วิพากษ์ยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙) : 23. ฝ่าฝุ่นตลบรัฐบาล และ สนช. เรื่องกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม


ตอนที่ ๑ ตอนที่ ๒   ตอนที่ ๓    ตอนที่ ๔    ตอนที่ ๕

ตอนที่ ๖    ตอนที่ ๗   ตอนที่ ๘    ตอนที่  ๙    ตอนที่ ๑๐

ตอนที่ ๑๑    ตอนที่ ๑๒   ตอนที่ ๑๓    ตอนที่ ๑๔    ตอนที่ ๑๕

ตอนที่ ๑๖   ตอนที่ ๑๗   ตอนที่ ๑๘    ตอนที่ ๑๙    ตอนที่ ๒๐                  

ตอนที่ ๒๑    ตอนที่ ๒๒      



ฝุ่น PM 2.5 ยังเป็นพิษน้อยกว่าฝุ่นจริยธรรมของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไทย (บางคนหรือหลายคน)  

วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ผมมีโอกาสฟังผู้ใหญ่หลายท่านเล่าพัฒนาการของการออก พรบ. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม   ซึ่งกว่าบันทึกนี้จะลงใน Gotoknow พรบ. ก็น่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

โปรดย้อนกลับไปอ่าน ข้อ ๙ ของบันทึกชุดนี้ตอนที่แล้ว (ตอนที่ ๒๒) นั่นคือสภาพที่ผมได้ยินมาว่ากำลังเกิดขึ้น

ทำให้ กระทรวงใหม่นี้ทำท่าจะเป็นผลงานโจ๊กของรัฐบาลนี้

แต่ก็มีผู้ให้ความเห็นว่า อย่าไปวิตกกังวลกับมันนัก   เพราะกระทรวงใหม่นี้คลอดผิดเวลา    การเมืองข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้  

อย่างไรก็ตาม เราต้องช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูง ความเหลื่อมล้ำต่ำ สังคมดี ให้จงได้    และแนวทางเอางบประมาณด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาไว้ที่เดียวกัน   บริหารแบบบูรณาการกิจกรรมทั้ง ๔ น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง    แต่การเปลี่ยนแปลงจากการจัดสรรงบประมาณกระจายไปตามกระทรวงทบวงกรมต่างๆ   นำมากองไว้ตรงกลาง    และจัดสรรไปตามโจทย์ของ demand side จะเจ็บปวดมาก   ต้องการความกล้าหาญและตรงไปตรงมามาก    รวมทั้งต้องการ political commitment สูง   ดูตามพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง และคงจะดำรงตำแหน่งสูงในกระทรวงใหม่แล้วผมก็ได้แต่ทำใจ    และหาทางขับเคลื่อนในฐานะคนนอก    

ผมบอกวงเสวนาว่า    วิธีจัดสรรทุนวิจัยตามที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็น simple & linear approach   ซึ่งจะไม่ขับเคลื่อนการวิจัยสนอง demand side ได้จริง    ต้องเปลี่ยนวิธีจัดสรรทุนวิจัยเป็นแนว complex – adaptive approach   ซึ่งทำอย่างไรผมก็ไม่รู้    แต่ก็ได้เล่าวิธีของจีนไว้ในบันทึกชุด เยือนมหาวิทยาลัยจีน   ซึ่งผมเรียกว่า การจัดสรรทุนวิจัยเชิงนวัตกรรม    โดยที่หากผู้ทำงานวิจัยอยู่ในมหาวิทยาลัย ก็ต้องตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการที่ impact factor สูงด้วย    ซึ่งหมายความว่า การวิจัยเชิงนวัตกรรมหากทำเป็น จะมีส่วนของงานวิจัยพื้นฐานบูรณาการอยู่กับงานวิจัยประยุกต์    รวมทั้งบูรณาการการพัฒนานักวิจัยอยู่ในนั้นด้วย    ซึ่งหมายความว่า การออกแบบกระทรวงอุดมศึกษาฯ ที่จะมีหลายกองทุนแยกกัน น่าจะเป็นวิธีการที่ผิด ล้าหลัง    เป็นการสวนทางกับยุทธศาสตร์บูรณาการ ที่รัฐบาลนี้ประกาศไว้  

