วิพากษ์ยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙) ๗๑. การจัดการทุนวิจัยเพื่อพัฒนา การจัดการอย่างมีพลวัต

ตอนที่ ๑

ตอนที่ ๒

ตอนที่ ๓

ตอนที่ ๔

ตอนที่ ๕

ตอนที่ ๖

ตอนที่ ๗

ตอนที่ ๘

ตอนที่ ๙

ตอนที่ ๑๐

ตอนที่ ๑๑

ตอนที่ ๑๒

ตอนที่ ๑๓

ตอนที่ ๑๔

ตอนที่ ๑๕

ตอนที่ ๑๖

ตอนที่ ๑๗

ตอนที่ ๑๘

ตอนที่ ๑๙

ตอนที่ ๒๐

ตอนที่ ๒๑

ตอนที่ ๒๒

ตอนที่ ๒๓

ตอนที่ ๒๔

ตอนที่ ๒๕

ตอนที่ ๒๖

ตอนที่ ๒๗

ตอนที่ ๒๘

ตอนที่ ๒๙

ตอนที่ ๓๐

ตอนที่ ๓๑

ตอนที่ ๓๒

ตอนที่ ๓๓

ตอนที่ ๓๔

ตอนที่ ๓๕

ตอนที่ ๓๖

ตอนที่ ๓๗

ตอนที่ ๓๘

ตอนที่ ๓๙

ตอนที่ ๔๐

ตอนที่ ๔๑

ตอนที่ ๔๒

ตอนที่ ๔๓

ตอนที่ ๔๔

ตอนที่ ๔๕

ตอนที่ ๔๖

ตอนที่ ๔๗

ตอนที่ ๔๘

ตอนที่ ๔๙

ตอนที่ ๕๐

ตอนที่ ๕๑

ตอนที่ ๕๒

ตอนที่ ๕๓

ตอนที่ ๕๔

ตอนที่ ๕๕

ตอนที่ ๕๖

ตอนที่ ๔๗

ตอนที่ ๕๘

ตอนที่ ๕๙

ตอนที่ ๖๐

ตอนที่ ๖๑

ตอนที่ ๖๒

ตอนที่ ๖๓

ตอนที่ ๖๔

ตอนที่ ๖๕

ตอนที่ ๖๖

ตอนที่ ๖๗

ตอนที่ ๖๘

ตอนที่ ๖๙

ตอนที่ ๗๐




ผมได้ความคิดในการเขียนบันทึกนี้จากการอ่านเอกสาร เตรียมการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับทิศทาง โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่องของ กสศ. ที่เรียกชื่อย่อๆ ว่าโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือใช้ตัวย่อว่า TSQP (1)   ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๓

เป้าหมายของโครงการนี้ คือส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนขนาดกลางที่เป็นสถานศึกษาที่รับดูแลนักเรียนระดับประถมถึงมัธยมต้นที่เป็นลูกหลานคนด้อยโอกาส ดำเนินการพัฒนาคุณภาพของตนเอง     โรงเรียนแบบนี้มีประมาณ ๘ พันโรงเรียนทั่วประเทศ    สคส. จัดงบประมาณดำเนินการหนุนโรงเรียนร้อยละ ๑๐ ของจำนวนนี้คือ ๘๐๐ โรงเรียน    ให้เป็นโรงเรียนนำร่องดำเนินการพัฒนาตนเอง โดยมีความเชื่อว่าหากโรงเรียนกลุ่มนี้พัฒนาคุณภาพ  ก็จะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศ    โครงการนี้ดำเนินการร่วมกับต้นสังกัดของโรงเรียน คือ สพฐ. และ อปท.

