ในครั้งที่แล้วรู้ถึงวิธีการเล่าเรื่องแบบ Storytelling ไป 5 วิธีแล้วนะครับ ในบทนี้เรามาต่อกันอีก 5 วิธีดีกว่าครับ ว่าจะทำให้เรื่องเล่าของเราเป็นที่น่าสนใจ และน่าจดจำสำหรับผู้ฟัง ว่ามีวิธีการเล่าเรื่องอย่างไรบ้าง


  • 6) การเล่าเรื่องแบบ Nested Loops

คือ เทคนิคการสร้างวิธีการเล่าเรื่องให้เกิดความซับซ้อน โดยปกติจะสร้างความซับซ้อนอยู่ที่ 3 ระดับด้วยกัน โดยจะวางเนื้อเรื่องที่สำคัญที่สุด วางไว้ตรงกลาง และสร้างเรื่องราวรอบๆ แก่นของเรื่อง

  • 7) การเล่าเรื่องแบบ Sparklines

คือ การสร้างสิ่งดึงดูดใจ สร้างความหวัง ความต้องการให้ผู้ฟัง แต่วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ค่อนข้างน่ากลัว เพราะเมื่อเราสร้าง Ideal บางอย่างขึ้นมาให้กับผู้ฟังได้แล้ว หลังจากนั้นหากเราบอกให้ทำอะไร พวกเขาก็จะทำตามทุกอย่างที่เราบอก ถูกนำมาใช้ในการทำเครือข่ายธุรกิจขายตรงค่อนข้างเยอะ ในทางที่ดีก็สามารถการสร้าง Ideal บางอย่างที่จะส่งผลดีต่อชีวิตของผู้ฟังได้ แต่การสร้าง Sparklines นั้นอยู่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่ง พวกเขาก็จะหมดไฟในการทำสิ่งต่าง ๆที่ คุณบอก จึงต้องสร้างแรงบัลดาลใจให้คุณอย่างต่อเนื่องนั่นเอง เป็นการสร้าง Sequence ของแรงบัลดาลใจให้นั่นเอง

  • 8) การเล่าเรื่องแบบ In Medias RES

คือ การเริ่มต้นเรื่องเล่าด้วย จุดพีคที่สุดก่อน แล้วค่อยมาเล่าว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากอะไร มีอะไรเกิดขึ้นมาแล้วบ้างก่อนจะถึงจุดพีค  วิธีการนี้คือการสร้างความตื่นเต้นของเรื่อง เพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังตั้งแต่ต้นเรื่อง และติดตามเรื่องราวไปถึงจุดพีคนั้น

  • 9) การเล่าเรื่องแบบ Converging Ideas

คือ การสร้างให้ผู้ฟัง เห็นถึงเรื่องราวความแตกต่างของจุดยืนทางความคิดจากหลาย ๆ ด้าน แล้วค่อยรวมเป็นความคิดเดียว

  • 10) การเล่าเรื่องแบบ False Start

คือ การสร้างเรื่องราวที่ดูเหมือนว่าผู้ฟังจะสามารถเดาเนื้อเรื่องของเรื่องได้ตั้งแต่ต้น ก่อนที่จะเฉลยเรื่องราวที่ไม่คาดฝันให้ไปในอีกทิศทางหนึ่งที่ผิดคาดไป


นี่เป็นตัวอย่างแค่บางส่วนสำหรับเทคนิคในการเล่าเรื่องแบบ Storytelling ซึ่งเทคนิควิธีการในการเล่าเรื่องแบบ Storytelling นั้น จริง ๆ แล้วมีเยอะแยะมากมายหลากหลายวิธี ทุก ๆ ท่านสามารถเลือกนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเรื่องราวที่เราต้องการจะสื่อสารออกไป ทำให้เรื่องเล่าของเรานั้นน่าสนใจ และทำให้ผู้ฟังจดจำเรื่องราวของเราได้อย่างแม่นยำครับ