วิพากษ์ยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙) : 25. เรียนรู้จากญี่ปุ่น

ตอนที่ ๑    ตอนที่ ๒      ตอนที่ ๓    ตอนที่ ๔     ตอนที่ ๕

ตอนที่ ๖     ตอนที่ ๗     ตอนที่ ๘    ตอนที่ ๙     ตอนที่ ๑๐

ตอนที่ ๑๑     ตอนที่ ๑๒     ตอนที่ ๑๓    ตอนที่ ๑๔    ตอนที่ ๑๕

ตอนที่ ๑๖     ตอนที่ ๑๗     ตอนที่ ๑๘    ตอนที่ ๑๙     ตอนที่ ๒๐

ตอนที่ ๒๑     ตอนที่ ๒๒     ตอนที่ ๒๓    ตอนที่ ๒๔



ต่อจากตอนที่ ๒๔ นะครับ   ในการนำเสนอเรื่อง “การทบทวนวิวัฒนาการด้านนโยบายและกลยุทธการกำหนดโครงสร้าง/รูปแบบการการจัดสรรทุนวิจัยและนวัตกรรม ของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการไล่กวดการพัฒนาเทคโนโลยี”   ประเทศถัดมาที่ทีมงานไปค้นคว้ามานำเสนอคือญี่ปุ่น  ซึ่งผมตีความเอามาเล่าต่อ    โดยที่มาที่ไปของการก้าวกระโดดในการพัฒนาประเทศต่างจากเกาหลีโดยสิ้นเชิง    เพราะมีการวางรากฐานทางเทคโนโลยีมาก่อนเป็นร้อยปี

ถ้าจะให้ผมตีความความเหมือนของประเทศที่จะเอามานำเสนอ ๔ ประเทศ (อีก ๒ ประเทศคือสิงคโปร์ กับไต้หวัน)    ผมตีความว่าคือ ความมั่นใจว่าประเทศของตนทำได้  บรรลุความเข้มแข็งในการพัฒนาประเทศได้    และตั้งเป้าเป็น “ผู้เล่น” (ผู้ประกอบการ) ระดับโลก พัฒนาตนเองเป็น “ยักษ์ใหม่” สู้กับ “ยักษ์เก่า” อย่างชาญฉลาด    คือทั้งร่วมมือและแข่งขันกับ “ยักษ์เก่า” อย่างเท่าเทียมกัน    อาศัยฐานความได้เปรียบของตน  และสร้างฐานใหม่ที่พัฒนาต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง      

ญี่ปุ่นเริ่มสร้างความทันสมัยแก่ประเทศตั้งแต่ทศวรรษ 1870   หลังจากนายพลเรือ Perry ยกกองเรือไปเจรจาให้ญี่ปุนเปิดประเทศ ในปี 1853  และปี 1854    โดยการปฏิรูปประเทศเป็นการใหญ่ ทั้งด้านการคมนาคม  การสื่อสาร  การศึกษา  และการเงิน    ทีมงานนำเสนอว่า ในช่วงปี 1870s – 1910s ญี่ปุ่นยกระดับเทคโนโลยีในภาคธุรกิจเอกชน โดยถ่ายทอดจากเทคโนโลยีทหาร   เน้นเทคโนโลยีอาหาร  สิ่งทอ  และอุตสาหกรรมหนักได้แก่ อุตสาหกรรมเหล็ก และเครื่องจักร    จะเห็นว่าประเทศญี่ปุ่นวางรากฐานสู่ประเทศอุตสาหกรรมเมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว    โดยมีเป้าหมายชัดเจน

ที่น่าสนใจคือ ภาคธุรกิจเอกชนทำงาน R&D มาตั้งแต่ช่วงนั้น    โดยมีตัวเลขว่า ระหว่างปี 1910s – 1920s มีห้องปฏิบัติการ R&D ในภาคเอกชนถึง ๑๖๒ แห่ง    สะท้อนว่าญี่ปุ่นมุ่งพัฒนาประเทศโดยมีระบบสร้างความรู้ขึ้นใช้ตั้งแต่ ๑๐๐ ปีมาแล้ว   ไม่ใช่แค่หวังพึ่งความรู้/เทคโนโลยีจากต่างประเทศ   

ตัวเลขที่น่าตกใจคือในช่วงปี 1930s – 1940s ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒   ประเทศญี่ปุ่นมีห้องปฏิบัติการ R&D ภาครัฐและมหาวิทยาลัย ๓๔๙ แห่ง  แต่มีอยู่ในภาคเอกชนถึง ๗๑๑ แห่ง    แสดงว่าการสร้างความรู้เชิงอุตสาหกรรมและธุรกิจของญี่ปุ่น มีภาคธุรกิจนำมาเกือบร้อยปี  