หากโรงเรียนกลุ่มนี้ยกระดับคุณภาพขึ้นได้ในระดับที่น่าพอใจ    ในอนาคต ๕ - ๑๐ ปีขึ้นไป ประเทศไทยจะมีพลเมืองที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน    เป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาบ้านเมือง    รวมทั้งตัวป่วนบ้านเมืองก็จะลดลงด้วย   

กสศ. ดำเนินการ ๒ จังหวะ โดยแบ่งโรงเรียนที่สนับสนุนให้พัฒนาคุณภาพตนเองเป็น ๒ รุ่น    รุ่นแรก ๒๙๐ โรงเรียน    ดำเนินการช่วงเทอม ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๒ ถึงจบเทอม ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๓    รุ่นที่สอง ๕๖๐ โรงเรียน ดำเนินการในปีการศึกษา ๒๕๖๓    ทั้งสองรุ่นเจอวิกฤตโควิด แต่เจอคนละช่วง    มีการปรับตัวกันอุตลุด    เอากิจกรรมออนไลน์มาใช้ จนน่าจะเกิดนวัตกรรมการเรียนรู้หลายอย่าง

เป้าหมายของการพัฒนาโรงเรียนเหล่านี้คือพัฒนาคุณภาพของการเรียนรู้    ให้นักเรียนเกิดผลลัพธ์การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑ ผ่านการเรียนแบบนักเรียนทำกิจกรรม ที่เรียกว่า active learning   เปลี่ยนจากแบบปัจจุบันที่ครูสอนวิชาให้นักเรียนท่องจำ ที่เป็น passive learning

กสศ. ออกแบบการจัดการโครงการเป็น ๓ ส่วน หรือ ๓ ทีม    คือ (๑) ทีมจัดการโครงการ มี อ. เพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ เป็นผู้จัดการ    (๒) ทีมโค้ชภายนอก ที่ทำหน้าที่โค้ช active learning ให้แก่โรงเรียน   มี ๕ ทีม เราเรียกย่อๆ ว่า ทีม มข., ทีม มอ., ทีม ม. ศรีปทุม, ทีม รร. ลำปลายมาศพัฒนา, และทีม รร. สตาร์ฟิชฯ    แต่ละทีมต่างก็มีวิธีการจำเพาะของตน    (๓) ทีมติดตามประเมินผล ที่เราเน้นให้เป็น DE – Development Evaluation นำโดย ผศ. ดร. พิณสุดา สิริธรังศรี แห่ง ม. ธุรกิจบัณฑิตย์  

ในรุ่นแรก ใช้วิธีให้ทีมโค้ชไปหาโรงเรียนจำนวนหนึ่งมาเข้าโครงการ     ได้มาทีมละ ๒๐ - ๗๕ โรงเรียน    รวมเป็น ๒๙๐   แต่ละทีมก็เข้าไปดำเนินการฝึกวิทยายุทธให้แก่ผู้บริหารและครู เพื่อเปลี่ยนวัฒนธรรมของโรงเรียน เปลี่ยน school management   และเปลี่ยน class management    

รุ่นที่ ๑ ดำเนินการมาตั้งแต่ ๑ กันยายน ๒๕๖๒  ถึงตอนนี้ก็ ๘ เดือนเศษ    มีการดำเนินการที่น่าชื่นชมมาก   ผมในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางของโครงการ ได้เรียนรู้มากจริงๆ    เราได้เห็นทีมจัดการ ๓ ทีมทำงานอย่างขะมักเขม้น    และได้ไปลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ดังเล่าไว้ที่ (๒)  และใคร่ครวญสะท้อนคิดไว้ที่ (๓)

ในการประชุมวันนี้ ทีมจัดการทั้งสามส่วนได้เตรียมทั้งเอกสาร และเตรียมการนำเสนอในที่ประชุมดีมาก    ช่วยให้ผมมองเห็นจุดบอดของการจัดการ    ที่หากเผลอจะมีการทำงานมาก แต่ได้ผลงานที่มุ่งหวังน้อย     นักบริหารที่ดีต้องมีคาถาประจำใจ “ทำงานน้อย ผลงานมาก”   และ “ระวังหลงทางโดยไม่รู้ตัว”

ได้กล่าวแล้วว่า ผลงานที่มุ่งหวังคือโรงเรียนมีการพัฒนาตนเองให้มีความสามารถจัดการเรียนรู้คุณภาพสูง    และสามารถพัฒนาตนเองได้ต่อเนื่องหลังจากโครงการนี้จบไปแล้ว       

