วิพากษ์ยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙) 45. พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒

ตอนที่ ๑     ตอนที่ ๒     ตอนที่ ๓     ตอนที่ ๔      ตอนที่ ๕

ตอนที่ ๖      ตอนที่ ๗      ตอนที่ ๘      ตอนที่ ๙      ตอนที่ ๑๐

ตอนที่ ๑๑      ตอนที่ ๑๒      ตอนที่ ๑๓      ตอนที่ ๑๔     ตอนที่ ๑๕

ตอนที่ ๑๖     ตอนที่ ๑๗     ตอนที่ ๑๘      ตอนที่ ๑๙     ตอนที่ ๒๐

ตอนที่ ๒๑     ตอนที่ ๒๒      ตอนที่ ๒๓      ตอนที่ ๒๔      ตอนที่ ๒๕

ตอนที่ ๒๖     ตอนที่ ๒๗      ตอนที่ ๒๘      ตอนที่ ๒๙      ตอนที่ ๓๐

ตอนที่ ๓๑    ตอนที่ ๓๒      ตอนที่ ๓๓      ตอนที่ ๓๔     ตอนที่ ๓๕

ตอนที่ ๓๖     ตอนที่ ๓๗     ตอนที่ ๓๘      ตอนที่ ๓๙     ตอนที่ ๔๐

ตอนที่ ๔๑     ตอนที่ ๔๒    ตอนที่ ๔๓     ตอนที่ ๔๔

พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒ (๑)ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒   มี ๘๐ มาตรา    ออกมาเพื่อทำให้อุดมศึกษามีส่วนขับเคลื่อนพัฒนาการของประเทศมากยิ่งขึ้น   

ในหมายเหตุท้าย พรบ. ระบุว่าต้องการ   “ส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษามีระบบ บริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีความเป็นอิสระทางวิชาการ สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีองค์ความรู้ทางวิชาการในแขนงต่าง ๆ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก มีการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม ให้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตลอดจนสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความเป็นเลิศในทางวิชาการและมีทักษะขั้นสูงในการประกอบวิชาชีพ สามารถตอบสนองความต้องการ ของภาครัฐและภาคเอกชนได้อย่างแท้จริง และส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา มีคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ า และแก้ปัญหาให้แก่สังคมส่วนรวมได้ อันจะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม”  

สำหรับผม กฎหมายฉบับนี้สื่อว่า มหาวิทยาลัยไทยเป็นอยู่อย่างเดิมไม่ได้แล้ว    มหาวิทยาลัยต้องพิสูจน์คุณค่าของตนได้ชัดเจน จึงจะได้รับทรัพยากรมาทำงานและดำรงชีพ    มิฉนั้นจะอดตาย

มาตราสุดท้าย คือมาตราที่ ๘๐ ว่าด้วย มาตรฐานอุดมศึกษา เตะตาผมอย่างแรง    ว่าในยุคนี้ควรเปลี่ยนมาเน้น “มาตรฐานขาออก”    ไม่ใช่เน้น “มาตรฐานขาเข้า” อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ข้อดีในเรื่องมาตรฐานขาเข้าใน พรบ. คือเขียนไว้ชัดเจนว่าเป็น “มาตรฐานขั้นต่ำ”    แต่เมื่ออ่าน พรบ. ทั้งฉบับแล้ว ผมก็ตระหนักว่า ผมจะต้องผิดหวังในเรื่องนี้   

ในเรื่องมาตรฐานการศึกษา ผมชอบมาตรา ๖๙ มากที่สุด    ที่ระบุให้จัดการศึกษาแบบ sandbox ได้  

พรบ. นี้มี ๙ หมวด   และมีบทเฉพาะกาล ๒ มาตรา  รวมเป็น ๘๐ มาตรา     หมวด ๑ บททั่วไป   หมวด ๒ หลักการของการจัดการอุดมศึกษา   หมวด ๓ ประเภทและกลุ่มของสถาบันอุดมศึกษา    หมวด ๔ หน้าที่และอำนาจของสถาบันอุดมศึกษา    หมวด ๕ ข้อมูลการอุดมศึกษา     หมวด ๖ ทรัพยากรอุดมศึกษา     หมวด ๗ การควบคุมและกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษา    หมวด ๘ การคุ้มครองผู้เรียน    หมวด ๙ บทกำหนดโทษ      

