วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ผมไปร่วมประชุม Research and Innovation Advisory Committee Meeting (RIAC) ของ SiCORE-M (Siriraj Center of Research Excellence Management) โดยอยู่ร่วมประชุมทั้งวัน เพื่อจ้องทำความเข้าใจคุณค่าของการประชุมนี้ ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ลงทุนเชิญผู้บริหารมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นยอดมาจากทั่วโลก รวม ๘ คน (แต่มาได้ ๗ คน) มาให้คำแนะนำ
โชคดีที่ตอนบ่าย ท่าน (รักษาการ) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ศ. นพ. บรรจง มไหสวริยะ มาร่วมประชุมด้วย ท่านจึงได้เห็นการริเริ่มสร้าง “นวชาลา” (new platform) ของการวิจัยในมหาวิทยาลัย ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลริเริ่มขึ้น และต้องการสภาพแวดล้อมที่เอื้อ ที่จะต้องมีการผลักดันในระดับประเทศ
นั่นคือคุณค่าเชิงระบบ ที่การริเริ่ม SiCORE และ SiCORE-M และกิจกรรมที่ดำเนินการในช่วงเวลา ๒ ปีเศษ ช่วยชี้ให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการสร้าง นวชาลา (new platform) ของการจัดการงานวิจัย หากต้องการให้มหาวิทยาลัยเป็นหัวรถจักรขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านต่างๆ ของประเทศได้จริง ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ๒๐ ปี
ย้ำว่า เวลานี้ ยังขาด enabling environment หรือกล่าวแรงๆ ว่า สภาพแวดล้อมของระบบงานภาครัฐเป็นตัวอุปสรรค เพราะเน้นที่กฎระเบียบตายตัวเกินไป ความเป็น “รัฐราชการ” รุนแรงขึ้น เป็นตัวอุปสรรค
ผมจับประเด็นเชิงระบบ ที่เป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ จากการประชุม และจากคำแนะนำของคณะกรรมการ RIAC ในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ได้ ๓ ประการ ได้แก่
- 1. การพัฒนาระบบ postdoc training ขึ้นในประเทศ โดยต้องให้ความหมายของระบบนี้ให้ถูกต้อง ว่าไม่ใช่ระบบจ้างมาทำงานในลักษณะงานประจำ รับใช้หัวหน้า แต่รับเข้ามาทำงานสร้างสรรค์ ในลักษณะออกความคิดเคียงบ่าเคียงไหล่กับหัวหน้า ต้องเลือกตามประวัติการทำงานสร้างสรรค์ การมีแรงบันดาลใจ หลงใหลเรื่องนั้น ซึ่งหมายความว่าต้องทั้งเก่งและมีแรงบันดาลใจสูงมาก ระบบการจ้างงานจึงต้องยืดหยุ่น และมีค่าตอบแทนที่จูงใจ รวมทั้งการได้มาต้องเน้นการดำเนินการเชิงรุก คือสืบหาตัวคนตามคุณสมบัติที่ต้องการ ไม่ใช่แค่ประกาศรับ (ซึ่งก็ต้องทำด้วย)
- 2. การจัดระบบส่งเสริมเพื่อเพิ่มความเร็ว (speed) ของการทำวิจัย ให้เร็วกว่านี้หลายเท่า ประเด็นนี้ที่ปรึกษาจากต่างประเทศย้ำแล้วย้ำอีก ว่าการทำวิจัยและนวัตกรรม หมายถึงการแข่งขัน เพราะยังจะมีทีมวิจัยอื่นทำงานในลักษณะหรือเป้าหมายเดียวกันอยู่ ใครค้นพบก่อน ก็ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา การแข่งขันในสมัยนี้ เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องเร็วด้วย การทำวิจัยและนวัตกรรมตามความเร็วที่ทำกันอยู่ในประเทศไทย ไม่มีทางแข่งขันได้
- 3. การจัดระบบกำกับดูแล (governance) งานด้านวิจัยและนวัตกรรม ที่ต่างไปจากระบบราชการปัจจุบัน เรื่องนี้ยกขึ้นมาโดย ศ. พญ. กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ ผู้ก่อตั้ง SiCRES ที่เป็น Academic CRO (Clinical Research Organization) มีเป้าหมายเป็นองค์กรที่เลี้ยงตัวได้ คือรับงานดำเนินการวิจัยทางคลินิกทั้งจากภายในศิริราชเอง และที่บริษัทยามาจ้างให้ทำ แต่ติดขัดที่ระเบียบพัสดุและการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้มีขั้นตอนมากมาย ทำงานได้ล่าช้า แข่งขันไม่ได้ ผมมองว่า งานวิจัยและนวัตกรรม ที่มีธรรมชาติเป็นงานวิจัยปลายทาง สู่ตลาด ต้องมีการเจรจาธุรกิจมาก การทำงานภายใต้ระบบกำกับดูแลแบบราชการแท้อย่างที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่มีทางที่ระบบวิจัยและนวัตกรรมไทยจะทำงานได้ตามเป้าหมายของ ยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙)
วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ มีการประชุม Core Team ของ SiCORE-M ตามปกติ ผมให้ข้อเสนอแนะว่า ทีม SiCORE-M ต้องพิจารณายกระดับตัวเองขึ้นไปทำงานใหญ่ให้แก่ศิริราช และให้แก่ประเทศ โดยทำงาน matching คือ match เป้าหมายการพัฒนาประเทศ เข้ากับขีดความสามารถของศิริราชในการทำงานวิจัยรับใช้ประเทศ
เป้าหมายการพัฒนาประเทศดูได้จากแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ระยะที่ ๑๒ และอื่นๆ ตีความเป็นงานวิจัยและนวัตกรรมที่ต้องการ คัดเลือกมาเฉพาะส่วนที่ตรงกับขีดความสามารถของศิริราช และไปคุยกับ สอวช., สกสว., สวช., สวรส. และอื่นๆ เพื่อทำความตกลงการทำงานและงบประมาณสนับสนุนระยะยาว ๕ - ๑๐ ปี โดยมีหน่วยงานหุ้นส่วนจากภาคประกอบการด้วย
ผมเล่าเรื่อง SiCORE ไว้ที่ (๑)
วิจารณ์ พานิช
๑๘ พ.ย. ๖๒ ปรับปรุง ๒๐ พ.ย. ๖๒