เมื่อเปิดประชุม ผมตั้งข้อสังเกตในฐานะประธานว่า     คณะกรรมการกำกับทิศทาง มีหน้าที่ให้คำแนะนำ และกำกับวิธีดำเนินการโครงการ ให้บรรลุผลกระทบที่กำหนดไว้     ซึ่งก็คือ โรงเรียนในโครงการ ๒๙๐ + ๕๖๐ โรงเรียนมีการจัดการโรงเรียน และการจัดการชั้นเรียนแบบใหม่ และมีการเรียนรู้และพัฒนาโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง     เราคงต้องช่วยกันทำตัวชี้วัดความสำเร็จที่ต้องการ และกำหนดว่าวัดอย่างไร  

ผมชี้ว่า ตัวชี้วัดหลักคือ CLO – Core Learning Outcome ของนักเรียน    ที่ทางผู้จัดการโครงการกำหนดไว้อย่างชัดเจนดีเยี่ยม รวม ๘ ตัว     โดยผมชี้ว่า CLO ที่กำหนดระบุเฉพาะด้าน characters กับด้าน skills    แต่ในความเป็นจริงผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ดีนักเรียนต้องมี content knowledge ที่ถูกต้อง ลุ่มลีก และเชื่อมโยงด้วย     ดังในบันทึกชุด ครูเพื่อศิษย์ สอนสู่รู้เชื่อมโยง    ซึ่งในการลงพื้นที่ที่เชียงใหม่ (๒)เราใจชื้นว่าประเด็นนี้ได้รับการดูแลอยู่แล้ว    แต่ผมก็คิดว่า ต้องมีการวัดผล  

คุณหญิงกษมา วรวรรณ มีความเห็นว่า ควรมีตัววัดความสำเร็จเบื้องต้นง่ายๆ แต่มีพลัง เช่น ร้อยละของนักเรียนที่ออกกลางคัน    ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และนึกในใจว่า ความสุขของนักเรียน  และร้อยละของนักเรียนที่มาเรียน    ก็น่าจะเป็นตัวชี้วัดระหว่างทางของโรงเรียนในโครงการ    และระบบ Q-Info ของโครงการน่าจะบอกได้โดยโรงเรียนไม่ต้องทำรายงาน   

เมื่อพูดถึง Q-Info ซึ่งเป็นหนึ่งใน ๕ เครื่องมือที่โครงการเข้าไปจัดให้บริการแก่โรงเรียน     ผมมองว่า ทีมจัดการโครงการยังมองเป้าหมายของ Q-Info ไม่ชัด     น่าจะจัดให้ Q-Info เข้าไปอำนวยความสะดวกแก่การบริหารโรงเรียน    และใช้ในการติดตามความก้าวหน้าของโครงการด้วย

แต่กล่าวอย่างนี้อาจเป็นการพูดแบบคนไม่เข้าใจบริบทของโรงเรียน    ที่มีหน้าที่ต้องกรอกข้อมูลลงระบบข้อมูลของหน่วยงานต้นสังกัดด้วย    ทำให้การกรอกข้อมูลเป็นงานที่น่าเบื่อหน่าย    เพราะไม่ใช่งานที่สนองตนเอง เป็นการสนองหน่วยเหนือ   

หน้าที่อย่างหนึ่งของทีมบริหารโครงการทั้ง ๓ ทีม จึงน่าจะได้แก่การเข้าไปทำความเข้าใจบริบทของโรงเรียน    และหาทาง empower โรงเรียนให้ลดงานที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของนักเรียน    และเพิ่มกิจกรรมที่จะช่วยยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน    หน้าที่นี้ไม่ได้กำหนดไว้ใน TOR ของทีมทั้งสาม

