ชีวิตที่พอเพียง 3716. อยู่กับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม (๑๕) บันทึกเดือนมิถุนายน ๒๕๖๓


ผมเล่าเรื่องชีวิตยามสมองเสื่อมของสาวน้อยเป็นระยะๆ () () (๓)  (๔)  (๕)  (๖)   (๗)   (๘)   (๙)   (๑๐)   (๑๑)    (๑๒)   ๑๓   ๑๔   เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับท่านผู้อื่นที่ต้องเผชิญสภาพคล้ายๆ กัน ที่นับวันจะมีจำนวนมากขึ้น  

ช่วงเดือนมิถุนายน ๒๕๖๓    เป็นช่วงบรรยากาศสถานการณ์โควิด ๑๙ เริ่มผ่อนคลาย    และผมเริ่มออกไปประชุมบ้าง แต่สาวน้อยก็ยังอารมณ์ดี

กินทุเรียนไหม 

ทุเรียนเป็นของโปรด    แต่เธอก็แหยงว่ามันยิ่งทำให้อ้วน    ปีนี้ร้านขายผลไม้เจ้าประจำไม่เอาทุเรียนมาขาย    เธอจึงได้กินทุเรียนเมื่อลูกชายซื้อมาฝากเท่านั้น

แต่เย็นวันหนึ่ง หลานสาว (ลูกของพี่ชาย) เอาทุเรียนมาฝาก     เธอบอกว่า กินวันละเม็ดพอ (กลัวอ้วน)    เรากินข้าวเย็นก่อน แล้วจึงกินทุเรียนคนละเม็ด    ซึ่งเอาเข้าจริงกินคนละ ๒ เม็ด เพราะมันติดกันจนคล้ายเป็นเม็ดเดียว     เสร็จราวๆ ๖ โมงเย็น     ผมเอาทุเรียนที่เหลือไปเก็บไว้ในตู้เย็น    เธอไปนั่งดูทีวี  ผมไปนั่งเอกเขนกอ่านหนังสือใน iPad    เวลาราวๆ หนึ่งทุ่มเธอถือถาดทุเรียนเดินมาหาผมชวนกินทุเรียน    ผมบอกว่ากินแล้ว     และเธอก็กินแล้ว     ไหนตกลงกันว่าจะกินวันละเม็ดเดียว     เธอว่า “กินแล้วเหรือ  นึกว่ายังไม่ได้กิน” แล้วหัวเราะขบขันตัวเองที่หลงลืม      

   

เชื่อไหม

เย็นวันหนึ่งตอนปลายเดือนพฤษภาคม เธอถือ iPad ของเธอมาให้ผมอ่าน    เป็นเรื่องที่เพื่อน ตอ. ๒๓ ของเธอส่งมาให้ทาง Line   เล่าข้อเขียนของนายศุภกิจ นิมมานนรเทพ    ในหัวข้อ รู้ไว้ใช่ว่า ใส่ใจเรื่องต่อมลูกหมาก (๑)    เธออ่านรู้เรื่องดี และเอามาให้ผมอ่าน ว่าน่าลองกินสมุนไพรนี้    และผมได้ลองแล้วตามที่เล่าใน บล็อก วันที่ ๓ กรกฎาคม    เป็นหลักฐานว่า ความคิดยังดี   ที่เสื่อมคือความจำ กับความหลงผิด  

แต่บางครั้งดูทีวีแล้วตีความข่าวผิด ก็มีบ้าง   ตามที่เคยเล่าเมื่อเดือนก่อน

อ้าว! กินแล้วหรือ

ใกล้เที่ยงวันหนึ่ง    เรากินอาหารเที่ยงด้วยกัน    แต่ผมกินเสร็จก่อน    เธอวางจานข้าว และอาหารไว้บนโต๊ะอาหาร แล้วไปนั่งดูทีวี    ราวๆ ๑๐ นาทีต่อมา ก็ไปเปิดตู้เย็นเอาข้าวที่หุงแล้วมาอุ่น กินใหม่อีกรอบหนึ่ง   

เมื่อผมพาเธอไปดูร่องรอยจานข้าวที่ยังกินไม่หมด    เธอก็ร้องว่า อ้าว กินแล้วเหรอ   แล้วหัวเราะ  

ช่วงนี้เธอหัวเราะความขี้ลืมของตัวเองแทบทุกวัน

ผู้หญิงของพี่วิจารณ์ทำไมยังไม่มา

ทุกวันที่ผมพาเธอออกไปเดินออกกำลังตอนเย็น    เธอจะมองหา “ผู้หญิงของพี่วิจารณ์”   ซึ่งหมายถึงกิ๊กที่เธอกล่าวหาผมมาตลอด    แต่ช่วงนี้เธอพูดถึงแบบไม่มีอารมณ์    “ทำไมผู้หญิงของพี่วิจารณ์ยังไม่มา”    

  ทุกครั้งผมจะตอบว่า มาแล้ว   อยู่นี่ไง   แล้วชี้ที่ตัวเธอ    เธอจะหัวเราะกิ๊กชอบใจ แบบเด็กๆ  

