


ตำลึงเป็นผักริมรั้วที่พบเห็นได้โดยทั่วไปตลอดทั้งปี มีมากในฤดูฝน มักจะเลื้อยพันไปกับต้นไม้อื่นๆ ตำลึงดูเป็นพืชผักที่ไม่ค่อยมีค่ามีราคา แต่สรรพคุณของตำลึงมีมากมาย สามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายชนิด เช่น แกงจืดตำลึง แกงเลียง ต้มเลือดหมู ก๋วยเตี๋ยวตำลึง หรือลวกจิ้มน้ำพริก และที่สำคัญเป็นพืชปลอดสารพิษทำให้รับประทานได้อย่างสบายใจ


คุณค่าทางโภชนการของตำลึง 100 กรัม ประกอบด้วย พลังงาน 39 กิโลแคลอรี่ น้ำ 90.7 กรัม โปรตีน 3.3 กรัม ไขมัน 0.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 5.5 กรัม ใยอาหาร 1.0 กรัม เถ้า 0.1 กรัม แคลเซียม 126 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม เหล็ก 4.6 กรัม เบต้าแคโรทีน 5,190 ไมโครกรัม วิตามินเอ 865 ไมโครกรัม ไทอามีน 0.17 มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน 0.13 มิลลิกรัม ไนอะซิน 1.2 กรัม วิตามินซี 34 มิลลิกรัม


ตำลึงมีวิตามินเอสูง เบต้าแคโรทีนในตำลึงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นวิตามินเอได้ด้วย ตำลึงจึงเป็นอาหารบำรุงสายตาอย่างดี และช่วยเสริมภูมิคุ้มกันไม่ให้เจ็บป่วยง่าย โดยเฉพาะไข้หวัด ตำลึงเป็นผักที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างฟลาโวนอยด์ค่อนข้างสูง สามารถช่วยรักษาและป้องกันโรคต่างๆได้ เช่น โรคเบาหวาน มีงานวิจัยพบว่าตำลึงช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ ใบตำลึงมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดจึงช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้

ใบตำลึงมีแคลเซียมสูงและเป็นแคลเซียมชนิดที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้เทียบเท่ากับแคลเซียมที่มีอยู่ในนมวัว ดังนั้นผู้ที่มีอาการแพ้นมวัวหรือดื่มนมวัวแล้วท้องเสีย สามารถรับประทานแคลเซียมจากตำลึงแทนได้ ใบตำลึงและเถาตำลึงมีเอนไซม์อะไมเลสอยู่มาก ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีคุณสมบัติช่วยย่อยอาหารจำพวกแป้งได้ดี



วันนี้ครูแป๊วนำตำลึงที่เลื้อยพาดพันต้นไม้ต่างๆในสวนครัวเล็กๆหลังบ้านมาทำ หมูบะช่อตำลึง รับประทานกับผัดกะเพราตับหมู เป็นเมนูอาหารเช้าง่ายๆ แต่มากด้วยคุณประโยชน์


ตับหมูเป็นอาหารที่มีประโยชน์มาก มีธาตุเหล็กที่สามารถสร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้ร่างกายสามารถนำออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆได้ดี วิตามินเอช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อในร่างกายและการมองเห็นในที่มืด วิตามินบี2 ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและทำให้กระบวนการเผาผลาญอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนเป็นไปด้วยดี วิตามินบี3 ช่วยในเรื่องของระบบหมุนเวียนเลือดและการเจริญเติบโตของร่างกาย วิตามินบี5 ทำให้ร่างกายสามารถนำคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด วิตามินบี6 ช่วยในการทำงานของระบบประสาท วิตามินบี12 ช่วยดูแลความสมบรูณ์ของระบบประสาทและสมอง

ตับมีคอเรสเตอรอลในปริมาณที่สูงมากจึงไม่ควรรับประทานมากหรือบ่อยเกินไป เพราะจะมีผลเสียทำให้หลอดเลือดเกิดอาการแข็งตัวและเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจได้ ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานตับ เนื่องจากเป็นอาหารที่มีพิวรีนสูงทำให้อาการของโรคกำเริบได้


กะเพรามีเบต้าแคโรทีนช่วยป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจขาดเลือด วิตามินเอช่วยบำรุงสายตาและป้องกันการเสื่อมก่อนวัยอันควร เหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัสช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง กะเพรายังมีวิตามินซีสูงมากกว่าพืชสมุนไพรในวงศ์เดียวกันอีกด้วย