จะเห็นว่า โครงการวิจัยและพัฒนาที่ดี ต้องจัดการให้มี Learning Loops    โดยมีทีมติดตามและประเมินผล ทำหน้าที่เก็บข้อมูลเป็น feedback เพื่อการปรับตัวของโครงการ    และในกรณีโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง มีคณะอนุกรรมการกำกับทิศทาง คอยให้คำแนะนำเพื่อการปรับตัว     โครงการวิจัยและพัฒนาที่ดีจึงต้องมีความยืดหยุ่น    สามารถเรียนรู้และปรับตัวได้               

ผมได้เรียนรู้ว่า การไหลของข้อมูลที่ทีมติดตามและประเมินผลรวบรวมได้มีความสำคัญมาก    ควรตกลงกันให้ชัดเจนว่าเมื่อมีข้อมูลจากการไปติดตามที่โรงเรียนแล้วจะส่งต่อข้อมูลและความเห็นต่อใคร    จะส่งให้แต่ละโรงเรียนโดยตรงหรือไม่    ส่งให้ทีมโค้ชภายนอกแต่ละทีมโดยตรงหรือไม่    และในการนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการกำกับทิศทาง เสนออย่างไร    ในกรณีใดที่เสนอข้อมูลโดยไม่ตัดสิน    ในกรณีใดต้องใส่การวิเคราะห์หรือกึ่งตัดสินเข้าไปด้วย    

ผมได้ตระหนักว่า เนื่องจากการออกแบบโครงการ กำหนดตัว “ผู้กระทำ” (actor) หลักให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือทีมโค้ชภายนอก    โรงเรียนจึงคล้ายๆ จะเป็น “ผู้รับ”   ไม่ใช่ “ผู้กระทำ”    หน่วยของการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ จึงพลาดไปเป็นทีมโค้ชภายนอก    แทนที่จะเป็นโรงเรียนแต่ละแห่ง   

ผมจึงเสนอต่อที่ประชุมว่า “หน่วยวิเคราะห์” (unit of analysis) ต้องเป็นโรงเรียน    ไม่ใช่ทีมโค้ชภายนอก    โดยอยู่บนสมมติฐานว่า โรงเรียนเป็นผู้ดำเนินการเพื่อการเปลี่ยนแปลงของตนเอง    ไม่ใช่ทีมโค้ชภายนอกเป็นผู้ดำเนินการ    ทีมโค้ชภายนอกเป็น facilitator ไม่ใช่ actor    

ภายใต้แนวคิดนี้ ทีมติดตามประเมินผลน่าจะเน้นการติดตามประเมินผลโรงเรียน    ผมเสนอว่า น่าจะใช้เครื่องมือ OKR (Objective and Key Results)    กำหนดให้ชัดเจนว่างวดนั้นจะวัดอะไร (objective)    เอาเฉพาะตัวหลักๆ ตัวเดียวหรือสองสามตัว    นำมากำหนดผลลัพธ์หลัก (key results) สองสามตัว    ได้ผลเป็นอย่างไรนำมาคุยกับทางโรงเรียน   และกับทาง กสศ. (คณะอนุกรรมการกำกับทิศทางเป็นส่วนหนึ่งของ กสศ.)

ในการนำเสนอภาพใหญ่ต่อคณะอนุกรรมการกำกับทิศทาง  น่าจะมี platform การนำเสนอความก้าวหน้าของโรงเรียนเป็น ๓ ช่อง    คือช่องโรงเรียนที่ความก้าวหน้าดี   ช่องปานกลาง และช่องต้องปรับปรุง    และมีหมายเหตุคำอธิบายสั้นๆ สำหรับแต่ละโรงเรียน     การนำเสนอนี้จะทำหน้าที่ feedback แก่โรงเรียนและทีมโค้ชภายนอก    เพื่อการเรียนรู้และปรับตัว   

ควรมีอีกหนึ่งตาราง ที่ลงประเด็นความก้าวหน้าที่น่าชื่นชม    กับประเด็นที่ควรปรับปรุง    ของแต่ละโรงเรียน    โดยที่พึงระวังว่า ช่องแรก “ประเด็นความก้าวหน้าที่น่าชื่นชม” นั้นไม่เน้นผลลัพธ์ใน absolute term    แต่มองใน relative term    คือเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพตอนเริ่มต้นโครงการ    เป็นการให้ความสำคัญต่อความมานะพยายาม มากกว่าความสำเร็จ    ซึ่งจะเป็นการพัฒนา growth mindset ของทีมงานในโรงเรียน    

