ชีวิตที่พอเพียง ๓๙๒๖. ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (๘๖) เข้าใจความจริงผ่านมุมมองที่ตรงกันข้าม : ข้อเรียนรู้สำหรับครู

บันทึกที่ ๑

บันทึกที่ ๒

บันทึกที่ ๓

บันทึกที่ ๔

บันทึกที่ ๕

บันทึกที่ ๖

บันทึกที่ ๗

บันทึกที่ ๘

บันทึกที่ ๙

บันทึกที่ ๑๐

บันทึกที่ ๑๑

บันทึกที่ ๑๒

บันทึกที่ ๑๓

บันทึกที่ ๑๔

บันทึกที่ ๑๕

บันทึกที่ ๑๖

บันทึกที่ ๑๗

บันทึกที่ ๑๘

บันทึกที่ ๑๙

บันทึกที่ ๒๐

บันทึกที่ ๒๑

บันทึกที่ ๒๒

บันทึกที่ ๒๓

บันทึกที่ ๒๔

บันทึกที่ ๒๕

บันทึกที่ ๒๖

บันทึกที่ ๒๗

บันทึกที่ ๒๘

บันทึกที่ ๒๙

บันทึกที่ ๓๐

บันทึกที่ ๓๑

บันทึกที่ ๓๒

บันทึกที่ ๓๓

บันทึกที่ ๓๔

บันทึกที่ ๓๕

บันทึกที่ ๓๖

บันทึกที่ ๓๗

บันทึกที่ ๓๘

บันทึกที่ ๓๙

บันทึกที่ ๔๐

บันทึกที่ ๔๑

บันทึกที่ ๔๒

บันทึกที่ ๔๓

บันทึกที่ ๔๔

บันทึกที่ ๔๕

บันทึกที่ ๔๖

บันทึกที่ ๔๗

บันทึกที่ ๔๘

บันทึกที่ ๔๙

บันทึกที่ ๕๐

บันทึกที่ ๕๑

บันทึกที่ ๕๒

บันทึกที่ ๕๓

บันทึกที่ ๕๔

บันทึกที่ ๕๕

บันทึกที่ ๕๖

บันทึกที่ ๕๗

บันทึกที่ ๕๘

บันทึกที่ ๕๙

บันทึกที่ ๖๐

บันทึกที่ ๖๑

บันทึกที่ ๖๒

บันทึกที่ ๖๓

บันทึกที่ ๖๔

บันทึกที่ ๖๕

บันทึกที่ ๖๖

บันทึกที่ ๖๗

บันทึกที่ ๖๘

บันทึกที่ ๖๙

บันทึกที่ ๗๐

บันทึกที่ ๗๑

บันทึกที่ ๗๒

บันทึกที่ ๗๓

บันทึกที่ ๗๔

บันทึกที่ ๗๕

บันทึกที่ ๗๖

บันทึกที่ ๗๗

บันทึกที่ ๗๘

บันทึกที่ ๗๙

บันทึกที่ ๘๐

บันทึกที่ ๘๑

บันทึกที่ ๘๒

บันทึกที่ ๘๓

บันทึกที่ ­๘๔

บันทึกที่ ๘๕

บทความเรื่อง The Mind-Expanding Power of Complementarity (1) ใน Scientific American  เขียนโดย Frank Wilczek ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์แห่ง เอ็มไอที ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ปี 2004  จากทฤษฎี strong force    บอกเราว่า สิ่งที่มนุษย์คิดว่าเป็น “ความจริง” เกี่ยวกับโลกทางกายภาพนั้น เป็นสมมติ    ไม่ใช่ความจริงแท้    มนุษยชาติที่ชัดเจนว่ามีความเก่งฉกาจเหลือหลายนั้น    มีข้อจำกัดมากมายในการเข้าถึง “ความจริง” แท้   

หากเราต้องการเข้าใจ “ความจริง” เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราต้องเห็นคุณค่าของ “พลังเสริม” (complementarity) ของมุมมองที่เป็นขั้วตรงกันข้าม    ซึ่งต่างก็เป็นการตีความ และเป็นสมมติ ทั้งสิ้น  

มุมมองที่แตกต่าง เป็นโอกาส  ไม่ใช่ปัญหา    เมื่อเราต้องการใช้เพื่อการเรียนรู้    ไม่ใช่เพื่อเอาชนะกัน   

ผมลากเข้าหา “การเรียนรู้” หรือ “การศึกษา” ว่าเราต้องฝึกเยาวชนของเราให้มีสมรรถนะในการอยู่กับสภาพที่มีคนมองเรื่องใดเรื่องหนึ่งแตกต่างกันในระดับขั้วตรงกันข้าม    เอามาเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้     ไม่หลงมองเป็นความขัดแย้ง และนำไปสู่การทะเลาะวิวาท    

เมื่อใดครูเห็นอาการของศิษย์ ที่มองเรื่องใดเรื่องหนึ่งแตกต่างกัน    ครูพึงบอกตัวเองว่า กำลังพบขุมทองเพื่อการเรียนรู้ระดับลึกเข้าแล้ว     และต้องใช้ประโยชน์ในการชักชวนศิษย์ให้ทำความเข้าใจคุณค่าของการมองต่างนั้น    ครูในศตวรรษที่ ๒๑ ต้องมีทักษะนี้

พูดง่าย แต่ทำยากนะครับ    เพราะครูก็เป็นปุถุชน    และตกอยู่ใต้ความครอบงำของวาทกรรมทางการเมือง ทางการตลาด และทางประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อ    ว่าของข้าดี ของคนอื่นสู้ไม่ได้    เราตกอยู่ใต้อำนาจของการมองสิ่งต่างๆ เป็นขั้วตรงกันข้าม  เป็นถูก-ผิด  แพ้-ชนะ    ไม่มองว่าเป็นทางผ่านสู่ความเข้าใจสาระที่ยิ่งใหญ่กว่า       

