ชีวิตที่พอเพียง 3760. อยู่กับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม (๑๖) บันทึกเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๓


ผมเล่าเรื่องชีวิตยามสมองเสื่อมของสาวน้อยเป็นระยะๆ () () (๓)  (๔)  (๕)  (๖)   (๗)   (๘)   (๙)   (๑๐)   (๑๑)    (๑๒)   ๑๓   ๑๔   ๑๕  เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับท่านผู้อื่นที่ต้องเผชิญสภาพคล้ายๆ กัน ที่นับวันจะมีจำนวนมากขึ้น  

ช่วงเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๓    เป็นช่วงบรรยากาศสถานการณ์โควิด ๑๙ ในไทยผ่อนคลายลงมาก แต่ยังระบาดหนักในโลก    ส่วนใหญ่อยู่ในการระบาดระลอกแรก     มีหลายประเทศรวมทั้งจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ออสเตรเลีย มีการระบาดระลอกสอง     ผมเริ่มออกไปประชุมมากขึ้น     แต่สาวน้อยก็ยังอารมณ์ดี

อึไม่ออก

ค่ำวันที่ ๒๙ มิถุนายน เธอบ่นว่าไม่มีมะละกอกิน    อึไม่ออก    พรุ่งนี้ขอให้ไปซื้อให้ด้วย    ผมจึงให้เธอลองกินนมเปรี้ยว    จนในที่สุดได้ยาป้องกัน คือนมเปรี้ยว     ดื่มแทนน้ำตอนกินยาเช้า และค่ำ     เลือกชนิดที่มีรสตรงกับที่เธอชอบ    นมเปรี้ยวที่เดิมไม่ชอบ กลายเป็นของชอบ       

ฉี่รดที่นอน

การเคลื่อนไหวช้าลง    กลั้นฉี่เลวลง    คืนวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๓ จึงเกิดเรื่อง

เช้าวันที่ ๓๐ ผมจะออกไปเดินออกกำลัง    พบว่าสาวน้อยตื่นแล้ว และหอบผ้าห่มมาวางไว้หน้าบ้าน บอกว่าโดนฉี่ ขอให้ช่วยซัก    ผมจัดการซักตาก    และไปสำรวจที่นอน พบว่าผ้าปูที่นอนก็มีรอยด่างของฉี่แต่แห้งแล้ว     กะว่าวันพฤหัสที่ ๒ ผมพอมีเวลาว่าง จะจัดการเอาไปซัก    แต่พอสายๆ สาวน้อยก็มาบอกว่าต้องซักผ้าปูที่นอนด้วย    โดยตอนนั้นผมประชุมทางไกลอยู่     จึงขอให้ลูกสาวช่วยซัก

ตอนซักผ้าห่มผมถามเธอว่าอึแล้วหรือยัง เอตอบว่าอึแล้ว    เมื่อไปดูที่โถฉี่ข้างเตียง    พบว่าวันนี้ยังไม่ได้เท    มีทั้งฉี่และอีกองโต    ลักษณะของอีแสดงว่าสุขภาพทางเดินอาหารดี    ผมก็จัดการเอาไปเทและล้างทำความสำอาดโถฉี่ทั้งชุดใหญ่   

เช้าวันที่ ๑ กรกฎาคม เราตื่นตีห้าแล้วเตรียมตัวไปตรวจโรคที่โรงพยาบาลศิริราช     ผมสำรวจความเรียบร้อยของโถฉี่ พบว่าเธอเอาฉี่ไปเทและล้างโถแล้ว    แต่มีร่องรอยฉี่เปื้อนพื้นห้องเป็นทางไปสู่ห้องน้ำ     ผมจัดการเช็ดก็เรียบร้อย   

ปัญหาฉี่เลอะคงจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น   

ไปหาหมอ

เรามีนัดกับ รศ. นพ. ยงชัย นิละนนท์ หมอประจำตัวของสาวน้อย รักษาโรคสมองเสื่อม    วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓    แต่วันที่ ๒๖ มิถุนายน มิ้วก็โทรศัพท์มาบอกว่า หมอขอขยับมาเป็น ๑ กรกฎาคม     โดยที่เป็นการนัดตรวจใหญ่ทั้งสาวน้อยและผม     คือตรวจทั้งเลือด คลื่นไฟฟ้าหัวใจ  และเอ็กซเรย์ปอด   

เช้าวันที่ ๑ กรกฎาคม เราออกจากบ้าน ๖.๐๐ น.   ไปถึงโอพีดีศิริราช ราวๆ ๗ น.    ระหว่างทางรถน้อยกว่าที่คาด ทั้งๆ ที่เป็นวันแรกที่โรงเรียนเปิดเทอม    เข้าใจว่ารถผู้ปกครองไปส่งนักเรียนน่าจะเพียงครึ่งเดียว    เพราะโรงเรียนเขาสลับวันเปิดสำหรับนักเรียนต่างช่วงชั้น   

มิ้วบอกว่า เอิ๊ก จะมาช่วยบริการติดต่อที่โอพีดี โดยนัด ๗.๓๐ น.   เอาเข้าจริงกรเป็นคนมา    โดยเราไปนั่งรอที่หน้าห้องเจาะเลือด คือห้องหมายเลข ๑๐๘    ก่อน ๘ น. เล็กน้อยเราก็เจาะเลือดเสร็จ    สังเกตว่าห้องเจาะเลือดเขาปรับปรุง มีฉากป้องกันเจ้าหน้าที่ ไม่ให้ใกล้ชิดผู้มาเจาะเลือด    การเจาะเลือดสมัยนี้แสนสะดวกสบาย ทั้งเจ้าหน้าที่และคนไข้    เพราะเครื่องมือทันสมัย ไม่เจ็บเลย   

แล้วไปที่ชั้น ๓ เพื่อเอ๊กซเรย์ปอด    และลงมาที่ชั้น ๒ เพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ    ราวๆ ๙.๑๕ น. เราก็ตรวจเสร็จ    ระหว่างนั่งรอก็ได้สังเกตผู้คนที่มาตรวจ    และมีคนรู้จักมาทักทายสองสามคน    มีข้อสังเกตว่า การไปเจาะเลือด ไปสายหน่อยคนจะวายลงแล้ว    เวลาราวๆ ๘ น. น่าจะเหมาะกว่า ๗ น. ที่เราไปถึง     ตอนเรารอเอ็กซเรย์ เอิ๊กมาถึง     รวมแล้ววันนี้เจ้าหน้าที่ R2R มาให้บริการช่วยการติดต่อถึงสามคน    คือตอนรับยาก่อนบ่ายโมงมิ้วมาจัดการ   

วันนี้ซื้อลูกที่เป็นเส้นๆ ให้ด้วย

เช้าวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓   เธอถามผมสามครั้งว่าวันนี้ไปไหน    เมื่อตอบว่าอยู่บ้านเธอก็ชอบใจ    ถามว่าวันที่เท่าไรสองครั้ง    แต่เมื่อผมถามว่าเดือนอะไร เธอตอบถูกทั้งสองครั้ง

แล้วเธอก็บอกว่าว่า ตอน ๙ โมงขอให้ไปซื้อ “ลูกที่เป็นเส้นๆ”  โดยพูดตะกุกตะกัก    พยายามนึกคำ

เมื่อผมถามว่า ซื้อเงาะใช่ไหม เธอก็หัวเราะชอบใจ    ว่าตนเองขี้หลงลืม      

นี่คืออาการของ NPH 

ยอมรับสภาพความเป็นจริง

ผมมีข้อสังเกตว่า คนเราหากยอมรับความเป็นจริงของตน และสภาพแวดล้อมรอบตัว     และเชื่อว่าตนเองมีความปลอดภัยในสภาพนั้น ก็จะมีชีวิตที่มีความสุข    ผมจึงดีใจมากที่เห็นสาวน้อย ยอมรับสภาพร่างกาย และความขี้หลงขี้ลืมของตน    เธอหัวเราะความหลงลืมของตัวเองทุกวัน     

วิจารณ์ พานิช

๒๘ ก.ค. ๖๓



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)