วิพากษ์ยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙) 44. พระราชบัญญัติการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. ๒๕๖๒

ตอนที่ ๑      ตอนที่ ๒     ตอนที่ ๓      ตอนที่ ๔     ตอนที่ ๕

ตอนที่ ๖      ตอนที่ ๗     ตอนที่ ๘      ตอนที่ ๙      ตอนที่ ๑๐

ตอนที่ ๑๑      ตอนที่ ๑๒     ตอนที่ ๑๓       ตอนที่ ๑๔       ตอนที่ ๑๕

ตอนที่ ๑๖      ตอนที่ ๑๗       ตอนที่ ๑๘       ตอนที่ ๑๙       ตอนที่ ๒๐

ตอนที่ ๒๑      ตอนที่ ๒๒     ตอนที่ ๒๓      ตอนที่ ๒๔      ตอนที่ ๒๕

ตอนที่ ๒๖       ตอนที่ ๒๗      ตอนที่ ๒๘       ตอนที่ ๒๙       ตอนที่ ๓๐

ตอนที่ ๓๑      ตอนที่ ๓๒       ตอนที่ ๓๓       ตอนที่ ๓๔       ตอนที่ ๓๕

ตอนที่ ๓๖       ตอนที่ ๓๗       ตอนที่ ๓๘       ตอนที่ ๓๙       ตอนที่ ๔๐

ตอนที่ ๔๑       ตอนที่ ๔๒     ตอนที่ ๔๓

พระราชบัญญัติการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ (๑)ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒   มี ๓๙ มาตรา    ออกมาเพื่อส่งเสริมการใช้ ววน. และศิลปวิทยาแขนงอื่นๆ ในการพัฒนาประเทศ   

มีคนเอ่ยกับผมว่า พรบ. นี้แคบเกินไป ไม่ให้คุณค่าของวิชาการสาขาที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์    เมื่อตรวจสอบนิยามในมาตรา ๓   ไม่พบนิยามของคำว่า วิทยาศาสตร์  มีแต่นิยามของ การพัฒนาวิทยาศาสตร์    ผมจึงคิดว่า ต้องตีความคำว่า วิทยาศาสตร์ ให้กว้าง  ซึ่งตรงกับคำว่า วิทยาการ หรือ ศิลปวิทยา    อย่างในสหรัฐอเมริกามีหน่วยงานของรัฐบาลกลางชื่อ NSF – National Science Foundation   ที่ตีความคำว่า science ว่าหมายถึงศาสตร์ทุกแขนง    หน่วยงานนี้จึงให้ทุนวิจัยด้าน social science และ humanities ด้วย   

เพื่อให้เกิดประโยชน์ได้เต็มที่  ต้องตีความคำว่า วิทยาศาสตร์ ให้หมายความรวม เทคโนโลยี  วิศวกรรม (engineering)  และการออกแบบ (design)  ด้วย    หรือจะเอาคำที่เพิ่มมาเหล่านี้ไปไว้เป็นบริวารของคำว่า นวัตกรรม ก็ได้   ซึ่งหมายความว่า พรบ. นี้มุ่งส่งเสริม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย วิศวกรรม การออกแบบ และ นวัตกรรม    ครบเครื่องสำหรับเป็นคานงัดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของภาคการผลิตและบริการ และภาคสังคมหรือความเป็นอยู่ของผู้คน    

พรบ. นี้มี ๔ หมวด ๓๙ มาตรา   ได้แก่ หมวด ๑ บททั่วไป มี ๑๑ มาตรา    หมวด ๒ การดำเนินงานตามนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มี ๖ ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ ๑ นโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มี ๔ มาตรา ส่วนที่ ๒ งบประมาณและการพัสดุ  มี ๔ มาตรา   ส่วนที่ ๓ บุคลากรวิจัยและนวัตกรรม มี ๒ มาตรา    ส่วนที่ ๔ ข้อมูลการวิจัยและนวัตกรรม มี ๖ มาตรา     ส่วนที่ ๕ การนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ มี ๔ มาตรา     ส่วนที่ ๖ มาตรฐานการวิจัยและจริยธรรมการวิจัย มี ๒ มาตรา      หมวด ๓ การบูรณาการการปฏิบัติการของหน่วยงานในกำกับของรัฐมนตรี มี ๑ มาตรา      หมวด ๔ บทกำหนดโทษ มี ๒ มาตรา     และ บทเฉพาะกาล มี ๓ มาตรา     