โออีซีดี เสนอ “เข็มทิศชี้ทางการเรียนรู้ ๒๕๗๓” (OECD Learning Compass 2030) บอกว่าการเรียนรู้ต้องอยู่ในดินแดนของความไม่ชัดเจนไม่แน่นอน มีความตึงเครียดจากความเห็นต่าง  และมีความเข้าใจต่างกันระดับขั้วตรงกันข้าม (๒)    เพื่อบรรลุเป้าหมายสร้างพลเมือง (พลโลก) ที่จะร่วมกันสร้างสังคมที่สมาชิกมีสุขภาวะ (well-being) ร่วมกัน     

มนุษย์ที่จะมีความสุขในโลกปัจจุบันและอนาคตต้องเป็นคนใจกว้าง ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง     การศึกษาต้องมุ่งสร้างคนที่มีคุณลักษณะนี้     แต่ใจกว้างอย่างเดียวไม่พอ ต้องฉลาดด้วย    ในที่นี้คือฉลาดเชื่อมโยงสองขั้วตรงกันข้ามของสิ่งเดียวกัน เข้าสู่ความหมายหรือความเข้าใจ (การตีความ) ใหม่   

 ผมเชื่อว่า ครูที่จัดการเรียนการสอนในตระกูล inquiry-based learning  หรือ research-based learning (รวมทั้ง project-based learning, problem-based learning) จะพบเหตุการณ์ที่นักเรียนตีความปรากฏการณ์เดียวกันไปในทางตรงกันข้าม    และเมื่อรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน นำไปสู่ความเข้าใจใหม่ที่ลึกซึ้งหรือเชื่อมโยงกว่าเดิม    ผมอยากให้เอามาแชร์กัน    จะเกิดการเรียนรู้ที่สูงมากในการทำหน้าที่ครู  และนี่คือ PLC ในรูปแบบหนึ่ง ที่จะมีพลังสูงมาก  

ผมเดาว่า ครูที่เอาเหตุการณ์ที่นักเรียนตีความประสบการณ์หนึ่งเป็นสองขั้วตรงกันข้าม มาใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้ได้ ครูต้องใช้ เวที “สานเสวนา” หรือ “สุนทรียสนทนา” (dialogue) เป็น    โดยครูทำหน้าที่ “กระบวนกร” (facilitator) ให้นักเรียนรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน   ไม่เน้นถูกผิด แต่เน้นทำความเข้าใจเพื่อเรียนรู้สำหรับเอาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตข้างหน้าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ จะพบความขัดแย้งที่รุนแรงกว่านี้เป็นร้อยเป็นพันเท่า    โดยให้ฝ่ายหนึ่งอธิบายว่าเขาเห็นอะไรในเหตุการณ์นั้น    และใช้หลักการหรือทฤษฎีอะไรตีความ ออกมาเป็นความเห็นของเขา  โดยฝ่ายเห็นต่างไม่เถียงแต่รับฟัง     แล้วสลับข้างกัน ให้อีกฝ่ายหนึ่งอธิบายในลักษณะเดียวกัน 

ครูตั้งคำถามต่อว่า ฟังสองฝ่ายแล้ว มีข้อเรียนรู้อะไรบ้าง    นี่คือคำถามเพื่อหา complementarity (พลังเสริม) ระหว่างความเห็นต่าง    ที่นำไปสู่ปัญญาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เชื่อมโยงยิ่งขึ้น

หากนักเรียนยังนึกบางประเด็นไม่ออก ครูอาจตั้งคำถามว่า นักเรียนเคยรู้เรื่อง ... ไหม    ใครรู้ลองอธิบายให้เพื่อนฟัง    หากไม่มีใครรู้แบ่งทีมกันไปค้นคว้าดีไหม    แล้วเอามานำเสนอในชั้น    เพื่อนักเรียนทั้งชั้นจะได้เข้าใจปรากฏการณ์ที่ความเห็นไม่ตรงกันให้ลึกซึ้งขึ้น หรือยกระดับขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง     โดยครูเตือนนักเรียนว่า ต่อไปข้างหน้าจะเผชิญความเห็นต่างเป็นขั้วตรงกันข้ามที่รุนแรงกว่านี้อีก    นักเรียนต้องรู้จักนำมันมาใช้ประโยชน์ในชีวิต    

นี่คือ “ชาลาการเรียนรู้” (learning platform) ที่แฝงสภาพความซับซ้อน (complexity) ของสรรพสิ่งเข้าไว้ในกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน    เป็นการวางฐานกระบวนทัศน์ว่าเรื่องราวต่างๆ มีความซับซ้อน มีเหตุปัจจัยมากมายหลากหลาย    และมีความเคลื่อนไหว มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน    มีความไม่แน่นอนอยู่ภายใน     รากฐานกระบวนทัศน์แบบนี้แหละ ที่มนุษย์ในปัจจุบันและอนาคตต้องการเพื่อการมีชีวิตที่ดีในสังคมและในโลก  

เท่ากับเป็น “ชาลาการเรียนรู้” ที่สร้างความเป็นคนใจกว้าง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น  และเห็นคุณค่าของการทำประโยชน์ส่วนรวม  โดยไม่รู้ตัว    ที่เป็นเส้นแห่งการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และในโลก           

วิจารณ์ พานิช

๗ มี.ค. ๖๔


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)