วิพากษ์ยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙) : 39. New Platform, New Pathway

ตอนที่ ๑       ตอนที่ ๒       ตอนที่ ๓       ตอนที่ ๔      ตอนที่ ๕  

ตอนที่ ๖      ตอนที่ ๗       ตอนที่ ๘       ตอนที่ ๙      ตอนที่ ๑๐  

ตอนที่ ๑๑      ตอนที่ ๑๒      ตอนที่ ๑๓       ตอนที่ ๑๔       ตอนที่ ๑๕  

ตอนที่ ๑๖      ตอนที่ ๑๗      ตอนที่ ๑๘       ตอนที่ ๑๙     ตอนที่ ๒๐   

ตอนที่ ๒๑     ตอนที่ ๒๒    ตอนที่ ๒๓      ตอนที่ ๒๔      ตอนที่ ๒๕  

ตอนที่ ๒๖     ตอนที่ ๒๗    ตอนที่ ๒๘    ตอนที่ ๒๙    ตอนที่ ๓๐ 

ตอนที่ ๓๑     ตอนที่ ๓๒     ตอนที่ ๓๓   ตอนที่ ๓๔     ตอนที่ ๓๕

ตอนที่ ๓๖       ตอนที่ ๓๗     ตอนที่ ๓๘

Innovation ของระบบวิจัย

นพ. วิพุธ พูลเจริญ อดีตผู้อำนวยการ สวรส.  ซึ่งเวลานี้ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการวิจัยระบบ    เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย    รับทำงานวิจัยให้แก่ สวรส. เรื่อง รูปแบบ โครงสร้าง ของระบบวิจัยทางคลินิก   เน้นให้เกิดนวัตกรรมทางสุขภาพ    มาขอสัมภาษณ์ผม เช้าวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๒    โดยก่อนหน้านั้น ๑ วัน ได้ส่งเอกสาร Research Pathway (1) (  ที่มุ่งเสนอ systems innovation ของระบบวิจัย     โปรดอ่าน “ประเด็นที่ขอคำปรึกษาและเสนอแนะ” ที่ ๗ บรรทัดสุดท้ายของเอกสาร     จะเห็นความเป็นมืออาชีพของทีมวิจัยนี้  

ผมบันทึกเสียงการสนทนา (มากกว่าสัมภาษณ์) กลับมาฟังใหม่ที่บ้าน     รู้สึกว่าคุณหมอวิพุธมุ่งใช้ความเห็นของผมในการสนับสนุน แย้ง หรือเพิ่มเติมแนวคิดและ “ชาลาใหม่” (new platform) ของระบบวิจัยที่ท่านเสนออย่างล้ำลึก ซับซ้อน และคุณภาพสูง      

การสนทนาโยงไปสู่การมีกระทรวงใหม่คือ อว.    คุณหมอวิพุธกล่าวว่า กระทรวงนี้ต้องดำเนินการเอื้อให้การวิจัยขับเคลื่อนงานของทุกภาคส่วน ทุกกระทรวง     ในลักษณะที่หนุนการสร้าง นวัตกรรม ในภาคส่วนเหล่านั้น    เป้าหมายของกระทรวง อว. คือ ขับเคลื่อนการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงของทั้งประเทศ    ต้องทำงานกับทุกภาคส่วนของประเทศ    ไม่ใช่ทำงานอยู่ในวงแคบๆ ของกระทรวง อว. เท่านั้น  

รวมทั้งต้องทำงานใน “นวชาลา” (new platform)  และ “นววิถี” (new pathway)    ซึ่งผมให้ความเห็นว่า ยุทธศาสตร์  “นวชาลา” (new platform)  และ “นววิถี” (new pathway) เป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องอย่างแน่นอน     แต่ผมคิดว่า เราไม่รู้ว่า “นวชาลา” (new platform)  และ “นววิถี” (new pathway) ที่ถูกต้อง หรือที่ใช้ได้ผล เป็นอย่างไร

จึงต้องมียุทธศาสตร์การทำงานแบบ ทำไปเรียนรู้ไป (เหมือนอย่างที่ผมใช้ในการบริหาร สกว. ระหว่างปี ๒๕๓๖ – ๒๕๔๔)    สมัยนี้ผมเรียกว่า ทำงานแบบมี learning loop   แบบที่เรียกว่า double learning loop    คือต้องมีระบบข้อมูลที่ดี    สำหรับนำมาใช้ทบทวนผลงานและวิธีทำงาน  รวมทั้งทบทวนการกำหนดนโยบายหรือเป้าหมายงาน   

“นวชาลา” (new platform)  และ “นววิถี” (new pathway) ของระบบวิจัย จึงต้องมีลักษณะเป็น สิกขาชาลา (learning platform)  และ สิกขาวิถี (learning pathway) อยู่ในตัว   

พูด (เขียน) ง่าย    แต่ตอนทำต้องตีความบริบทแวดล้อมให้แตก    เพราะบริบทแวดล้อมมัน VUCA     เต็มไปด้วยมายา     โดยเฉพาะมายาความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตำแหน่งและความก้าวหน้าส่วนตัวเหนือผลประโยชน์ส่วนรวม    มายาที่เน้นทำเพื่อผลงานระยะสั้น  ละเลยผลงานระยะยาว   

 คุณหมอวิพุธ ตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างของ กอวช. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน    มีรัฐมนตรีมากมายเป็นกรรมการ น่าจะไม่มีพลัง    ข้อสังเกตนี้ตรงกับความเห็นของ อ. หมอประเวศ ที่คุยกับท่าน รมต. สุวิทย์ เมื่อเช้าวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๒ ที่โรงแรมสุโกศล

ผมให้ความเห็นว่า จริงๆ แล้ว ความสำเร็จของกระทรวง อว. จะขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์ระหว่าง “ชิ้นส่วน” ต่างๆ ภายในกระทรวง     ที่ต้องเชื่อมกับทุกภาคส่วนของประเทศ    โดยที่ “ชิ้นส่วน” ดังกล่าวต้องมีทักษะในการทำงานแนวใหม่นี้    

ทักษะในการจัดการงาน อววน. เป็นประเด็นที่ผมย้ำต่อคุณหมอวิพุธ    ว่าไทยเราไม่มีทักษะนิ้ และไม่ได้พัฒนาและสั่งสมทักษะนี้    โดยที่ไม่มีคนให้ความสำคัญ    หลงผิดว่า คือการบริหารราชการตามปกติ   

คุณหมอวิพุธ เสนอว่า ควรเชื่อมโยงการจัดการ อววน. เข้ากับยุทธศาสตร์ชาติ    เอาทิศทางและสาระสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติเป็นหลัก    กระทรวง อว. และวงการวิจัย ดำเนินการให้ อววน. เข้มแข็งและเข้าไปขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ    ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง   

ระบบ อววน. ของประเทศต้องมีทิศทางที่ชัดเจน เพื่อรวมพลังของทุกฝ่ายในการดำเนินการร่วมกันเพื่อทิศทางและเป้าหมายนั้น    โดยตอนนี้เราโชคดีที่มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเข็มทิศนำทางอยู่แล้ว    การดำเนินการหรือจัดการ ให้เกิดผลจริงจัง เป็นประเด็นที่ท้าทายยิ่ง    และจัดการแนวราชการ จะไม่ได้ผล    จัดการแนวสนองตำแหน่งของผู้บริหาร ยิ่งเป็นการทำลาย อววน.  และทำลายโอกาสพัฒนาประเทศสู่ประเทศรายได้สูง สังคมดี

คุณหมอวิพุธ และผม เห็นพ้องกันว่า หน่วยงานนโยบาย (สอวช. และ สกสว.)  และหน่วยงานจัดการงานวิจัย (วช.) จะต้องทำหน้าที่บริหารทิศทาง  บริหารการรวมพลังของนักวิจัยและนวัตกรรม   ไม่ให้การทำงาน อววน. เป็นการทำงานแบบแยกส่วน ต่างคนต่างทำ  

ผมเสนอให้หน่วยนโยบายและหน่วยจัดการ เน้นค้นหาข้อมูลหน่วยงานที่มีการดำเนินการตามแนวทางเป้าหมายอยู่แล้ว    แล้วเข้าไปสนับสนุนให้ทำงานเชื่อมโยงเป็นระบบใหญ่     ผมยกตัวอย่างกิจกรรมของสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดีของ มข.   และกิจกรรมขยายและเชื่อมโยงพัฒนาการทางคลินิกระดับตติยภูมิในโรงเรียนแพทย์  สู่พัฒนาการในระบบบริการสุขภาพในพื้นที่   ที่ผมพอทราบข้อมูลที่ศิริราช ด้านประสาทวิทยา รศ. นพ.  ยงชัย นิละนนท์ ดำเนินการร่วมกับเขตสาธารณสุขที่ ๕   ศ. นพ. รุ่งโรจน์ กฤตยพงศ์ ทำงานพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจร่วมกับทั่วประเทศ    เป็นตัวอย่างของ “หน่ออ่อน” ของกิจกรรมที่ควรสนับสนุน และชักชวนให้ปรับวิธีการให้ส่งผลต่อนวัตกรรมของระบบสำคัญๆ ของประเทศ   

การพูดคุยเคลื่อนสู่อุปสรรคของราชการ ที่ไม่เอื้อความคล่องตัวแก่การทำงานจัดการนโยบาย และการจัดการงานวิจัย    และไปสู่ทักษะในการจัดการงานวิจัย    ทักษะการจัดกระบวนการเพื่อตั้งโจทย์ใหญ่ ที่มีลำดับความสำคัญสูงต่อประเทศ     คุณหมอวิพุธแสดงท่าทีว่าจะเสนอในรายงานการวิจัยว่าควรต้องมีระบบและกระบวนการฝึกทักษะการจัดการงานวิจัย           

วิจารณ์ พานิช        

๒๐ ส.ค. ๖๒


Research pathway from Pattie KB

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)