878. เรียน Organization Development จากหนังเรื่อง "Troy"


ผมดูหนังเรื่อง Troy: Falling City เป็นเรื่องสงครามเมืองทรอย เรื่องนี้เป็นตำนานโบราณของอารยธรรมกรีก ว่าด้วยสาวงามที่สุดในปฐพีชื่อเฮเลน ที่เป็นชนวนก่อสงครามโลกในยุคนั้น ..  

เรื่องเริ่มจากมีเจ้าชายปารีส แห่งเมืองทรอย ฝันว่า มีเทพธิดามาบอกว่า ตนเองจะได้ครองคู่กับหญิงที่งามที่สุดในโลก ก็ “เชื่อ” ... มีวันหนึ่ง พ่อส่งไปเป็นฑูตที่อาณาจักรกรีก ไปเจอราชินีที่ว่ากันว่างามที่สุดในปฐพี่ ก็  “เชื่ออีก” ว่าคนนี้แหละใช่ แถมเชื่ออีกว่า ราชินี (ลูกอายุ 14 แล้ว) ไม่ได้เจอรักแท้หรอก ..ว่าแล้วก็ไปจีบ..ที่สุดราชนีหลงรัก และปารีสก็พาหนีกลับมาทรอย... เรื่องนี้เป็นเรื่องถกเถียงกันในหมู่อาณาจักรกรีก เสียงหนึ่งก็ว่าช่างแม่ง ผู้หญิงคนเดียว แต่เสียงส่วนใหญ่ “เชื่อว่า” นี่คือการหมิ่นศักดิ์ศรีกษัตริย์ ...ต้องไปทำลายทรอยให้ได้ ... ว่าแล้วสงครามก็เกิด ...กรีกมีการรวมตัวกัน จะยกพลข้ามทะเล (ทรอยตั้งอยู่ในตุรกีปัจจุบัน)  แต่ลมไม่มี..ก็เชื่อกันว่าเทพไม่เป็นใจ ..ไปหาพระ..พระเลยบวงสรวง ..ที่สุดบอกว่าต้องสังเวยลูกกษัตริย์... แม้จะเจ็บปวดไม่อยากไปรบแล้ว... เพราะนี่ไปรบเพื่อน้องชายอะกาเมมนอน กษัตริย์อีกเมือง ตัวเองเมเนเล๊าท์ต้องสังเวยลูกเลยเหรอ.. เมเนเล๊าท์เลยปรึกษานายพลโอดิสซิส โอดิสซิลก็บอกว่า.. ถ้าไม่ฆ่า  “เชื่อว่า” ท่านคงจะกลายเป็นผู้นำทหารไม่ได้อีกต่อไป ... และจะสูญเสียอำนาจในที่สุด ... ก็เลยต้องฆ่า.. ที่สุดก็ยกทัพไป...รบอย่างไรก็ไม่ได้ แต่ที่สุดใช้กลยุทธ์ถอยกลับแต่แกล้งทิ้งม้าไม้ แสร้งทำเป็นบูชาเทพเจ้า ทรอยก็ “เชื่อ” ว่าม้าไม้นี้เป็นสัญญลักษณ์ชัยชนะ.. เลยลากเข้าเมือง กลางคืนก็มีทหารออกมาแล้วไปเปิดประตูเมือง ที่สุดเมืองแตก ...ทหารกรีกฆ่าทำลายคนทั้งเมือง แล้วก็รบชนะกลับไป 

เรื่องนี้ผมว่าเป็นตำนานที่ Classics สุดๆ ของอารยธรรมตะวันตกโบราณ ...หนังมีรายละเอียดมากกว่านี้  มีเรื่องของอาคีลิส ที่ผมยังไม่เขียนเพิ่มอีก เพราะเคยเขียนไว้แล้ว

หนังเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นอะไรหลายเรื่อง ดูเรื่องนี้ก็เหมือนกูสามก๊กของจีนครับ ..มันสุดยอดมากๆ ..

พูดง่ายๆนี่คือสงครามโลกครั้งแรกในยุคโบราณ เกิดขึ้น เพราะ “ความเชื่อ” ของคนๆ หนึ่งที่เชื่อฝันของตนเอง เชื่ออย่างฝังลึกเลย เขาว่าจะได้ครองคู่กับสาวงามที่สุดในโลก...เพราะเทพมาบอกกับเขา

ความเชื่อนี้กำหนดทิศทางความหายนะทั้งมวลที่ตามมาทั้งหมด .

