R2R UC ความท้าทายที่น่าสนใจ

ช่วงปีท้ายๆ นี้มีโอกาสได้เข้าไปร่วมเรียนรู้งาน UC และมองเห็นความเชื่อมโยงของการนำเครื่องมือ R2R เข้าไปใช้ในการพัฒนาการทำงานของผู้ที่ทำหน้าที่หลักในการขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรของ สปสช. ภาคประชาชน หรือภาคีเครือข่าย เห็นความงดงามของพลังร่วมที่นำไปสู่การพัฒนาอย่างมีเป้าหมายเพื่อปิด GAP และไร้รอยต่อของการทำงานร่วมกันทุกฝ่าย

ภาพที่เห็นชัดเจนและทำให้เกิดการสะท้อนคิดในตนเอง คือ การขับเคลื่อนไม่ว่าจะเป็นแบบ Formal หรือ Informal ที่มีผู้บริหารเห็นคุณค่าของการใช้เครื่องมือนี้มาพัฒนาคนและพัฒนางาน ดั่งเช่น ของ สปสช.เขต4 สระบุรี และ สปสช.เขต9 นครราชสีมา 

สปสช.เขต4 สระบุรี ผู้อำนวยการคือ อาจารย์ นพ.ชลอ ศานติวรางคณา ได้รับโอกาสจากท่านในการพูดคุยและ Reflection ในวิธีคิดและการนำทีมของท่าน อาจารย์เล่าว่า “ไม่บังคับคนทำงาน เขาเป็นผู้เลือกเครื่องมือในการพัฒนางานด้วยตนเอง จะเป็น R2R PDCA หรือ LEAN ก็ได้ และขึ้นอยู่กับปัญหาที่นำมาพัฒนา ท่านทำหน้าที่กระตุ้นนำเพื่อให้เกิดกระบวนการคิดที่เป็นระบบ (System thinking) และชี้ให้คนทำงานมองเห็นความเชื่อมโยงงานของตนเองกับสิ่งต่างๆ” ก็เลยสะท้อนถามท่านไปว่า ในลักษณะเช่นนี้คล้ายก้ำกึ่ง Formal และ Informal เพราะในหลายๆ ครั้งท่านทำบทบาทของการนำกระบวนการด้วยตนเอง แต่ไม่ชี้นำและไม่สั่งการ กึ่งๆ Facilitator ถ้าทำได้แบบนี้จะช่วยทำให้ลดช่องว่างและไร้รอยต่อของสายธารการพัฒนาในองค์กร เพิ่มสัมพันธภาพและการมีส่วนร่วมภายในองค์กรได้อย่างแท้จริง ท่านย้ำกลับมาหลายครั้งว่า “การพัฒนาในองค์กรของท่านยังคงเน้นพัฒนางานและพัฒนาคนควบคู่ไปด้วยกัน”

สำหรับ สปสช.เขต9 ผู้อำนวยการคือ พญ.ลลิตยา หรืออาจารย์หมอกระแต ท่านทำหน้าที่บทบาทนำชัดเจนในการพาทีมเคลื่อนการพัฒนางาน UC แต่ละ Cluster (*สปสช.จะแบ่งภารกิจการทำงานเป็น Cluster ซึ่งมีทั้งหมด 5 Cluster) หลายครั้งมีโอกาสได้ฟังแนวคิดจาก อ.หมอกระแต เองหรือบุคลากรในองค์กร ทำให้เห็นความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบสุขภาพและการเข้าถึงสิทธิการรักษาของประชาชน การนำพาเครื่องมือ R2R มาขับเคลื่อน และมีกลไกภายในองค์กรชัดเจนในการนำพา มี Facilitator คอยชี้ชวนช่วยเชื่อมงานให้เห็นภาพ มีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นระยะภายในองค์กร ส่วนตัวมีโอกาสได้เข้าไปร่วมอยู่ในกระบวนการสองสามครั้งเห็นการกำหนดเป้าหมายในการพัฒนา มีการเตรียมกระบวนการคิดวิเคราะห์ของคนในองค์กรเชื่อมงานกับเชื่อมหลักการของ UC ทำให้เนื้องานของการพัฒนางานสามารถตอบโจทย์ปัญหาของระบบ UC ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่า ผู้นำทั้งสองขององค์กรมีมุมมองและทัศนคติที่ดีต่อการพัฒนาคนและพัฒนางานควบคู่กัน ต่างกันเพียงเล็กน้อยในเรื่องของกระบวนการ ซึ่ง สปสช.เขต9 อาจจะเคลื่อนด้วย R2R เป็นส่วนใหญ่เกิดจำนวนผลงานมากกว่า ซึ่งทีมเองเคยสะท้อนให้มุมมองว่า “การทำ PDCA มันจบแค่ภายในองค์กร แต่ถ้า R2R มันมีเวทีที่นำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เผยแพร่ผลงานร่วมกับผู้อื่นได้ในวงกว้างกว่า” 