ความเคยชินกับการทำงานแบบแยกส่วน (fragmented หรือเป็น silo)  เป็นศัตรูอันดับต้นๆ ของ ประเทศไทย ๔.๐

การจัดการทุนวิจัยทั้งในระดับแผนงาน (ตัวอย่างโครงการ Spearhead)    และในระดับโครงการย่อย    ต้องการความสามารถในการมองภาพใหญ่ของวิทยาการก้าวหน้าในอนาคต ที่แปลงเป็นเงินเป็นทองได้    โดยที่นักวิชาการต้องมองร่วมกันกับคนในภาคธุรกิจ    โดยต้องสามารถมองทะลุผ่านม่านหมอกของผลประโยชน์ส่วนย่อย ไปโฟกัสที่ผลประโยชน์ส่วนรวม    ผ่านม่านหมอกของผลประโยชน์ผิวเผินเฉพาะหน้าหรือระยะสั้น ไปสู่ผลประโยชน์ภาพใหญ่และระยะยาว    นี่คือความท้าทายเชิงวัฒนธรรม กระบวนทัศน์ และเชิงจริยธรรม  

สวทน. ร่วมกับ มจธ. ได้จัดทีมวิจัยศึกษายุทธศาสตร์ของประเทศที่ยกระดับประเทศของตนเองจากประเทศรายได้ต่ำหรือปานกลาง สู่ประเทศรายได้สูงอย่างรวดเร็ว    ซึ่งมีสิงคโปร์กับเกาหลี (ใต้) เป็นพระเอก    และมีไต้หวันและญี่ปุ่นเป็นกรณีศึกษาด้วย    มีการอภิปรายกันว่า สังคมไทยเก่งบริการ   เราจึงน่าจะใช้ยุทธศาสตร์ services industry นำ    ไม่ใช่ manufacturing industry นำอย่าง ๔ ประเทศข้างต้น    แต่ ศ. ดร. นักสิทธ์ คูวัฒนาชัย บอกว่า    ที่ผ่านมาไม่มีประเทศใดเลยที่ยกระดับประเทศสู่ประเทศรายได้สูงด้วยการพัฒนา services industry เพียงอย่างเดียว    ไม่มี technology development ใน manufacturing industry หนุน   ฟังดูแล้วโมเดลของสิงคโปร์น่าจะเป็นต้นแบบสำหรับไทยได้ดีที่สุด   คือใช้พลังของ services industry ผสมกับ knowledge industry   แต่ที่เราไม่มีคือ ระบบการเมืองและสังคมที่สะอาดปราศจากคอร์รัปชั่น หรือมีน้อยมาก ปราบจริง    มุ่งจับเสือ ไม่ใช่มุ่งจับแมลงวันอย่าง ปปช. ไทย     

บันทึกนี้ต้องการสื่อต่อสังคมว่า ผู้ใหญ่ในวงราชการและการเมือง เป็นบุคคลสาธารณะ   พฤติกรรมเห็นแก่ตัวเหนือผลประโยชน์บ้านเมืองของท่านไม่พ้นการรับรู้ของผู้คนวงกว้าง   

ผมเสนอระบบข้อมูล รวมทั้งเอกสารการปฏิบัติงาน ที่อยู่ในรูป digital และมีคลังข้อมูลร่วม เพื่อให้สามารถนำมาวิเคราะห์ตอบคำถามด้วย big data analytics ได้   สำหรับทำให้ให้ระบบอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ของไทย เป็นระบบที่เรียนรู้ มี systems learning ผ่านกลไก double loop learning   คือส่งสัญญาณเปลี่ยนแปลงทั้งวิธี implement  และที่สำคัญ ส่งสัญญาณให้เปลี่ยนนโยบายที่ไร้ผล    

การออก พรบ. กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นเพียงหลักกิโลเมตรแรกของการเดินทางไกล ๔๒ กิโลเมตร ของเส้นทางสู่ประเทศรายได้สูงฯ    กว่าบันทึกนี้จะออกสู่สาธารณะ เราน่าจะพอจะรู้แล้วว่า กิโลเมตรแรกของเส้นทาง เป๋เป้าไปแค่ไหน

วิจารณ์ พานิช        

๖ ก.พ. ๖๒


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)