วิพากษ์ยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙) : 14. การวิจัยเพื่อชีวิตที่ดี


ตอนที่ ๑     ตอนที่ ๒     ตอนที่ ๓   ตอนที่ ๔    ตอนที่ ๕ 

ตอนที่ ๖    ตอนที่ ๗    ตอนที่ ๘    ตอนที่  ๙     ตอนที่ ๑๐ 

ตอนที่ ๑๑    ตอนที่ ๑๒   ตอนที่ ๑๓

ระหว่างวันที่ ๒๙ มกราคม - ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ จะมีการประชุม Prince Mahidol Award Conference 2019 : “The Political Economy of NCDs: A Whole Society Approach”   ซึ่งมีการประชุมเตรียมการมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์๒๕๖๐   มีการประชุมร่วมกับผู้แทนจากองค์กร co-host ปีละ ๔ ครั้ง   และผมได้ไปร่วมประชุมด้วยเกือบทุกครั้ง    ทำให้ได้ความรู้และจินตนาการมาก    จึงนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ผมใช้คำว่าจินตนาการ เพื่อเตือนท่านผู้อ่านว่า พึงอ่านบันทึกนี้อย่างพินิจพิเคราะห์ อย่าเชื่อง่าย

เวลานี้โลกกำลังเผชิญศึกหนักเรื่องชีวิตที่ดีของผู้คน    โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อายุมาก    คือเรื่องโรคไม่ติดเชื้อเรื้อรัง ที่เรียกว่า NCD (Non-Communicable Diseases)    คือชีวิตของคนเราสะสมความอ่อนแอหรือความแข็งแรงเอาไว้เป็นทุนความสุข หรือทุนชีวิตที่ดียามสูงอายุ    หากสั่งสมไว้ดี ยามชราก็ไม่โดน NCD เบียดเบียนจนเสียศูนย์  

สมัยยี่สิบปีให้หลัง โรคภัยไข้เจ็บส่วนใหญ่มาจากสาเหตุภายนอก คือจากเชื้อโรค   สมัยนั้นโลกจึงต้องเน้นสร้างระบบสุขภาพที่แก้ปัญหาโรคติดเชื้อ    สมัยนี้ปัญหาโรคติดเชื้อเพลาลงไป (แต่ยังเหลือ และมีเกิดใหม่ เช่น Zika, SARS)    ปัญหาโรคไม่ติดเชื้อขยายตัวรวดเร็ว ในลักษณะ “ระบาดใหญ่” (pandemics) ทั่วโลก    ที่ร้ายคือ ประเทศยากจนโดนกระทบรุนแรงกว่าประเทศที่เศรษฐฐานะดี    คนจนโดนกระทบมากกว่าคนฐานะดี   

เราจึงต้องการระบบวิจัยเพื่อชีวิตที่ดี ของทุกคนในสังคม  

แต่ไม่ง่าย

เพราะความอ่อนแอที่นำไปสู่ NCD เป็นการสะสมจากพฤติกรรมของตนเอง  และจากสภาพแวดล้อมรอบตัว    ที่ส่งเสริมการสะสมความอ่อนแอแบบไม่รู้ตัว    ผู้ส่งเสริมก็ไม่รู้ เหยื่อก็ไม่รู้ตัว   

ที่ซับซ้อนคือ ผู้ส่งเสริมความอ่อนแอสู่ NCD นั้น    คือผู้สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และเป็นผู้ให้ความสุขแก่พวกเรานั่นเอง  ได้แก่อุตสาหกรรมอาหาร  อุตสาหกรรมบุหรี่  อุตสาหกรรมสุรา   และวิถีชีวิตวิถีการทำงานที่ทำให้ผู้คนเคลื่อนไหวร่างกายน้อย  ขาดการออกกำลังกาย    ผู้ร้าย-ผู้ดี ตัวที่ห้าคือสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษต่อสุขภาพ (เช่น มลพิษทางอากาศ  มลพิษทางน้ำ  สภาพแวดล้อมทางสังคม และการงานที่ก่อความเครียด เป็นต้น)        

ปัจจัยสั่งสมความอ่อนแอดังกล่าวไม่ได้ก่อผลแบบแยกๆ กัน    แต่มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน    รวมเรียกว่า ปัจจัยทางสังคมที่ก่อผลต่อสุขภาพ  (Social Determinants of Health)     ในนี้มียักษ์ใหญ่ตนหนึ่ง คือ ปัจจัยทางธุรกิจ (Commercial Determinants)    ที่ผมสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ขององค์การอนามัยโลก  และองค์การโลกอื่นๆ มักหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงในที่สาธารณะ  และไม่ระบุลงในเอกสาร    ในทำนองไม่ต้องการเอาตัวเข้าไปเสี่ยง    เข้าใจว่าประเทศยักษ์ใหญ่ต้องการปกป้องธุรกิจที่ทำรายได้สูงให้แก่ประเทศ  

การวิจัยเพื่อชีวิตที่ดี จึงต้องคำนึงถึงความพอดี ระหว่าง คุณ-โทษ ของปัจจัยทางสังคมที่ก่อผลต่อสุขภาพ    และนี่คือการวิจัยเชิงระบบ หรือเชิงนโยบาย   ตรวจสอบผลดี-ผลเสีย ของปัจจัยทางสังคมต่างๆ    ซึ่งใช้ผลการวิจัยของประเทศอื่นมาใช้ทั้งดุ้นโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างที่ซับซ้อน ไม่ได้   

ทุกประเทศจึงต้องมีขีดความสามารถด้านการวิจัยเชิงนโยบาย    การวิจัยตรวจสอบความคุ้มค่าของเทคโนโลยีสุขภาพ    ที่ประเทศไทยโชคดีที่มีโครงสร้างงานวิจัยกลุ่มนี้อยู่พอสมควร และได้รับการยกย่องจากวงการสุขภาพโลกสูงมาก    แต่ในช่วงสามสี่ปีมานี้ ได้ถูกภาคการเมืองบั่นทอนความเข้มแข็งไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์   ดังที่ผมได้เขียนไว้ในตอนก่อนๆ แล้ว    การส่งเสริมความเข้มแข็งของวงการวิจัย Health Systems / Policy Research, Health Technology Assessment  จึงมีความสำคัญยิ่ง ต่อชีวิตที่ดีของคนไทยทั้งมวล

เรื่องชีวิตที่ดีถ้วนหน้า (Wellbeing for All) นี้มีความซับซ้อนมาก    เชื่อมโยงกับความยากจน  ความด้อยการศึกษา 

วิจารณ์ พานิช        

๑๖ พ.ค. ๖๑

ห้อง ๔๓๐  โรงแรม Royal Plaza, Montreux, Switzerland

   

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (1)

[email protected]
IP: xxx.128.104.92
เขียนเมื่อ 

Health is one important aspect of life and well-living.

Economics is another. Do we have any ‘research’ on Thailand’s future economy at various levels including ‘personal’ economy (in the same line of personal health. (I am driving at ‘personal financial doctor’ in the same breath as ‘medical doctor’.)

At the macro economy level, we have people driving down our ‘prices’ (labour/processing, products/produces, natural resources/assets, money values,…) so more developed countries can enjoy ‘cheap costs’ at less-developed countries’ expenses. (Just compare our labour prices with global product prices. Differences are very often in ‘minimum wages’ and ‘marketing margins’. To illustrate this: we pay higher prices for Japanese food which is minimal in quantity but high in presentation arts. And the prices often include showing us how the foods are prepared!)

Governments subsidise personal health-care. Would Thailand subsidise personal wealth-care?