ชีวิตที่พอเพียง 3609. อยู่กับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม (๙) บันทึกความเสื่อมถอย (ต่อ)


ผมเล่าเรื่องชีวิตยามสมองเสื่อมของสาวน้อยเป็นระยะๆ () () (๓)  (๔)  (๕)  (๖)   (๗)   (๘)   เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับท่านผู้อื่นที่ต้องเผชิญสภาพคล้ายๆ กัน ที่นับวันจะมีจำนวนมากขึ้น  

ช่วงเดือนธันวาคม ๒๕๖๒    เริ่มต้นด้วยแป๋มเป็นเหยื่อ ว่าขโมยกาแฟ   ซึ่งกล่าวหามานานแล้วเป็นระยะๆ    ตามด้วยกล่าวหาว่าขโมยแว่นตา     และต่อมาเป็นกิ๊กคนหนึ่งของผม ผมกลายเป็นคนที่มีกิ๊กหลายคนในสายตาของสาวน้อย    ตอนนี้กิ๊กของผมอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน    แต่ตอนปีใหม่แป๋มไม่เป็นกิ๊กแล้ว เธอขอบคุณเธอด้วยเงินของขวัญปีใหม่ ๑ หมื่นบาท ที่ทำอาหารให้กินทุกวัน และคอยมาช่วยทำความสะอาดบ้าน    

เอาอยู่ (๑ - ๒ ธันวาคม ๒๕๖๒)

ค่ำวันที่ ๑ ธันวาคม เธอมีอาการตาขวาง  ฮึดฮัด    แสดงความไม่พอใจผม    ไม่ยอมกินยาก่อนนอน    และไม่ยอมให้กอด    กลางคืนนอนไม่ค่อยหลับ    ตื่นหลายครั้ง    และพอเกือบตีสี่ก็ตื่น    ผมตื่นตีสี่เพื่อเดินทางไปประชุมที่เชียงใหม่    เธอกล่าวไล่ผมออกจากบ้าน ให้เก็บของออกไปวันนี้   ตอนผมจะออกจากบ้านตอนตีสี่ครึ่งเธอโวยวายเรื่องแป๋มขโมยแว่นตา ๓ อัน

ตีห้าวันที่ ๒ ธันวาคม ผมอีเมล์ไปบอกแต้วกับต้องให้โทรศัพท์มาคุยกับแม่     เมื่อผมไปถึงเชียงใหม่ ๘.๑๕ น. ผมโทรมาหาแป๋มเพื่อถามข่าว หมออมรา    แป๋มบอกว่าโดนไล่ไม่ให้เข้าบ้าน    ว่าจะมาขโมยของ     ผมโทรศัพท์ไปหาแต้ว และตั้ม ว่าหากทำได้ขอให้โทรศัพท์หรือไปคุยกับแม่    พบว่าตั้มไม่สบาย               

 บ่ายโมงเศษ ผมโทรไปถามข่าวจากแป๋ม ว่ายังเข้าบ้านผมไม่ได้ โดนไล่    และแต้วจะมาหาแม่ตอนบ่าย

ผมกลับถึงบ้าน ๑๕.๓๐ น.   แต้วมาบ้านแล้ว    ผมเอาของฝากจากเชียงใหม่ให้เธอ   ซึ่งหน้าตาอารมณ์ดี  กล่าวขอบคุณ  ให้กอดอย่างดี    และกล่าวว่าเธอซาบซึ้งที่ผมดูแลเธออย่างดี    เราไม่เอ่ยเรื่องเธออาละวาดในตอนเช้าเลย

ตกเย็น ผมพาเธอไปเดินออกกำลัง    เธอแสดงความขอบคุณอีก   และเดินได้ ๑ รอบสระตามปกติ

วงรอบอารมณ์บวกความหลงผิดผ่านไปอีก ๑ รอบ

..............................

รอบใหม่

คืนวันที่ ๕ เธอเข้านอนก่อน    เมื่อผมเข้านอนเธอตื่นขึ้นมากราบผม “พี่วิจารณ์เป็นเหมือนพ่อของตุ๋น”    หลังจากนั้นอีกหลายวันเธอพูดกับผมบ่อยๆ “เกิดมาชาติหน้าขอเรามาเป็นผัวเมียกันอีกนะ”   

เย็นวันที่ ๘ ธันวาคม เธอบอกว่า “ตุ๋นทนไม่ได้ที่พี่วิจารณ์ไปมีผู้หญิงอื่น”    เย็นวันที่ ๙ เมื่อผมกลับบ้านเวลา ๑๗ น. ก็พบว่าสีหน้าเธอไม่ปกติ     หลังออกไปเดิน โดยเธอเดินหน่อยเดียวก็กลับ    พร้อมกับสีหน้าผิดปกติ    กลับมาที่บ้าน    เธอถามผมว่า “พี่วิจารณ์อยากหย่ากับตุ๋นไหม”    ผมรีบส่ง SOS ให้ต้องมาคุยกับแม่    เธอคุยเหมือนปกติ รวมทั้งคุยกับผมด้วย   

ค่ำวันที่ ๑๑ ธันวาคม เธอถามผมว่า “เมื่อเช้ามีผู้หญิงมารับหรือ”    ด้วยซุ้มเสียงปกติ ไม่แสดงอารมณ์    ลางบอกเหตุคือ ผมตื่น ๔.๓๐ น. แล้วออกไปเดินออกกำลัง    โดยเปิดไฟห้องอ่านหนังสือและไฟหน้าบ้านไว้     ครึ่งชั่วโมงให้หลังกลับมาบ้าน ไฟปิดหมด     เธอคงคิดว่าผมออกไปแล้ว    ผมไปดูที่เตียงเธอนอนหลับสนิท ผมจึงขึ้นไปอาบน้ำที่ชั้นบนโดยไม่เปิดไฟ         

ช่วงนี้อาการหลงๆ ลืมๆ มากขึ้น โดยเธอก็รู้สึกตัวและยอมรับ    เวลามีคนเล่าถึงคนแก่ที่หลงลืมขนาดจำลูกไม่ได้ เธอกล่าวว่า “ต่อไปตุ๋นก็จะเป็นอย่างนั้น”

คืนวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๒

ตอนสองทุ่มครึ่ง ผมอาบน้ำ กินยา เตรียมเข้านอน    โดยที่ตอนนั้นสาวน้อยเข้านอนแล้ว     มีเวลาครึ่งชั่วโมง ผมจึงออกไปนั่งที่ระเบียงบ้าน    กินบรรยากาศเย็นสบาย    พร้อมกับเขียน บล็อก ไปด้วย    บรรยากาศที่เงียบสงบ มีธรรมชาติโดยรอบ ช่วยให้เขียน บล็อก ไหลลื่นและมีพลัง    สักสิบนาที ก็มีเสียงตะกุกตะกักที่ประตู     สาวน้อยออกมาบอกว่า “มาเฝ้า จะได้ไม่ออกไปหากิ๊ก”  “แป๋มก็อีกคนหนึ่ง”   อาการนี้เรียกว่า ระแวง (paranoid)    เธอบอกว่า “พี่วิจารณ์รูปงาม สาวๆ ชอบ”    นี่คงจะเป็นความฝังใจที่มีเรื่อยมากว่าห้าสิบปี    แต่เก็บกดเอาไว้     สมัยยังสุขภาพดี ผมเคยอธิบายว่า    หากผมจะฉวยโอกาสแบบนั้นกับสาวๆ    ตอนอายุราวๆ สี่สิบ มีโอกาสมาก    แต่ผมบอกตัวเองว่า หากผมเผลอไผล  ความน่าเชื่อถือก็จะหมดไป    บอกแบบนี้สมัยก่อนเธอเข้าใจ     แต่ตอนนี้ไม่เข้าใจเสียแล้ว       

.แต่อาการระแวงในคืนนั้น  ไม่ผสมอารมณ์รุนแรง   

ไม่ให้เข้าบ้าน

เย็นวันที่ ๑๘ ธันวาคม ผมรีบกลับบ้านตั้งแต่ราวๆ ๑๖.๑๕ น.   ไปถึงพบสาวน้อยนั่งรออยู่หน้าบ้าน     พอเห็นผมลงจากรถหิ้วกระเป๋าเอกสาร จะเดินเข้าบ้าน    เธอลุกขึ้นยืน เดินมาที่บันได และกันไม่ให้ผมขึ้น    บอกว่า ไม่ให้เข้าบ้าน    ฐานเจ้าชู้มีกิ๊ก   

ผมจึงนั่งอ่านไอแพ็ดและเขียน บล็อก อยู่ที่สนามหน้าบ้าน    ตามตัวต้องให้มาคุยกับแม่ หวังว่าจะทำให้อารมณ์ของเธอสงบลง    ก็ไม่เป็นผล    โดยต้องหาเรื่องคุยเรื่องเสื้อผ้าที่ซื้อมาจากงาน โอท็อป เมื่อวาน    แต่เธอไม่สนใจ    เธอบอกผมเมื่อเย็นวานว่าไปงานโอท็อปไม่มีเสื้อผ้าที่ชอบ จึงไม่ได้ซื้อ    ซื้อแต่ของกิน    แต่วันนี้ต้องไปหยิบมาถุงใหญ่     คลี่ออกเป็นกางเกงลายพร้อย     เธอคงไม่ชอบนัก จึงลืมสนิทว่ามีเสื้อผ้าใหม่  

เป็นอาการที่บอกว่า อยู่กับคนสมองเสื่อมอย่าคิดว่าเขาโกหก    เขาจะพูดไม่จริงได้อย่างเป็นตุเป็นตะ   

ผมนั่งทำงานอยู่จนราวๆ ๑๗ น. เศษ    เธอเดินมาหาผม    ดูหน้าแล้วผมรู้ทันทีว่าคลายโกรธแล้ว     ผมจึงเดินไปกอด    เธอยอมให้กอดและกอดตอบอย่างแน่น    บอกว่าคราวนี้ให้อภัยเป็นครั้งที่ ๑    ต่อไปอย่าทำอีก   

เธอบอกว่าวันนี้เบื่ออาหาร    ข้าวผัดตั้งแต่เที่ยงกินไปหน่อยเดียว    ตอนเย็นก็กินนิดเดียว    คุยกับต้องว่า ไม่ได้กินข้าว กินแต่มันเผา  

เช้า ๑๙ ธันวาคม

ผมไปปลุกตอน ๕.๑๐ น.   เธอตื่นงัวเงีย และบอกว่าให้ผมไปสมัครคนเดียว    เป็นหมอไปรบอเมริกา     คล้ายๆ กับในสมองเธอมีเรื่องราวต่างๆ วนเวียนยุ่งเหยิง    สมองของเธอขาดความสามารถในการกรองเรื่องฝันกับเรื่องจริง         

ความหวาดระแวง

ในช่วงปลายเดือนธันวาคม  อาการหวาดระแวงว่าผมจะออกไปหากิ๊กมีอยู่ตลอดเวลา    เธอคิดว่าผมมอมยานอนหลับเธอ    เพื่อจะได้ออกไปหากิ๊กตอนกลางคืน   

ตอนเช้ามืด หากผมตื่นแล้วออกไปรดน้ำต้นไม้ หรือออกไปเดิน โดยเธอยังไม่ตื่น    เธอจะคิดว่าผมออกไปหากิ๊ก    ความระแวงนี้ส่วนใหญ่ไม่แสดงออกรุนแรง    แต่เช้าวันที่ ๓๐ ธันวาคม เธอลุกขึ้นมาถามผมว่า ไปหากิ๊กมาหรือ    แล้วกลับไปนอนต่อ    เมื่อตื่นขึ้นมาเวลา ๖ น. เธอเข้าครัวไปชงกาแฟ    ผมไปถามว่า เรานัดจะไปเดินที่สวนสมเด็จพระศรีฯ ยังไม่แต่งตัวหรือ     เธอแสดงอารมณ์และบอกว่าไม่ไป  

ผมตีความว่า ความตระหนักในความอ่อนแอของตนเองทำให้กังวลว่าจะถูกผมทิ้ง    จึงหาทางเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีของเด็กๆ (เพราะสมองกลับไปเป็นเด็ก)    แต่ก็ไม่เด็กจริง เพราะมีประสบการณ์ชีวิต   

เรื่องหลงๆ ลืมๆ    ชงกาแฟดื่มไปครึ่งแก้ว แล้วไปชงใหม่อีกแก้ว     กินอาหารไปเมื่อสิบนาทีก่อน แล้วหาข้าวกินอีก     และความหลงผิดฝังใจอีกหลายเรื่อง เป็นของธรรมดา  

ข้อดีคือ มีช่วงปกติสุขร้อยละ ๙๐    ช่วงอารมณ์พลุ่งพล่านไม่ถึงร้อยละสิบ    เราอย่าถือเป็นอารมณ์     ทำไม่รู้ไม่ชี้เสีย    ก็จะไม่ยุ่งยากใจ  

วิจารณ์ พานิช

๑ ม.ค. ๖๓


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)