เช้าวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๓ ผมเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทาง โครงการวิจัยการพัฒนาระบบบริการเพื่อการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร ซึ่งเป็นโครงการวิจัยในยุทธศาสตร์การสนับสนุนทุนวิจัยแบบ Spearhead (กำหนดยุทธศาสตร์เป้าหมายตามยุทศาสตร์การพัฒนาประเทศ จัดสรรทุนแบบ block grant และ multi-year) ที่ผมบันทึกไว้ที่ (๑)
อ่านรายงานความก้าวหน้าของโครงการนี้แล้ว ผมคิดว่า นี่คือตัวอย่างของโครงการที่ดำเนินการได้ผลดี เป็นตัวอย่างได้
ผมตีความว่า ในกรณีนี้ ปัจจัยหลักของความสำเร็จคือความสามารถของ Program Chair คือ ศ. เกียรติคุณ ดร. นพ. สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มช. จึงต้องชม วช. ที่เลือกผู้นำของโปรแกรมได้ถูกต้อง
ศ. นพ. สุวัฒน์ ออกแบบยุทธศาสตร์ของโครงการเป็น ๕ ยุทธศาสตร์ ที่ครอบคลุมกิจการบริการสุขภาพฉุกเฉิน อย่างครบถ้วนคือ
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ พัฒนาระบบการจัดการและการใช้ประโยชน์ระบบข้อมูลสารสนเทศ
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ พัฒนาคุณภาพ (มาตรฐาน) ของ ECS (Emergency Care Services – Pre-hospital, In-hospital, และ Inter-hospital)
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ระบบการดูแลต่อเนื่อง หลังการดูแลฉุกเฉิน
ยุทธศาสตร์ที่ ๔ พัฒนา public awareness ในประชาชนและกลุ่มเสี่ยง
ยุทธศาสตร์ที่ ๕ พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม
การประชุมวันนี้มีผู้ทำงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉินเข้าร่วมประชุมครบครัน เช่นเดียวกับการประชุมครั้งที่แล้วเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๓ ที่โรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งผมไม่ได้เข้าร่วม แต่เมื่ออ่านรายงานการประชุมก็เดาได้ว่า โครงการนี้จะดำเนินไปได้ดี
เมื่อได้ฟังรายงานความก้าวหน้าของกิจกรรมปีแรก ก็เห็นชัดเจนว่า ใยนระยะยาวโครงการนี้จะช่วยสร้างนวัตกรรมให้แก่ระบบบริการสุขภาพฉุกเฉินของประเทศ โดยที่ผลกระทบโดยตรงของโครงการคือการพัฒนาระบบในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชื่อมโยงชิ้นส่วนของระบบที่อยู่แยกๆ กันเข้าด้วยกัน โดยเครื่องมือสำคัญคือระบบข้อมูลและสารสนเทศ ที่ดำเนินการนำร่องโดยโรงพยาบาลนครพิงค์ และโรงพยาบาลสันทราย
ผมชี้ให้เห็นว่า โครงการนี้เป็นงานวิจัยและนวัตกรรมเชิงระบบ ที่ดำเนินการในลักษณะ bottom-up และดำเนินการโดยคนในระบบสุขภาพเอง ที่จะต้องหากลไกเชื่อมโยงกับมาตรการพัฒนาระบบบริการสุขภาพฉุกเฉินของประเทศที่ดำเนินการแบบ top-down โดยกลไกหนึ่งมาจากการจัดการงานวิจัยเอง ที่ต้องมีการรายงานผลลัพธ์และผลกระทบ นำไปเข้าคณะกรรมการชุดสำคัญๆ ของประเทศ ด้าน อววน. รวมทั้งมีการจัดประชุมใหญ่ประจำปี เชิญผู้เข้าประชุมจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
มีคนชี้ว่า ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่ประชาชนผู้ใช้บริการ ทำให้ผมเสนอให้ วช. จัดทีม DE – Developmental Evaluation ทำงานตีคู่ไปกับงานของ โปรแกรม
ผมชี้ว่า นี่คือตัวอย่างความสำเร็จของโครงการใน Spearhead Program ที่คิดวิธีการให้ทุนวิจัยแบบใหม่ ที่ให้น้ำหนักแก่กิจกรรมวิจัยที่สนองเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาประเทศ ซึ่งเมื่อเห็นผลงานในปีแรกว่าทำได้ดี ควรให้ทุน multi-year ไปเลย แต่ต้องมีรายงานผลที่น่าพอใจจึงจะอนุมัติเงินงวดต่อไป ซึ่งเรื่องนี้ ผอ. สวช. คือ ศ. นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ก็รับคำ
งานด้านบริการสุขภาพฉุกเฉิน ก็เหมือนกับกิจกรรมที่ซับซ้อนอื่นๆ ที่มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่หรือรับผิดชอบเฉพาะส่วนมากมาย และไม่มีกลไกเชื่อมประสานเข้าด้วยกัน เราหวังกันว่า โปรแกรมวิจัยและนวัตกรรมนี้ น่าจะช่วยเป็นกลไกบูรณาการส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน เกิดการวิวัฒนาการภาพใหญ่เชิงระบบ ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์
ในระหว่างดำเนินการโปรแกรมนี้ ได้เกิดวิกฤติโควิด ๑๙ พอดี เป็นเรื่องฉุกเฉินให้ทางโปรแกรมได้เข้าไปสนับสนุน ทำให้เกิดผลงานที่ใช้ประโยชน์ได้จริง
หลังฟังการประชุม ผมลองค้น พรบ. การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๑ และเข้าไปอ่านสาระสำคัญ อ่านแล้วมีความเห็นว่า ควรมีการแก้ไข พรบ. นี้ ซึ่งผลการวิจัยตามโปรแกรมนี้น่าจะช่วยให้ข้อเสนอแนะได้ว่า หน่วยงานส่งเสริมสนับสนุนบริการสุขภาพฉุกเฉินควรทำงานในลักษณะใด และจะต้องมีทรัพยากรสำหรับใช้ทำงานอย่างไร
ผมมีความสุข ที่ได้มีส่วนเล็กๆ ในการผลักดันพัฒนาการของระบบการจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ
วิจารณ์ พานิช
๑๕ มิ.ย. ๖๓