รศ. ดร. เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ของคุรุสภา (๑) เชิญผมไปร่วมเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการ ผมเข้าร่วมครั้งแรกเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๔ เป็นการประชุมที่เปิดหูเปิดตาและกระตุ้นการตั้งคำถามมาก
เป็นโอกาสเข้าไปเรียนรู้กลไกทางการของระบบการศึกษาไทย
จึงได้รู้จัก พรบ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ (๒) โดยหน้าที่ของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพอยู่ในมาตรา ๒๕ มี ๗ ข้อ
คำถามแรกสำหรับผมคือ กลไกของ พรบ. นี้ และการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้มีคุณและโทษต่อคุณภาพการศึกษาไทยอย่างไร นี่คือโจทย์ของการวิจัยเชิงระบบ ... ระบบการศึกษา หรืออาจตั้งคำถามวิจัยให้มีท่าทีเชิงบวกได้ว่า การประยุกต์ใช้ พรบ. และการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้แบบไหน ที่จะช่วยสร้าง enabling environment ต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย
กลับมาที่หน้าที่ ๗ ข้อ ผมติดใจข้อ ๔ “ส่งเสริม ยกย่อง และพัฒนาวิชาชีพไปสู่ความเป็นเลิศในสาขาต่างๆ ตามที่กำหนดในข้อบังคับของคุรุสภา” โฟกัสที่การส่งเสริมความเป็นเลิศของครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงนำไปสู่โจทย์วิจัยข้อ ๒ กลไกสู่ความเป็นเลิศในการทำหน้าที่ครูที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นอย่างไร ควรเพิ่มเติมตรงไหนบ้าง
บ่ายวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๔ คือก่อนการประชุมนี้หนึ่งวัน ผมเข้าประชุม Online PLC Coaching จัดโดยมูลนิธิสยามกัมมาจล สนับสนุนโดย กสศ. ที่จัดเดือนละ ๒ ครั้ง มาจนเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม เป็นครั้งที่ ๙ ค่อยๆ เห็นพลังส่งเสริมการเรียนรู้ในการทำหน้าที่ครูในศตวรรษที่ ๒๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบ active learning และผมคิดว่าเราน่าจะได้ค้นพบ learning platform เพื่อพัฒนาครูประจำการที่ได้ผลแท้จริง ดีกว่าการพัฒนาโดยจ่ายเงินให้ครูไปเข้ารับการอบรม อย่างที่ดำเนินการอยู่ ดูวิดีทัศน์ส่วนหนึ่งของกิจกรรม Online PLC Coaching ครั้งที่ ๑ ได้ที่ (๓) (๔) ครั้งที่ ๘ ที่ (๕)
จึงเข้าสู่โจทย์วิจัยที่ ๓ โมเดลการพัฒนาครูประจำการที่ได้ผลแท้จริงควรเป็นอย่างไร
หากยึดหลักว่า วิชาชีพทางการศึกษา จะมีมาตรฐานสูงต่อเมื่อ deliver ภารกิจที่ก่อผลดีต่อคุณภาพของผู้เรียน นี่คือวิธีมองมาตรฐานจาก outcome/impact ก็มีคำถามว่า มาตรฐานที่ใช้อยู่ ก่อผลดีต่อการศึกษาไทยจริงหรือ ทำไมคุณภาพการศึกษาของเราจึงสาละวันเตี้ยลงเรื่อยๆ ในช่วง ๒๐ ปี วิธีจัดการมาตรฐานวิชาชีพที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีส่วนเป็น part of the solution หรือเปล่า หรือเป็นเพียง part of the problem
นี่คือ การสะท้อนคิดเพื่อทำตัวเป็นนักเรียนรู้ โดยใช้ double-loop learning หรือ triple-loop learning โมเดล เรียนรู้จากการทำงานจริง เอาผลงานมาเป็นข้อมูลป้อนกลับ (feedback) เพื่อการเรียนรู้และปรับตัว ซึ่งในกรณีนี้คือมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา
ผมเกิดความคิดว่า หากสนับสนุนการวิจัยระบบ ตามตัวอย่างโจทย์ข้างบน เอาผลการวิจัยมาทำกระบวนการ DE (๔) กับ stakeholders ที่เป็นกรรมการชุดนี้ ให้กรรมการตีความข้อค้นพบ น่าจะนำไปสู่การปฏิรูปของระบบการศึกษาได้
วิจารณ์ พานิช
๖ มี.ค. ๖๔