ความเชื่อทำให้เขามองหาสาวงาม เมื่อเจอก็ปักใจว่านี่คือคู่ ต่อให้มีสามีแล้วก็ไม่เกี่ยวก็แย่งชิงมา ..หนีตามกันมา..

ความเชื่อทำให้ชาวทรอยยอมรับเฮเลน ถือว่าเป็นคนในครอบครัวต้องปกป้องทั้งๆ ที่เสี่ยงต่อสงคราม...

ความเชื่อทำให้เมเนเล๊าท์ กษัตริย์ผู้นำของนครรัฐกรีก ต้องฆ่าลูกตนเอง 

ความเชื่อเรื่องม้าไม้ทำให้มีการดึงม้าเข้าเมือง ทำให้เมืองถูกทำลาย...

จะว่าไปต้นเหตุของสงครามบ้าคลั่งนี้มาจากคำว่า “ความเชื่อ”  หรือในทางศาสตร์การพัฒนาองค์กร เราเรียกกว่า Mental Model หรือความเชื่อฝังลึก หรือเรียกอีกมุมว่า วิธีการมองโลก  

ความเชื่อมาจากประสบการณ์ที่สั่งสมกันมาอาจมาจากตัวเอง มาจากวัฒนธรรม มาจากประสบการณ์ หรือผสมผสานกันก็ได้ ...  

เมื่อมนุษย์มันเจอเหตุการณ์มากระตุ้น ถ้าไม่ทันตรวจสอบอะไร ก็จะเอาความเชื่อเดิมมาชั่งน้ำหนัก คิด จากนั้นตัดสินใจกระทำ แล้วเกิดผลตามมา ...

เหมือนคุณเจอแมลงสาบในบ้าน..ความเชื่อของคุณคือแมลงสาบสกปรก เมื่อเห็น คุณก็จะหาทางกำจัด .. เมื่อกำจัดได้ บ้านนคุณก็ปลอดภัย...  

ความเชื่อ + เหตุการณ์  = ความคิด-->การกระทำ--> ผล

ความเชื่อดี เหตุการณ์ดี หรือไม่ดีก็ตาม = ความคิดก็จะดี ->การกระทำจะดี--> ผลก็ดี

ในทางตรงข้าม 

ปารีส เชื่อว่าตนจะได้ครองหญิงงาม ไม่ว่าจะมีเจ้าของแล้วหรือไม่ ต้องได้มาเป็นของเขา เมื่อเจอเฮเลน = คิดครอบครอง -->พาหนี--> ครองรัก--> เกิดสงคราม-->พ่ายแพ้--> ตายทั้งอาณาจักร

ถ้าปารีส มีความเชื่อต่างจากนี้คือ.. ต้องได้ครองหญิงงามแน่..แต่ต้องไม่ไปเป็นชู้ใคร เพราะเป็นชู้ไม่ดี... เมื่อเจอเฮเลน -->  เสียดาย เพราะเป็นชู้ไม่ได้ --> อาจเกิด Idea ใหม่ --> เฮเลนครับ รู้จักใครส่วยเท่านี้ หรือรองมาหน่อยก็ได้ไหมครับ ...ประมาณในแก๊งค์นางฟ้าของคุณมีใครว่างไหม เพราะผู้หญิงสวยก็จะมีแก๊งค์เขาอยู่-->เฮเลนเลยแนะนำเพื่อนสาว หรือน้องสาวฝาแผดให้--> ปารีสสมหวัง--> อาณาจักรทั้งสองเป็นมิตรกัน โลกสงบ

ชัดไหมครับ ความเชื่อสร้างหายนะก็ได้ ปาฏิหาริย์ก็ได้ 

เรื่องความเชื่อสร้างวิกฤติและโอกาสให้มนุษย์มาถึงปัจจุบัน 

ตอนนี้ในศาสตร์พัฒนาองค์กร หรือหลายศาสตร์พูดถึง Mental Model ความเชื่อฝังลึกกันมามาก... เพราะ Mental Model ไม่ได้สร้างปัญหาแค่ในอดีตกาลเท่านั้นปัจจุบันก็มีปัญหา

ยกตัวอย่างล่าสุด เรื่องโจ๋งานบวชบุกโรงเรียน เพราะถูกว่าเรื่องเสียงดัง... ตอนนี้คงติดคุกกันนาน ครอบครัวเดือดร้อนแตกแยก ...ก็ด้วยความเชื่อ... ความเชื่อว่างานบวชเมาได้ ..เลยเมาสุดเหวี่ยง..พอเมาเสียสติ กฌก่อเหตุคุกคาม...กลายเป็นปัญหาบานปลาย...

