ผมเล่าเรื่องชีวิตยามสมองเสื่อมของสาวน้อยเป็นระยะๆ () ((๓)  (๔)  (๕)  (๖)   (๗)   (๘)   (๙)   (๑๐)   (๑๑)    (๑๒)   ๑๓   ๑๔   ๑๕  ๑๖  ๑๗  (๑๘)  (๑๙)  (๒๐)  (๒๑)   (๒๒)  (๒๓)   (๒๔)   (๒๕)   (๒๖)    (๒๗)    ๒๘  ๒๙   ๓๐   ๓๑   ๓๒   ๓๓   ๓๔   ๓๕   (๓๖)   (๓๗)    (๓๘)   (๓๙)   (๔๐)   (๔๑)   (๔๒)  (๔๓)   (๔๔)  (๔๕)  (๔๖)   (๔๗)   (๔๘(๔๙)   (๕๐)  (๕๑)  (๕๒)   (๕๓)  (๕๔)  (๕๕)  (๕๖)  (๕๗)  (๕๘)  เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับท่านผู้อื่นที่ต้องเผชิญสภาพคล้ายๆ กัน ที่นับวันจะมีจำนวนมากขึ้น 

วิธีปรนนิบัติของผม

แม้จะสื่อสารด้วยวาจาไม่ได้แล้ว    แต่เธอก็ยังสื่อสารด้วยอวจนะภาษาได้    หากผมอยู่บ้านในช่วงเช้าตอนที่เธอตื่นนอนเวลาราวๆ ๘ น. เศษ    ผมจะถามเธอว่าหลับสบายไหม   เมื่อคืนสามีกอดรู้ตัวหรือเปล่า    เธอจะยิ้มรับ   แล้วผู้ดูแลจะจูงเธอไปแปรงฟัน ใส่ฟันปลอม และล้างหน้า   

เมื่อเธอเดินออกมาจากห้องน้ำเธอจะสดชื่นและตื่นดีแล้ว    จะยิ้มกับผมอย่างสดชื่น    ผมจะทำมือส่งจูบให้ เธอจะยิ้มชอบใจ    และถูกจูงไปนั่งกินอาหารเช้าที่หน้าบ้าน

ก่อนหน้านั้น ผู้ดูแลจะเตรียมอาหารเช้า   ผมจะเตรียมผลไม้ไว้ให้ผู้ดูแลป้อน   โดยผมจะนึกในใจว่าเป็นการส่งความรักของผมให้แก่เธอผ่านทางการเตรียมผลไม้    หน้าที่ของผมคือ ช่วยให้เธอมีความสุขแม้สมองจะทำงานน้อยลงเรื่อยๆ   

ตอนกลางคืน เมื่อผมเข้านอนตอนสามทุ่ม ผมจะกอดมือและแขนเธอ   ผมไม่ทราบว่าเธอรู้สึกต่อสัมผัสนี้ไหม   แต่ผมเชื่อว่าเธอรับรู้ความรักผ่านสัมผัสนี้    ผมจะกอดมือเธอหลายครั้งในหนึ่งคืน เพื่อแสดงความรัก ให้เธอมีความสุข         

 

วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๘ 

วันนี้เธอมีอาการสมองฟื้นตัวต่างจากทุกๆ วัน    ยิ้มหัวเราะกับสิ่งที่เกิดขึ้น   ตอนกินข้าวผมถามว่าอร่อยไหมก็ตอบว่าอร่อย    ลูกสาวถามว่าชื่ออะไร ตอบว่า อมรา   ผมจ้องดูว่ารุ่งขึ้นเธอจะยังมีอาการสมองฟื้นตัวอย่างนี้อีกไหม    และพบว่าตลอดเดือนมกราคม ความจำของเธอดูจะฟื้นตัวขึ้น    เช่นวันที่ ๒๔ มกราคม เธอเรีกผมว่า “พ่อ”    และในวันอื่นๆ เธอตอบสนองคำถามของลูกๆ และผมได้ดีกว่าช่วงก่อนลดยา  

 

การทดลองวันอาทิตย์ที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๘

วันนี้ผมอยู่กับเธอ ๒ คน   เพราะผู้ดูแลเธออยู่ระหว่างช่วงพักผ่อน  ลูกสาวที่อยู่บ้านติดกันกับแม่บ้านไปสวนที่ลาดพร้าว    ผมนั่งทำงานในห้องนอน และสังเกตเธอจน ๑๐ น. ก็พบว่าเธอนอนหลับไปเรื่อยๆ    ผมไม่ปลุก    เธอพลิกตัวบ่อยขึ้น  และผายลม         

ผมตีความว่า ภาวะสมองเสื่อมนอกจากความจำเสื่อมแล้ว   การรับรู้โลกก็เสื่อมลงไป   การรับรู้เวลาและสถานที่ (time & space) ก็เสื่อม   วงจรชีวิตกลางวันกับกลางคืนก็คงจะลดความชัดเจนลงไป   

ผมตั้งใจจ้องดูว่า เธอจะตื่นเองเป็นหรือไม่   เพราะในวันอื่นๆ ผู้ดูแลเข้ามาปลุกตอนประมาณแปดโมงหรือหลังจากนั้นเล็กน้อย    วันที่ผู้ดูแลไม่อยู่ แต่ลูกอยู่ ลูกก็ปลุกเวลาเดียวกัน  เธอไม่เคยตื่นเองเลย       

จนเวลา ๑๒.๓๐ น. ก็ไม่มีท่าว่าเธอจะตื่นเอง   ผมเป็นห่วงว่าเธอจะขาดน้ำ   จึงปลุก และป้อนอาหารเช้า   มามีปัญหาตอนป้อนยา   เธอไม่ยอมกลืน  ต้องล่อหลอกด้วยการให้ดื่มน้ำเย็น แล้วสลับเป็นยา    ก็ยอมกินยาเพียงครึ่งเดียว    หลังจากนั้นทั้งน้ำและยาไม่ยอมกิน     

๑๓ น. เธอแสดงสีหน้าไม่ไว้ใจผม   ไม่รู้จักผม   ไม่ยอมเข้าไปนั่งในห้องนอนร่วมกับผม   นั่งในห้องรับแขกและพยายามออกไปนั่งหน้าบ้าน   ที่ตอนนี้ฝุ่นพิษ PM 2.5 มาก   เราไม่อยากให้เธอออกไปนั่ง   ผมต้องใช้วิธีล็อกประตู ซึ่งเธอเปิดเองไม่ได้    หลังจากนั้นลูกสาวกลับมา    และเอามะม่วงมาป้อน  สีหน้าเธอกลับมาเป็นปกติ     

 

ท้อง!

เย็นวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ผมกลับจากออกไปประชุมข้างนอก   มีคนเอาเสื้อยืดมาให้ที่บ้านสำหรับสวมเปิดงานในวันที่ ๒๗   ผมจึงถอดเสื้อตัวที่สวมอยู่ออกเพื่อลองเสื้อใหม่    เมื้อท้องเปลือยต่อหน้าเธอ เธอก็หัวเราะและชี้ที่พุงของผมและร้องว่า ท้อง!     สะท้อนว่าเธอยังมีอารมณ์ขัน  เย้าแหย่ว่าผมมีพุงเหมือนคนท้อง   

ผมดีใจอย่างที่สุดที่ได้เห็นว่า สมองส่วนอารมณ์ขันของเธอยังมีเหลืออยู่   

วิจารณ์ พานิช          

๒๘ ก.พ.. ๖๘

 

1 หลานสาวเอาส้มมาฝาก