ในภาพรวม ผมมองว่าทีมผู้ร่าง พรบ. นี้ ยังใช้กระบวนทัศน์อุดมศึกษาแห่งศตวรรษที่ ๒๐ ตามที่ตนเคยชิน    เช่นส่วนที่ ๔  มาตรา ๔๐ ใช้คำว่า “บริการวิชาการแก่สังคม” ซึ่งสะท้อนกระบวนทัศน์ที่ล้าหลัง    กระบวนทัศน์สมัยใหม่คือ “หุ้นส่วนพัฒนาสังคม” (social engagement)   ในยุคปัจจุบัน มหาวิทยาลัยควรยึดหลัก engagement  ไม่ใช่ service หรือ technology transfer    เรื่องนี้ผมบรรยายไว้ในปาฐกถา กษาน จาติกวนิช ครั้งที่ ๑๐ เรื่องมหาวิทยาลัยแห่งอนาคต (๒)    หลักการ engagement นี้หากใช้กับ ส่วนที่ ๓ การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม   และมาตรา ๓๔ และ ๓๕  ในส่วนที่ ๒ ซึ่งเป็นเรื่องการเรียนการสอน    โดยมหาวิทยาลัยทำงานนี้แบบเป็นหุ้นส่วนกับ real sector   กิจการของมหาวิทยาลัยจะมีคุณค่าเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย    โดยจะกลายเป็นการทำงานวิชาการบนฐานชีวิตจริง    ไม่ใช่วิชาการที่ลอยอยู่บนวิชาการ อย่างในปัจจุบัน และอย่างที่อยู่ในความหมายระหว่างบรรทัดใน พรบ. ฉบับนี้   

กระบวนทัศน์ที่ล้าหลังอยู่ที่มุมมองว่านักศึกษาเป็นผู้เข้ามหาวิทยาลัยเพื่อไปดูดซับความรู้    และมุมมองว่าความรู้มีอยู่เฉพาะในมหาวิทยาลัย ส่วนอื่นๆ ของสังคม เป็น “ผู้รับ” ความรู้จากมหาวิทยาลัย     กระบวนทัศน์เช่นนี้ปิดกั้นโอกาสที่มหาวิทยาลัยจะมีปฏิสัมพันธ์แนวราบกับภาคชีวิตจริงในสังคม    และร่วมกันทำงานสร้างสรรค์วิชาการจากชีวิตจริงของกิจการงานและการดำรงชีพของผู้คน   

ข้อความที่สะท้อนความล้าสมัยในกระบวนทัศน์ต่ออุดมศึกษาอยู่ในมาตราที่ ๑๒    แต่ต้องอ่านระหว่างบรรทัดจึงจะเห็นกระบวนทัศน์ล้าหลังที่ซ่อนอยู่      

อีกมาตราหนึ่งที่ผมชอบคือ มาตรา ๔๒ และ ๔๔  ที่กำหนดให้มีการเผยแพร่ข้อมูลแก่สาธารณชน    โดยผมขอเสนอว่า การเผยแพร่ดังกล่าวควรมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนเลือกใช้บริการของสถาบันอุดมศึกษาได้อย่างชาญฉลาด    และเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษา accountable ต่อประชาชน    ยิ่งกว่า accountable ต่อ สกอ. หรือต่อกลไกภาครัฐ     

หมวด ๓ ประเภทและกลุ่มสถาบันอุดมศึกษา  ตามในมาตรา ๒๓ – ๒๕ มีความเหมาะสมมาก    เพราะจะช่วยให้มหาวิทยาลัยโฟกัสการทำหน้าที่ของตน    ไม่ทำหน้าที่อย่างเลื่อนลอยดังในปัจจุบัน    แต่ผมไม่เห็นด้วยกับข้อความในมาตรา ๒๓ ที่ระบุว่า การจัดประเภทของสถาบันเป็นไปเพื่อความสะดวกในการควบคุมกำกับ    ผมเห็นว่าเป้าหมายหลักคือเพื่อให้มหาวิทยาลัยโฟกัสการทำหน้าที่ของตน   

ส่วนที่ผมคิดว่า พรบ. นี้ไม่สมดุลคือ เขียนระบุในมาตรา ๒๗ ให้สถาบันอุดมศึกษาต้องเอื้อความเจริญก้าวหน้าแก่บุคลากร    แต่ไม่ระบุว่าบุคลากรมีหน้าที่ต้องรักและทำงานอุทิศตนให้แก่สถาบันที่ตนสังกัดอย่างเต็มที่     เรื่องความรักและจงรักภักดีต่อองค์กรของคนมหาวิทยาลัยนี้  สมัยผมเริ่มเป็นอาจารย์เมื่อกว่าห้าสิบปีมาแล้ว มีการย้ำกันมาก  และจางลงเรื่อยๆ ในช่วงเวลาต่อมา     ผมมีข้อยืนยันจากประสบการณ์ส่วนตัวว่า การที่คนเรามีเป้าหมายประจำใจที่ยิ่งใหญ่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม  ให้พลังปัญญาสูงกว่าคนที่จิตใจมุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตน    

วิจารณ์ พานิช        

๕ ก.ย. ๖๒


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)