ศาสตร์การพัฒนาองค์กร จะเน้นเรื่อง Mental Model มากๆ ...จะเห็นว่าศาสตร์เช่น Learning Organization.. คำว่าวินัย 5 ประการ Peter Senge ก็บอกว่าองค์กรต้องหมั่นทบทวน Mental Model หรือความเชื่อของตนเองเรื่อยๆ ...Mental Model เป็นหนึ่งในวินัยห้าประการ...

ปารีส และโจ๋งานบวช สร้างปัญหาให้โลกและสังคม เพราะใช้ Mental Model ความเชื่อฝังลึกเดิมๆ ที่มีปัญหา มาใช้งาน..ความคิด การกระทำ และผลที่มีปัญหาจึงตามมา...

Mental Model จึงเหมือนระเบิดเวลา ฝังอยู่ในสมองคนที่ปรกติก็ดูดีๆ นี่แหละ แต่เมื่อเจอสิ่งกระตุ้นที่นึกไม่ถึง คนดีๆ นี่แหละอาจสร้างหายนะที่คาดไม่ถึงได้ 

คุณคงไม่อยากเป็นอย่างนั้น ...

เพราะคุณอาจมีระเบิดเวลาอยู่ในหัว ..โดยคุณอาจไม่รู้ตัว

คุณอาจต้องเริ่มค้นหามัน ก่อนจะสายเกินไป...แล้วต้องเอาออกมา

ว่าแต่จะทำอย่างไรล่ะ

ในทางการพัฒนาองค์กร ทำได้หลายวิธีเช่น LH RH Column หรือ Dialogue ก็ได้ ...

ผมจะยกตัวอย่างเครื่องมือง่ายๆ เช่น LH RH Column ...

  1. เอากระดาษมาหนึ่งแผ่น  
  2. เอาปากกาแบ่งหน้ากะดาษเป็นสองส่วน
  3. ให้นึกถึงเหตุการณ์ที่เป็นหาคาใจอยู่..แล้วเขียนคำพูดที่เราพูดกับคนที่มีปัญหาลงช่องซ้าย (Left Hand Column)  ...เอาคำพูดจริงๆ ...ช่องขวา (Right Hand Column) ..ให้เขียนคำพูดที่เราพูดในใจ  ...
  4. มาตรวจดูว่าที่ปากพูดกับใจคิดมันตรงกันไหม...
  5. ถ้าไม่ตรงกันนี่แหละปัญหา...  อาจจะเป็นปัญหาที่คุณแก้ไม่ได้มานาน...
  6. ลองเอาที่คุณพูดในใจมาวิเคราะห์ ว่าสิ่งที่คิดมาจากความเชื่ออะไร ...ความเชื่อนั้นส่งผลให้เกิดการกระทำอะไร ผลอย่างไหน 
  7. ถ้าผลออกมาไม่ดีให้ตรวจสอบความเชื่อเลย ว่าอะไรคือความเชื่อ
  8. ลองเปลี่ยนความเชื่อหาหลักฐานสนับสนุน
  9. ลองพูดใหม่ ทำใหม่ ดูผลแบบใหม่ดู

ผมขอตัวอย่างเรื่องการทำงาน เขามีปัญหากับเจ้านาย ...เลยให้เขียนลงในกระดาษดังนี้ 

ผลคือคนๆ นั้นไม่ค่อยอยากไปคุยกับหัวหน้าอีก 

มาสำรวจ Mental Model กัน

ผมให้ลองตอบคำถามสามข้อนี้ดู

อะไรที่ทำให้คุณคิดอย่างนั้น

“เขาไม่ฟัง ชอบตัดบท”

