว่า ต้องช่วยกันออกแบบใช้กระบวนการพัฒนาสมรรถนะครูในโรงเรียนที่สมัครเป็นโรงเรียนนำร่อง    เพื่อพิสูจน์ว่า เมื่อโรงเรียนเอาใจใส่ จัดให้ครูเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะของตนเอง โดยเรียนจากการปฏิบัติงานของตนเอง    และเรียนรู้ร่วมกันกับเพื่อนครูอย่างมีเป้าหมาย (PLC)    โดยเป้าหมายคือการยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน ให้สูงขึ้นและครบด้านยิ่งขึ้น    ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนจะสูงขึ้น    และครูก็จะพัฒนาขึ้น  

   ใช้ TCSF เป็นตัวช่วยให้ครูเรียนรู้อย่างมีเป้าหมายยิ่งขึ้น    คือให้ครูเป็นผู้ใช้หลักของ TCSF    ไม่ใช่หน่วยประเมินครู    ซึ่งที่จริงกล่าวอย่างนี้ก็อาจจะผิด    เพราะจริงๆ แล้วควรใช้ TCSF เป็นแนวทางในการเลื่อนวิทยะฐานะครู    แต่ผมมีความเห็นว่า ระบบบริหารงานบุคคล ที่จัดแก่ครู ควรส่งเสริมให้ครูรู้วิธีเอา TCSF ไปใช้ในการพัฒนาตนเอง     ผ่านการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวัน    เพื่อให้การทำงานกับความก้าวหน้าในอาชีพการงานเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกัน   

รศ. ดร. ทิศนา แขมมณี ชี้ว่า การที่ครูขาดทักษะวิเคราะห์เนื้อหาวิชา (content analysis) เชิงลึก     และขาดทักษะการจัดกระบวนการ (process) เรียนรู้เชิงรุก (active learning)    ศิษย์จึงได้เรียนรู้แค่ระดับตื้น    เป็นข้อสังเกตที่ประเทืองปัญญายิ่งนักสำหรับผม    และเป็นการตอกย้ำว่า ครูต้องแม่นและลึกทั้งด้านเนื้อหา (content)  และด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ (pedagogy)    และครูที่เก่งต้องการการฝึกฝนยาวนาน    ผมเคยได้ยินคนพูดว่าต้องถึง ๑๐ ปี จึงจะเก่งจริง

จะเก่งจริงต้องรักวิชาชีพครู    และมีจิตวิญญาณความเป็นครู   

รศ. ดร. ดารณี อุทัยรัตนกิจ เล่าวิธีการที่ใช้พัฒนาสมรรถนะครูที่โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์    ว่าใช้วิธีให้ครูเข้าสังเกตการณ์วิธีสอนในชั้นเรียนของครูที่สอนเก่ง    นำมาตีความทำความเข้าใจหรือ reflection ร่วมกัน    การเรียนรู้ถ่ายทอดจากครู จากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร    จะเห็นว่า คิดเฉพาะสมรรถนะครูแบบแยกส่วนจะไม่ทำให้เกิดคุณภาพการศึกษา     ต้องเชื่อมสู่วัฒนธรรมองค์กรของโรงเรียน    และของระบบการศึกษาของประเทศด้วย     

รศ. ดร. พิณสุดา สิริธรังศรี ให้ความเห็นเรื่องการพัฒนาวิชาชีพครูว่า ต้องมองระบบคารูเป็นระบบย่อยในระบบใหญ่     และเมื่อพูดถึง “วิชาชีพ” ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบใหญ่ๆ ๔ ด้านคือ

  1. 1. การสนับสนุน   จากองค์กรต้นสังกัด    จากองค์กรวิชาชีพ   และจากเครือข่ายวิชาชีพ
  2. 2. ความเป็นอิสระ   ด้านการจัดการ    ด้านการจัดการเรียนรู้    และด้านการพัฒนาตนเอง
  3. 3. การวิจัยและนวัตกรรม    ได้แก่การวิจัยชั้นเรียน  วิจัยปฏิบัติการ    R&D onsite,  learning innovation
  4. 4. ธรรมาภิบาล    ความรับผิดชอบ  โปร่งใส   มีส่วนร่วม   และคุณธรรมจริยธรรม

 ท่านเสนอว่าในข้อเสนอของผลงานวิจัยยังขาดสมรรถนะด้านการวิจัยและพัฒนา     แนะนำให้เขียนสมรรถนะให้กระชับเป็นหมวด    และมีคู่มือแนะนำวิธีใช้ในระดับตัวครู   โรงเรียน  พื้นที่  และ กสศ. 

รศ. ดร. ธันยวิช วิเชียรพันธ์ ให้ความเห็นเชิงปฏิบัติ  จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสครูในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง    มีความเห็นว่าครูไทยควรได้รับการพัฒนาด้าน

  • การคุ้มครองความปลอดภัยแก่เด็ก
  • ทักษะในการจัดการเรียนร่วมแก่เด็ก LD    และเด็กที่เรียนในห้องเรียนปกติไม่ได้
  • การพัฒนาด้านในแก่เด็ก    และแก่ตัวครูเอง    เช่น การมีสติ,  self-esteem
  • การประเมิน แบบ formative assessment, authentic assessment, curriculum-embedded assessment 
  • ทักษะการตั้งคำถาม      

ดร. นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร ให้ความเห็นว่า  ควรทำเป็นกรอบภาพใหญ่ ให้โรงเรียนและครูนำไปใส่รายละเอียดเอง    ส่วนรายละเอียดตามผลการวิจัยให้เป็นภาคผนวกสำหรับปรับใช้ตามความเหมาะสม    และเพิ่มเติมสมรรถนะครูว่า ต้องสมารถจัด personalized learning ได้    และการพัฒนาครูต้องเน้นที่ self-directed learning, เน้นการเรียนของผู้ใหญ่    หัวใจคือครูต้องอยากพัฒนาตนเอง    วิธีคิดง่ายๆ เรื่องสมรรถนะครูคือ ต้องการให้เด็กมีสมรรถนะอะไร ครูต้องมีสมรรถนะเหล่านั้น

ท่านเล่าว่า ไปถามนักเรียนว่าต้องการครูแบบไหน    ได้คำตอบซื่อๆ ว่า

  • ไม่ด่า
  • สอนสนุก
  • ไม่สอนมาก  ให้เด็กได้ทำ    ซึ่งหมายความว่า ครูต้องเป็น facilitator  

รศ. ดร. ดารณี ประธานที่ประชุมกล่าวปิดว่า  ต้องแยกแยะระหว่างรายละเอียดกับสมรรถนะจำเป็น    และตอนประยุกต์ใช้ต้องเป็น school-based management   

ผมขอย้ำคำกล่าวของ รศ. ดร. ดารณีว่า  การพัฒนาครูต้องเน้น school-based management

วิจารณ์ พานิช

๘ ก.ค. ๖๓


   

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)