มีผู้รู้บอกว่า การเรียนรู้และปรับตัวของโรงเรียนต้องการกัลยาณมิตรหรือเพื่อนร่วมทาง     ภายใต้โครงการนี้ ทีมโค้ชภายนอกทำหน้าที่นี้    จึงมีคำถามว่า เมื่อโครงการจบไปแล้วกลไกกัลยาณมิตรร่วมเรียนรู้ของโรงเรียนคือใครหรือหน่วยงานใด    ควรให้บุคคลนั้นและหน่วยงานนั้นเข้ามาเรียนรู้และฝึกทำหน้าที่ร่วมกันเลยจะดีไหม    ผมขอย้ำว่าเป็นกลไกกัลยาณมิตรร่วมเรียนรู้ ไม่ใช่กลไกบังคับบัญชา    

ข้อน่าชื่นชมก็คือ มีบางทีมโค้ชภายนอก ชวน กศน. เข้ามาร่วม     จึงมีคำถามว่า โครงการควรมีการจัดการเพื่อสร้างกัลยาณมิตรภายนอกร่วมเรียนรู้กับโรงเรียนหรือไม่ เพียงใด   

ในการประชุมเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม มีการเอ่ยถึงการพัฒนา โค้ชภายในโรงเรียน    ซึ่งก็คือครูแกนนำ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลง     สำหรับเป็นปัจจัยของการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่องยั่งยืนของโรงเรียน    เป็นประเด็นที่ควรประเมินเป็นรายโรงเรียนด้วย   

ทั้งหมดนั้น เป็นการใคร่ครวญสะท้อนคิด เพื่อเรียนรู้หลักการจัดการทุนวิจัยเพื่อพัฒนา    จากกรณีตัวอย่างหนึ่งกรณี    ที่เป็นการจัดการแบบ เน้นจัดการให้เกิด Learning Loops    และใช้ Learning Loops เป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่ความสำเร็จ    แถมยังวางฐานไว้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องด้วย หลังโครงการจบไปแล้ว      

การใคร่ครวญสะท้อนคิด เป็นกระบวนการที่ไม่เน้นถูกผิด    เน้นเป็นเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ    ผมไม่ยืนยันว่าข้อสะท้อนคิดของผมจะถูกต้องทั้งหมด    ที่รับรองได้อย่างมั่นใจคือ ยังมีข้อเรียนรู้อื่นๆ ที่ผมนึกไม่ถึงอีกมาก   

ผมเขียนข้อความข้างบนแล้วส่งไปให้ผู้เกี่ยวข้องอ่าน    อนุกรรมการกำกับทิศทางของโครงการท่านหนึ่ง คือ ดร. เจือจันทร์ จงสถิตอยู่ กรุณาเขียนความเห็นมาให้    จึงขออนุญาตนำมาลงไว้ด้วย ดังข้างล่าง

  ข้อคิดเห็นต่อการดำเนินงานโครงการพัฒนาครูและโรงงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

จากการประชุมครั้งที่แล้ว  (8 พค) เห็นด้วยกับอ.หมอวิจารณ์ว่า ทีมบริหารจัดการทั้งสามส่วน ได้เตรียมเอกสารเสนอดีมาก และมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นที่พูดถึงในที่ประชุมดังนี้