อ่านแล้วผมเห็นชัดเจนว่า ทันทีที่ประกาศใช้กฎหมาย    กฎหมายนั้นก็ล้าสมัยทันที    เพราะบริบทของสังคมหรือบ้านเมือง (รวมทั้งสภาพของโลก) เปลี่ยนไป    นอกจากนั้นย่อมเป็นธรรมดาว่า กฎหมายเขียนตาม mindset ของกลุ่มผู้เขียนกฎหมายนั้น   และ mindset ว่าด้วย ววน. นั้น เป็นปกติธรรมดาที่จะล้าสมัย    เพราะเป็น mindset ที่มาจากประสบการณ์ (backward mindset)    แต่ในทางปฏิบัติการดำเนินการ ววน. ต้องใช้ mindset ที่คิดไปข้างหน้า (forward mindset)    คือยังไม่เคยทำ      

ดังนั้น การเขียนกฎหมายให้ชัดเจนในรายละเอียด ลงไปถึงภาคปฏิบัติ จึงเป็นดาบสองคม    ในแง่ดีก็คือทำให้มีจุดเน้นชัดเจน   แง่ลบคือมันบังคับให้ใช้แนวความคิดที่ล้าหลัง  

ผมคิดว่าตัวร้ายที่สุดในกฎหมายไทยคือ    ถูกตีความว่าตรงไหนไม่ได้ระบุไว้ห้ามทำ     เป็นการใช้กฎหมายปิดกั้นความริเริ่มสร้างสรรค์โดยไม่รู้ตัว     ตัวอย่างเรื่องนี้เกิดผลร้ายขึ้นที่ สปสช. ที่ถูกศัตรูเล่นงานในสมัยรัฐบาลประยุทธ ๑  ว่าไม่มีกฎหมายให้มีหน้าที่จัดซื้อยา    เมื่อเข้าไปจัดซื้อยาราคาแพงเพื่อแจกจ่ายไปทั่วประเทศในราคาต่ำ (เพราะจัดซื้อจำนวนมาก) ก็ถูกสอบสวน ว่าทำผิด (๒)     ในที่สุดในปัจจุบันก็มีระบบให้ สปสช. และกระทรวสาธารณสุขร่วมกันใช้วิธีดังกล่าว (๓)เพราะมีหลักฐานว่าช่วยประหยัดเงินของรัฐได้กว่าสี่หมื่นล้านบาทใน ๘ ปี       

จุดแข็งประการหนึ่งของ พรบ. นี้อยู่ที่การระบุให้หน่วยงานต้องทำงานประสานงานร่วมมือกัน (หมวด ๓ การบูรณาการการปฏิบัติการของหน่วยงานในกำกับของรัฐมนตรี  มาตรา ๓๔)  ซึ่งต้องตีความว่า หมายความรวมถึง วช. ด้วย    และ รมต. พึงตระหนักว่า ภายใต้ พรบ. นี้  วช. กลายเป็นหน่วยงานที่ไม่มี บอร์ด กำกับ     อำนาจตัดสินใจอยู่ที่ผู้อำนวยการ วช.    จึงน่าจะมีการกำหนดเป้าหมายผลลัพธ์การดำเนินการระยะยาว และเป้าหมายรายทางระยะสั้น ทุกๆ ๓ เดือน    แล้วนำเอาวิธีการ OKR (๔) เข้าขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน    

อ่านระหว่างบรรทัด ผมตีความว่า จุดอ่อนสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของ พรบ. นี้คือ    อยู่ภายใต้ mindset ว่าการดำเนินการกิจกรรม ววน. เป็นเรื่องของภาคราชการหรือภาครัฐ    ภาคเอกชนและภาคประชาชนมีหน้าที่เข้าร่วมมือ หรือให้ความร่วมมือ    นี่คือกระบวนทัศน์ที่ตกยุค   

กระบวนทัศน์ที่ถูกต้องคือ ภาครัฐมีหน้าที่กำหนดนโยบาย มาตรการ และจัดสรรทรัพยาการ ให้ภาคธุรกิจและภาคประชาชนเป็นผู้ดำเนินการหลัก    โดยดำเนินการแบบ consortium ตามที่ระบุในตอนที่ ๔๐   แล้วภาครัฐทำหน้าที่หมุนวงจรการเรียนรู้ ในการใช้ ววน. สร้างความเจริญก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดให้แก่ประเทศในภาพรวม     

วิจารณ์ พานิช        

๔ ก.ย. ๖๒

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)