วิพากษ์ยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙) 51. วิจัยอนาคตประเทศไทย แบบกลับทาง

ตอนที่ ๑

ตอนที่ ๒

ตอนที่ ๓

ตอนที่ ๔

ตอนที่ ๕

ตอนที่ ๖

ตอนที่ ๗

ตอนที่ ๘

ตอนที่ ๙

ตอนที่ ๑๐

ตอนที่ ๑๑

ตอนที่ ๑๒

ตอนที่ ๑๓

ตอนที่ ๑๔

ตอนที่ ๑๕

ตอนที่ ๑๖

ตอนที่ ๑๗

ตอนที่ ๑๘

ตอนที่ ๑๙

ตอนที่ ๒๐

ตอนที่ ๒๑

ตอนที่ ๒๒

ตอนที่ ๒๓

ตอนที่ ๒๔

ตอนที่ ๒๕

ตอนที่ ๒๖

ตอนที่ ๒๗

ตอนที่ ๒๘

ตอนที่ ๒๙

ตอนที่ ๓๐

ตอนที่ ๓๑

ตอนที่ ๓๒

ตอนที่ ๓๓

ตอนที่ ๓๔

ตอนที่ ๓๕

ตอนที่ ๓๖

ตอนที่ ๓๗

ตอนที่ ๓๘

ตอนที่ ๓๙

ตอนที่ ๔๐

ตอนที่ ๔๑

ตอนที่ ๔๒

ตอนที่ ๔๓

ตอนที่ ๔๔

ตอนที่ ๔๕

ตอนที่ ๔๖

ตอนที่ ๔๗

ตอนที่ ๔๘

ตอนที่ ๔๙

ตอนที่ ๕๐




ดังเล่าไว้ในตอนที่ ๕๐ ว่าผมคิดวิธีจัดการโครงการ Future Thailand แบบใหม่ และจะเขียนนำเสนอในตอนที่ ๕๑ นี้    โดยขอย้ำว่าแนวคิดแบบหลุดโลกเช่นนี้ โอกาสผิดมากกว่าถูก

แนวทางใหม่นี้เน้นการทำงานวิชาการหรืองานวิจัยกลับทาง  และเน้นสร้างการเปลี่ยนแปลง (transformation) แบบกลับทาง (reversed) วิธีการที่ใช้กันโดยทั่วไป  

อาจเรียกชื่อว่า Desirable Scenario Management  หรือ Desirable Future Management ก็ได้

อาวุธสำคัญคือ กล้าคิด กล้าทำ แบบหลุดโลก    ไม่กลัวผิด     และมีการพัฒนา management platform ขึ้นใช้    ต้องทุ่มเทดำเนินการด้านการจัดการอย่างจริงจัง    หาคนที่มีความสามารถสูงมารับผิดชอบ

ย้ำว่า วิธีจัดการในระดับปัจจุบันจะทำได้ไม่สำเร็จ  

เป้าหมายของแนวทางใหม่ คือ ใช้เทคนิควิธีการแนว scenario planning    ให้เกิดผลเปลี่ยนเส้นทางเดินสู่อนาคตได้อย่างแท้จริง    รวมทั้งพัฒนาความรู้เชิงวิชาการ หรือเชิงเทคนิค ของวิธีการ scenario technique ในบริบทไทยขึ้นด้วย   

เริ่มจากการใช้เทคนิค foresight  หรือ scenario planning หา desirable scenario หรือ desirable outcome สำหรับนำมาค้นหา micro success stories ที่มีอยู่แล้วในสังคมไทย    เน้น success story ในระดับจุลภาค (micro scale) คือระดับตำบลหรืออำเภอ    ที่มีการดำเนินการเกิดผลสำเร็จในระดับหนึ่ง (ไม่ต้องถึงระดับดีเลิศ) ตามเป้าหมายที่กำหนด     แล้วมีทีมงานวิชาการเข้าไปศึกษาที่มาที่ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ (key success factors)     เพื่อเสนอแนะแนวทางสนับสนุนให้ยกระดับความสำเร็จที่มีอยู่แล้วขึ้นไปอีก ในระดับ micro นั้น    รวมทั้งในระดับ macro คือทั้งประเทศ    และได้รับทรัพยากรสนับสนุนให้เข้าไปดำเนินการเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้จาก Double Loop Learning Process ทั้งระดับ micro และ macro   

เครื่องมือ sandbox จะช่วยได้มาก ในขั้นตอนดำเนินการแนวนี้  

วิธีการที่เสนอ จึงอาจเรียกว่า วิธีขยายผล ฉากทัศน์ที่พึงประสงค์ ที่มีอยู่แล้ว     โดยการใส่ปัจจัยบวกเข้าไป  และขจัดปัจจัยลบออกไป    ผมเข้าใจว่า สังคมไทยเรามีปัจจัยลบที่ขจัดยากอยู่มากมายในเชิงโครงสร้าง เชิงระบบ และเชิงวัฒนธรรม    ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก     และในการประชุมเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ก็มีผู้พูดถึง         

ผมเดาว่า เราจะได้เรียนรู้วิธีขจัดปัจจัยลบ  ส่งเสริมหรือสร้างปัจจัยบวก ที่มีการดำเนินการได้สำเร็จอยู่แล้วในระดับจุลภาค    และทดลองนำมาปรับใช้ในระดับจุลภาคบริบทอื่น    รวมทั้งทดลองปรับใช้ในระดับมหภาค  

คุณค่าสำคัญทางวิชาการ อยู่ที่การทำความเข้าใจบริบท (context) ที่เป็น Key success / failure factors    ต่อการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่เป้าหมายที่พึงประสงค์ในอนาคต    

วิธีการที่เสนอจึงอาจมองใหม่ได้ว่า เป็นกระบวนการสร้าง Double Loop Learning   สำหรับเป็นกลไกขับเคลื่อนการ transform ประเทศสู่สภาพที่พึงประสงค์ในอนาคต    

เป็นการจัดการอนาคต โดยใช้ปัจจุบันเป็นพลังขับเคลื่อน    เลือกเฉพาะปัจจุบันส่วนที่เป็นพลังบวก    หาทางขยายพลังบวก  ลดพลังลบ      

การวิจัยอนาคตประเทศไทยตามแนวคิดนี้ มีอยู่แล้วในด้านการศึกษา     โดยมี sandbox เอื้อ    คือ พรบ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒

วิจารณ์ พานิช        

๖ พ.ย. ๖๒   ปรับปรุง ๓๐ พ.ย. ๖๒

         

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)