  • - การติดตามผลการดำเนินงาน รวมถึงการใช้ Q-Info

     การติดตามผลน่าจะแบ่งได้เป็น 3 ระดับ 1)ระดับโรงเรียนเอง การใช้ข้อมูลจาก Q-Info เพื่อติดตามความก้าวหน้า และประเมินตนเอง เช่น การมาเรียนของนร. การออกกลางคัน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (MIS)ความสุขในการมาเรียนของเด็ก (ที่พูดถึงในที่ประชุม) หรือ อนาคตใช้ LMS เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอน 2) การติดตามผลของโคชภายนอก ใช้ Q-Info เช่นกันเพื่ออำนวยความสะดวกรร. เปรียบเทียบความก้าวหน้าของแต่ละรร. ส่วน 3) คณะติดตามผลรวม ติดตามความก้าวหน้าของโครงการโดยรวมและเห็นความแตกต่างความก้าวหน้าการทำงานของแต่ละองค์กร (เพื่อป้อนข้อมูล) น่าสนใจ ว่า การใช้แต่ละ approach ขององค์กร มีกระบวนการที่เป็นจุดเด่น/ด้อย อย่างไร และในปีการศึกษาถัดไปที่ขยายผล ควรเสริมจุดแข็งและแก้จุดอ่อนอย่างไร

     เห็นด้วยกับอ หมอ เรื่องการใช้และการไหลของข้อมูลสำคัญ บทเรียนจากโครงการ SQIP คือ

    ก. มีผอ รร บางรรเท่านั้นที่ใช้ข้อมูล ในการติดตามการมาเรียนของนร. นอกนั้นกรอกข้อมูลเข้าระบบและให้ผู้เก็บข้อมูล (แม้เมื่อจบโครงการ บางรร .ยังไม่สามารถกรอกข้อมูลการมาเรียนของนร ได้)

     ข. มีการใช้ตัวชี้วัดเพื่อจัดกลุ่มรร.ก้าวหน้า รร ปานกลาง และ รร.ที่ท้าทายหรือน่าเป็นห่วง เป็นเครื่องมือที่ดี และโคชภายนอกทราบข้อมูลดี แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า การไหลเวียนข้อมูลระหว่างโคชภายนอกกับรร.คงไม่มี บทบาทของโคชที่จะสะท้อนคิดหรือเสริมหนุนกลุ่มรร.ท้าทายหรือน่าเป็นห่วง ไม่ปรากฏชัด เข้าใจว่า โคชไม่แน่ใจในบทบาทที่ควรเป็น/ทำ

     ค. ในโครงการ SQIP เริ่มต้นดีมาก คือมีเครื่องมือวัดความสุขของนร. ครู ผปค. (ซึ่งกสศ.สนใจและเน้นมากเรื่องความสุขของนร.) และมีข้อมูลแสดงผล แต่ในช่วงหลัง ไม่ได้ใช้เครื่องมือ เมื่อจบโครงการ ไม่สามารถวัดได้ว่านร.มีความสุขเพิ่มขึ้นหรือไม่ กสศ.จะนำมาทบทวน/ปรับเครื่องมือนี้มาใช้หรือไม่ เพื่อช่วยครู รร.และช่วยโคชภายนอก

  • - เห็นด้วยกับอ.หมอว่าหน่วยวิเคราะห์ ควรเป็นรร. โคชภายนอกเป็น facilitator ไม่ใช่ actor และขอเสนอความเห็นเพิ่มเติมว่า โคชภายนอก ควรทำหน้าที่และบทบาทของ โคช ในมิติของการติดตามและสะท้อนคิด(อย่างมีกลยุทธ์) แก่ รร.ด้วย  เป็นผู้ติดตามทั้งในแง่การจัดการเรียนการสอนและการบริหารจัดการ (ตามconcept ของ whole school ) ไม่เช่นนั้นโคชจะเป็นผู้แนะนำเทคนิควิธีการอย่างเดียว ส่วนทีมติดตามผลรวมมองผลการดำเนินงานของแต่ละองค์กร ดูผลงานรายรร.จากองค์กร(ใช้ตัวชี้วัดหลัก) อาจสุ่มดูเชิงลึกบางรร.บ้าง(ถ้าจำเป็น -ไม่แน่ใจ)

        เจือจันทร์

      12.5.63


วิจารณ์ พานิช        

๙ พ.ค. ๖๓   ปรับปรุง ๑๒ พ.ค. ๖๓


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)