อะไรที่กีดขวางคุณไม่ให้ทำอะไรที่ต่างออกไป 

“ผมเบื่อแล้ว เจออย่างนี้มาหลายหนแล้ว” 

ทางเลือกใหม่ที่จะช่วยให้ชีวิตแตกต่างไปออกไปคืออะไร  (อันนี้ขอบวกๆ เชิงสร้างสรรค์หน่อย)

“แต่เพื่อลูกค้า เราต้องสื่อสารกันให้ได้ จะพยายามกลับไปคุยอีก โดยจะทำใจไม่มองเรื่องหลงตัวเองของเขา”

แค่คุณตอบคำถามง่ายๆ ตามตัวอย่างข้างบน คุณจะเห็นความหัศจรรย์..

OK เห็นความเชื่อใหม่หลุดมาไหมครับ 

“ใช่เลย ครั้งแรกที่มีการตำหนินายในใจ  ผมไม่ได้คิดถึงลูกค้าเลย คิดแต่เรื่องนี้เป็นปัญหาระหว่างเขากับเจ้านาย”  

พอเขียนลงกระดาษ..ผมเจอคำว่า “ลูกค้า” หลุดมา ...

จริงๆ เราควรพยายามคุยเพื่อลูกค้า เรื่องนี้ควร Focus ที่ลูกค้าต่างหาก ..ไม่ใช่ปัญหาผมกับนาย...

และนี่คือสิ่งที่ผมจะทำให้ต่างครับ...

“เพื่อลูกค้า ผมจะกลับไปคุยกับนายอีกรอบ โดย Focus ที่ลูกค้า เพื่อประโยชน์องค์กร จะมองข้ามเรื่องบุคลิกของนายให้ได้” 

“นี่ผมยังเจออีกว่าหลายเรื่องผมน่าจะเอาลูกค้ามาเป็นจุด Focus.. ผมทำเสียไปหลายเรื่องแล้ว  เดี๋ยวผมกลับไปมองปัญหาใหม่”  

คิดดูสินี่คือระเบิดเวลาชัดๆ ถ้าความเขื่อไม่เปลีายน คนดีๆ สองคนจะไม่มีโอกาสจะทำอะไรดีๆร่วมกันเลย ..

ผลที่ตามมาคือลูกค้านั่นเอง..และที่จะกระทบทั้งหมดก็คือองค์กร...

ลองเอาเครื่องมือนี้ไปตรวจสอบความเชื่อเดิมของคุณนะครับ 

เอาง่ายๆ อะไรที่ปากไม่ตรงกับใจ มักมาจากความเชื่อที่มีปัญหาและมัก มีผลเสียหายตามมาเสมอ 

พอเราเอาความคิดเรามากางดู เราคิดช้าลง เราจะเห็นอะไรมากขึ้น นี่คือประโยคของ LH RH Column

อย่าปล่อยให้ความเชื่อที่เป็นปัญหา ที่อาจเป็นระเบิดเวลามากำหนดชะตากรรมชีวิตคุณได้  ลอยนวลอยู่ในสมองนะครับ ...

สรุปแล้ว ขอบคุณหนังเรื่อง Troy วรรณกรรมอมตะ ที่ทำเห็นเรื่องราวของ Mental Model อย่างลึกซึ้ง ..ทำให้เห็นโลกมีปัญหาเพราะความเชื่อฝังลึก ไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบัน หรืออนาคต ... สิ่งที่จะเปลี่ยนได้ ก็คือมนุษย์นั่นเอง 

คุณล่ะ คิดอย่างไร...

บทความโดยดร.ภิญโญ รัตนาพันธุ์

www.aithailand.org 

หมายเลขบันทึก: 660212เขียนเมื่อ 3 มีนาคม 2019 14:51 น. ()แก้ไขเมื่อ 3 มีนาคม 2019 20:18 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)

เชียนได้ดีมากค่ะอาจารย์ อ่านง่าย อธิบายตรงจุด ยกตัวอย่างเห็นภาพเลย มีแกงค์นางฟ้าด้วย

เชียนได้ดีมากค่ะอาจารย์ อ่านง่าย อธิบายตรงจุด ยกตัวอย่างเห็นภาพเลย มีแกงค์นางฟ้าด้วย

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี