วิพากษ์ยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙) ๘๑. โครงการวิจัย Spearhead ด้านบริการสุขภาพฉุกเฉิน

ตอนที่ ๑

ตอนที่ ๒

ตอนที่ ๓

ตอนที่ ๔

ตอนที่ ๕

ตอนที่ ๖

ตอนที่ ๗

ตอนที่ ๘

ตอนที่ ๙

ตอนที่ ๑๐

ตอนที่ ๑๑

ตอนที่ ๑๒

ตอนที่ ๑๓

ตอนที่ ๑๔

ตอนที่ ๑๕

ตอนที่ ๑๖

ตอนที่ ๑๗

ตอนที่ ๑๘

ตอนที่ ๑๙

ตอนที่ ๒๐

ตอนที่ ๒๑

ตอนที่ ๒๒

ตอนที่ ๒๓

ตอนที่ ๒๔

ตอนที่ ๒๕

ตอนที่ ๒๖

ตอนที่ ๒๗

ตอนที่ ๒๘

ตอนที่ ๒๙

ตอนที่ ๓๐

ตอนที่ ๓๑

ตอนที่ ๓๒

ตอนที่ ๓๓

ตอนที่ ๓๔

ตอนที่ ๓๕

ตอนที่ ๓๖

ตอนที่ ๓๗

ตอนที่ ๓๘

ตอนที่ ๓๙

ตอนที่ ๔๐

ตอนที่ ๔๑

ตอนที่ ๔๒

ตอนที่ ๔๓

ตอนที่ ๔๔

ตอนที่ ๔๕

ตอนที่ ๔๖

ตอนที่ ๔๗

ตอนที่ ๔๘

ตอนที่ ๔๙

ตอนที่ ๕๐

ตอนที่ ๕๑

ตอนที่ ๕๒

ตอนที่ ๕๓

ตอนที่ ๕๔

ตอนที่ ๕๕

ตอนที่ ๕๖

ตอนที่ ๔๗

ตอนที่ ๕๘

ตอนที่ ๕๙

ตอนที่ ๖๐

ตอนที่ ๖๑

ตอนที่ ๖๒

ตอนที่ ๖๓

ตอนที่ ๖๔

ตอนที่ ๖๕

ตอนที่ ๖๖

ตอนที่ ๖๗

ตอนที่ ๖๘

ตอนที่ ๖๙

ตอนที่ ๗๐

ตอนที่ ๗๑

ตอนที่ ๗๒

ตอนที่ ๗๓

ตอนที่ ๗๔

ตอนที่ ๗๕

ตอนที่ ๗๖

ตอนที่ ๗๗

ตอนที่ ๗๘

ตอนที่ ๗๙

ตอนที่ ๘๐

เช้าวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๓ ผมเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทาง โครงการวิจัยการพัฒนาระบบบริการเพื่อการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร   ซึ่งเป็นโครงการวิจัยในยุทธศาสตร์การสนับสนุนทุนวิจัยแบบ Spearhead (กำหนดยุทธศาสตร์เป้าหมายตามยุทศาสตร์การพัฒนาประเทศ   จัดสรรทุนแบบ block grant และ multi-year)  ที่ผมบันทึกไว้ที่ (๑)    

อ่านรายงานความก้าวหน้าของโครงการนี้แล้ว    ผมคิดว่า นี่คือตัวอย่างของโครงการที่ดำเนินการได้ผลดี เป็นตัวอย่างได้   

ผมตีความว่า ในกรณีนี้ ปัจจัยหลักของความสำเร็จคือความสามารถของ Program Chair คือ ศ. เกียรติคุณ ดร. นพ. สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์  คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มช.   จึงต้องชม วช. ที่เลือกผู้นำของโปรแกรมได้ถูกต้อง   

ศ. นพ. สุวัฒน์ ออกแบบยุทธศาสตร์ของโครงการเป็น ๕ ยุทธศาสตร์ ที่ครอบคลุมกิจการบริการสุขภาพฉุกเฉิน อย่างครบถ้วนคือ

ยุทธศาสตร์ที่ ๑  พัฒนาระบบการจัดการและการใช้ประโยชน์ระบบข้อมูลสารสนเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ ๒  พัฒนาคุณภาพ (มาตรฐาน) ของ ECS (Emergency Care Services – Pre-hospital, In-hospital, และ Inter-hospital)

ยุทธศาสตร์ที่ ๓  ระบบการดูแลต่อเนื่อง หลังการดูแลฉุกเฉิน

ยุทธศาสตร์ที่ ๔  พัฒนา public awareness ในประชาชนและกลุ่มเสี่ยง

ยุทธศาสตร์ที่ ๕  พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม  

การประชุมวันนี้มีผู้ทำงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉินเข้าร่วมประชุมครบครัน    เช่นเดียวกับการประชุมครั้งที่แล้วเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๓ ที่โรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งผมไม่ได้เข้าร่วม    แต่เมื่ออ่านรายงานการประชุมก็เดาได้ว่า โครงการนี้จะดำเนินไปได้ดี 

เมื่อได้ฟังรายงานความก้าวหน้าของกิจกรรมปีแรก ก็เห็นชัดเจนว่า ใยนระยะยาวโครงการนี้จะช่วยสร้างนวัตกรรมให้แก่ระบบบริการสุขภาพฉุกเฉินของประเทศ    โดยที่ผลกระทบโดยตรงของโครงการคือการพัฒนาระบบในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่   เชื่อมโยงชิ้นส่วนของระบบที่อยู่แยกๆ กันเข้าด้วยกัน    โดยเครื่องมือสำคัญคือระบบข้อมูลและสารสนเทศ ที่ดำเนินการนำร่องโดยโรงพยาบาลนครพิงค์  และโรงพยาบาลสันทราย   

ผมชี้ให้เห็นว่า โครงการนี้เป็นงานวิจัยและนวัตกรรมเชิงระบบ ที่ดำเนินการในลักษณะ bottom-up    และดำเนินการโดยคนในระบบสุขภาพเอง    ที่จะต้องหากลไกเชื่อมโยงกับมาตรการพัฒนาระบบบริการสุขภาพฉุกเฉินของประเทศที่ดำเนินการแบบ top-down   โดยกลไกหนึ่งมาจากการจัดการงานวิจัยเอง    ที่ต้องมีการรายงานผลลัพธ์และผลกระทบ นำไปเข้าคณะกรรมการชุดสำคัญๆ ของประเทศ ด้าน อววน.   รวมทั้งมีการจัดประชุมใหญ่ประจำปี   เชิญผู้เข้าประชุมจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม   

มีคนชี้ว่า ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่ประชาชนผู้ใช้บริการ    ทำให้ผมเสนอให้ วช. จัดทีม DE – Developmental Evaluation ทำงานตีคู่ไปกับงานของ โปรแกรม   

ผมชี้ว่า นี่คือตัวอย่างความสำเร็จของโครงการใน Spearhead Program  ที่คิดวิธีการให้ทุนวิจัยแบบใหม่    ที่ให้น้ำหนักแก่กิจกรรมวิจัยที่สนองเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาประเทศ ซึ่งเมื่อเห็นผลงานในปีแรกว่าทำได้ดี ควรให้ทุน multi-year ไปเลย    แต่ต้องมีรายงานผลที่น่าพอใจจึงจะอนุมัติเงินงวดต่อไป    ซึ่งเรื่องนี้ ผอ. สวช. คือ ศ. นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ก็รับคำ 

งานด้านบริการสุขภาพฉุกเฉิน ก็เหมือนกับกิจกรรมที่ซับซ้อนอื่นๆ    ที่มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่หรือรับผิดชอบเฉพาะส่วนมากมาย    และไม่มีกลไกเชื่อมประสานเข้าด้วยกัน    เราหวังกันว่า โปรแกรมวิจัยและนวัตกรรมนี้ น่าจะช่วยเป็นกลไกบูรณาการส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน    เกิดการวิวัฒนาการภาพใหญ่เชิงระบบ    ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์

ในระหว่างดำเนินการโปรแกรมนี้  ได้เกิดวิกฤติโควิด ๑๙ พอดี    เป็นเรื่องฉุกเฉินให้ทางโปรแกรมได้เข้าไปสนับสนุน   ทำให้เกิดผลงานที่ใช้ประโยชน์ได้จริง      

หลังฟังการประชุม ผมลองค้น พรบ. การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๑ และเข้าไปอ่านสาระสำคัญ    อ่านแล้วมีความเห็นว่า ควรมีการแก้ไข พรบ. นี้    ซึ่งผลการวิจัยตามโปรแกรมนี้น่าจะช่วยให้ข้อเสนอแนะได้ว่า     หน่วยงานส่งเสริมสนับสนุนบริการสุขภาพฉุกเฉินควรทำงานในลักษณะใด    และจะต้องมีทรัพยากรสำหรับใช้ทำงานอย่างไร     

ผมมีความสุข ที่ได้มีส่วนเล็กๆ ในการผลักดันพัฒนาการของระบบการจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ  

วิจารณ์ พานิช           

๑๕ มิ.ย. ๖๓ 

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                           

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)