ที่น่าสนใจคือ เขามีการ “จัดการ” การนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ    บางช่วงมีการออกกฎหมายจำกัดการนำเข้าเทคโนโลยี    บางช่วงส่งเสริมการนำเข้าเทคโนโลยี   และมีการกำหนดเงื่อนไขการนำเข้าเทคโนโลยี   เชื่อมโยงกับกิจการดูดซับ ปรับแปลง และพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีที่นำเข้า    ประสานกับการพัฒนาเทคโนโลยีเอง    ผมตีความว่า เขามีการจัดการระบบเทคโนโลยีอย่างมีเป้าหมายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ไม่เปะปะ    ซึ่งหมายความว่า เขาลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีอย่างมียุทธศาสตร์ และเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจในภาพใหญ่  

ตั้งแต่ปี 1996 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นมีแผน National S&T Basic Plan เป็นแผน ๕ ปี   

  • แผนที่ ๑ (1996 – 2000)  เน้นสร้างรากฐานของ ว&ท   พัฒนาบุคลากร   วางรากฐานของโครงสร้างระบบ และปรับปรุงองค์กรสำคัญ
  • แผนที่ ๒ (2001 – 2005)  เน้นกำหนดทิศทางสาขาการวิจัยและนวัตกรรมที่มีลำดับความสำคัญสูง    มีมาตรการสนันสนุนการวิจัยและนวัตกรรมใน SME
  • แผนที่ ๓ (2006 – 2010)  เน้นกำหนดรายละเอียดของทิศทางและลำดับความสำคัญของหัวข้อการวิจัย  และช่องว่างของการวิจัย
  • แผนที่ ๔ (2011 – 2015)  เน้นขยายฐานงบประมาณเพื่อการวิจัยและนวัตกรรม  ให้ความสำคัญต่อการใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ ว&ท เพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (เพราะช่วงนั้นมีแผ่นดินไหวรุนแรง)   และเพิ่มความสำคัญของการติดตามและประเมินผล
  • แผนที่ ๕ (2016 – 2020)  เน้นการสร้างความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เช่น disruptive technology   ใช้ ว&ท ขับเคลื่อนสังคมญี่ปุ่นสู่ society 5.0 (1)  ซึ่งหมายถึงสังคมที่อยู่กับ ไอที ยุคใหม่ ที่มี AI, IoT, cyber-physical systems    เปลี่ยนจาก information society สู่ super-smart society    ผมได้ยินเป็นส่วนตัวมาว่า ญี่ปุ่นมียุทธศาสตร์พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสังคมผู้สูงอายุ   เพื่อทำธุรกิจระดับโลก   

                ทีมงานสรุปโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการวิจัยและนวัตกรรมของญี่ปุ่น ดังนี้

  1. 1. โครงสร้างแบ่งเป็น ๔ ระดับ ได้แก่  ๑) นโยบาย  ๒) กระทรวง  ๓) หน่วยงานให้ทุน  และ ๔) หน่วยงานวิจัย
  2. 2. หน่วยงานให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมอยู่ใต้กระทรวง โดยสามารถให้ทุนแก่หน่วยงานวิจัยในกระทรวงอื่นได้
  3. 3. มีการแบ่งหน้าที่ให้ทุนอย่างชัดเจน เพื่อแบ่งภารกิจ   มีการทับซ้อนของภารกิจน้อยที่สุด
  4. 4. มีวิธีแบ่งงานระหว่างหน่วยงานให้ทุนหลายแบบ  เช่น บางหน่วยงานให้ทุน bottom-up   บางหน่วยงานให้ทุนแบบ top-down   บางหน่วยงานให้ทุนเฉพาะ sector  ฯลฯ
  5. 5. มีหน่วยงานทำวิจัยภาครัฐ ๓๐ แห่ง    โดยมีรูปแบบการบริหารจัดการที่คล่องตัว    และมีการแบ่งบทบาทกันค่อนข้างชัดเจน  
  6. 6. มีสถาบันวิจัย ๓ แห่ง ที่มีสถานะพิเศษ ได้แก่ RIKEN, AIST, NIMS    โดยมีอิสระในการจัดการเป็นพิเศษ   เพื่อลดข้อจำกัด และส่งเสริมให้เป็นองค์การวิจัยระดับโลก    

หน่วยงานระดับนโยบายคือ CSTI (Council for Science, Technology and Innovation)  ในยุคนี้ทำหน้าที่เน้น ๓ ด้าน  (๑) กำหนดยุทธศาสตร์ของงบประมาณภาครัฐด้าน ว&ท  (๒) กำหนดงบประมาณเพื่อส่งเสริมยุทธศาสตร์นวัตกรรมข้ามกระทรวง  ที่เรียกว่า SIP (Cross-ministerial Strategic Innovation Promotion Program)   (๓) ส่งเสริม R&D ที่มี high risk, high impact ต่อการสร้าง disruptive science, technology and innovation   ที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับ disrupt อุตสาหกรรม และต่อสังคม  ที่เรียกว่า ImPACT (Impulsing Paradigm Change through disruptive Technologies Program)                           

วิจารณ์ พานิช        

๑๐ ก.พ. ๖๒


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)