ส่วนตัวที่มีโอกาสได้คลุกคลีและมองเห็นการพัฒนางานของทั้งสองพื้นที่นี้ ลักษณะเด่นของเขต 4 เคลื่อนด้วยเครื่องมือ Meta R2R ซึ่งชัดเจนมากในงาน Cluster 5 โดยเฉพาะงาน Hearing นำโดยพี่แจ็ค หรือคุณจักรินทร์ ฆ้องวงศ์ ซึ่งอาจเป็นเพราะพี่แจ็คเองคลุกคลีร่วมขับเคลื่อนผลงานเขต 4 เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเชื่อมคนเชื่อมงาน R2R มานานต่อเนื่อง 4-5 ปีร่วมกับ อ.นพ.ดร.สุธีร์ รัตนมงคลกุล คณะแพทย์ มศว.องครักษ์ ซึ่งปีที่แล้วก็มีผลงานของคุณสุนันท์ ส่งเข้าร่วม MOPH R2R Forum ครั้งที่ 11 ปี 2561 ปีนี้มีความท้าทายของพี่แจ็คและทีมคือ การถูกกะปุ๋มเชียร์ให้ภาคประชาชนร่วมเสนอผลงาน R2R ในเรื่องกลไกของภาคประชาชนในการขับเคลื่อนงาน 50(5) โดยมีท่าน ผศ.ดร.ศิริมา รองคณบดี คณะสาธารณสุข มธ.นำพาขับเคลื่อนทางวิชาการ ก็ต้องลองลุ้นดูนะคะ 

สำหรับเขต 9 ลักษณะเด่นของการขับเคลื่อน R2R คือ การเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งองค์กร ทั้ง 5 Cluster ผู้บริหารนำพาชัดเจน และมีกลไกการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ มี ดร.อรุณรัตน์(พี่กบ) และพี่ยุ้ย ทำหน้าที่เป็น Facilitator อย่างเข้มแข็ง และมีคุณพูนชัย หรือพี่จ๋อง เป็นอีกเรี่ยวแรงหนึ่งทำบทบาทเป็นพี่เลี้ยงภายในองค์กร ท่านผู้ช่วยผู้อำนวยการอีกสองท่านเป็นที่ปรึกษาทางวิชาการได้ดีมาก และมีบุคลากรที่มีความรู้และทักษะทางการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นพี่ป๋อง พี่น้อย หรือใครอีกหลายๆ คนร่วมช่วยทีมเคลื่อน และเป็นที่ประทับใจคือ อาจารย์หมอกระแตจะคอยช่วยทีมโดยชี้และเชื่อมผลงานเข้ามาตอบโจทย์ UC  และปัญหาสุขภาพของพื้นที่ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การขับเคลื่อนพัฒนางานพัฒนาคนของ สปสช.เขต9 เป็นระบบ เป็นทางการ อย่างมีความชัดเจน

จะอย่างไรก็ตาม

ความเชื่อส่วนตัว ไม่ว่าจะเขต 4 ที่เป็นแบบกึ่ง Formal (Informal) หรือเขต 9 (Formal) น่าจะเป็นโมเดลที่ดีในการนำเครื่องมือ R2R มาเคลื่อนการพัฒนางานระบบ UC ภายในองค์กรและภาคีเครือข่าย เพราะตัวแปรสำคัญคือ ผู้บริหาร ถ้าผู้บริหารมีทัศนคติที่ดี มีความเข้าใจใน R2R จะนำพาองค์กรไปสู่การสร้างคนและสร้างงานเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Transformation) ได้ดีทีเดียว โดยปราศจากการสั่งการแต่ใช้บทบาท “นำ” ทีม

การบ่มเพาะสิ่งเหล่านี้จะต้องใช้เวลาต่อเนื่องถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงและความเจริญงอกงาม

เชียร์และเป็นกำลังใจให้นักพัฒนางาน UC ทุกท่านค่ะ

ข้อเขียนทั้งหมดนี้เป็นเพียงการถอดบทเรียนผ่านการใคร่ครวญสะท้อนคิด(Reflection) ของกะปุ๋มทั้งสิ้น ผ่านประสบการณ์ที่ได้เข้าไปร่วมเรียนรู้ด้วยทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ที่ส่วนตัวรู้สึกประทับใจและตื่นเต้นเมื่อเห็นการพัฒนาที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง มีเป้าหมายลด GAP เชื่อมรอยต่อ และเกิดเป็นพลังให้คนทำงาน สามารถทำงานได้อย่างไม่ยุ่งยากซับซ้อน LEAN มากขึ้น 

#SelfReflection

17-03-62

สปสช.เขต 4 เมื่อปี 2560

สปสช.เขต 9 ปี 2562