วันนี้ไปไหน

นี่คือคำถามวันละหลายครั้ง    บางทีห่างกันเพียง ๑๐ นาที    เมื่อผมตอบว่า อยู่บ้าน    เธอตอบว่า ดี   แล้วหัวเราะชอบใจ      

กินยาหรือยัง

ผมตั้งนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์มือถือ ให้เตือนป้อนยา เวลา ๗.๓๐ น. กับ ๑๙.๓๐ น.   เพราะหากไม่ทำอย่างนี้ผมก็ลืมบ่อยเหมือนกัน    สิบโมงวันที่ ๑๖ มิถุนายน ผมถามเธอว่ากินยาหรือยัง    เธอตอบว่ายัง    ผมหัวเราะและบอกว่าป้อนแล้ว    เธอหัวเราะในความขี้ลืมของตนเอง

ตอนนี้เราเล่นเกมถามทดสอบความจำ เช่น วันนี้วันอะไร   วันที่เท่าไร    เธอตอบถูกราวๆ ๑๐ เปอร์เซ็นต์    

ตุ๋นอายุเท่าไร

ตอนออกไปเดินออกกำลังตอนใกล้ค่ำ     เธอถามบ่อยว่าตอนนี้เธออายุเท่าไร    เมื่อผมตอบว่า ๗๗  เธอก็ร้องว่า โอ้โฮ เราอายุยืนนะ

บางครั้งเธอก็ถามต่อ “แล้วพี่วิจารณ์อายุเท่าไร”    เมื่อผมตอบว่า ๗๘ เธอก็หัวเราะ ว่าเราอายุยืนทั้งสองคน

เพราะเธอถามบ่อยตอนออกไปเดิน   ซึ่งตอนนี้เดินไปที่สระน้ำระยะทางเพียง ๓๐๐ เมตรเธอก็เหนื่อย    ผมเดาว่าเธอคงจะนึกถึงความตาย    เพราะเธอเคยบอกตอนไปเดิน ว่าเธอจะตายก่อนผม

ชาติหน้าเราเกิดมาเป็นผัวเมียกันอีกนะ

นี่คือคำพูดที่เธอพูดบ่อย เวลาผมทำอะไรๆ ให้    เมื่อผมบอกว่าตกลง หรือแน่นอน เธอก็ชอบใจ    แต่จริงๆ แล้วผมเป็นคนที่เชื่อว่าตายแล้วสูญ    ไม่มีชาติหน้า    มุ่งทำชาตินี้ให้ดีที่สุด

ช้างตกเตียง

นี่คือคำของเธอเอง    คืนวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๓ เวลาประมาณ ๒๓.๒๐ น.    มีเสียงดังมาจากข้างเตียงที่สาวน้อยนอนอยู่    เมื่อผมงัวเงียตื่นขึ้นชะโงกไปดู    เธอก็ร้องว่า “ตกเตียง”    เธอลุกขึ้นฉี่อย่างทุกคืน  แต่ขยับพลาด ล้มลงไปข้างเตียง     ผมไปช่วยพยุงเธอขึ้นมาอย่างทุกลักทุเล    เธอร้องว่า “ช้างตกเตียง” เพราะตัวเธอหนักขึ้นมาก    เมื่อจะนั่งที่โถฉี่ ก็พลาดล้มลงอีก   และฉี่ราด    กว่าจะพยุงเธอให้ลุกขึ้นได้ และเช็ดฉี่ที่พื้นห้อง ผมก็หายง่วง   

รุ่งขึ้นเช้า ผมถามเธอว่าเจ็บไหม  เธอตอบว่าเจ็บนิดหน่อย    ยังเดินได้ดี    แต่ในตอนค่ำวันที่ ๑๗ ตอนอาบน้ำ ก็พบจ้ำดำที่ต้นแขนขวา    น่าจะเกิดจากการกระแทกกับโถฉี่    จึงขอบอกความลับแก่ผู้ที่จะเตรียมห้องให้ผู้สูงอายุ    ว่าต้องลงทุนปูพื้นห้องด้วยแผ่นปูพื้นลดแรงกระแทก ตามที่เล่าในบันทึก (๑๕)    ซึ่งแพงกว่าแผ่นปูพื้นทั่วไปราวๆ สามเท่า    ผมเข้าใจว่าพื้นที่ยืดหยุ่นช่วยให้สาวน้อยไม่บาดเจ็บจากการตกเตียง    และต่อไปตอนแก่หง่อมกว่านี้ ทั้งเธอและผมน่าจะได้อานิสงส์จากพื้นลดแรงกระแทกนี้ เมื่อพลาดล้มบ่อยๆ    

สามีหาย

ราวๆ ๑๐ น. วันสาร์ที่ ๒๐ มิถุนายน    หลังจากขึ้นไปอาบน้ำที่ห้องชั้นบน    ผมเก็บตัวอ่านหนังสือและเอกสารประชุมที่ห้องนอนชั้นล่าง และในห้องทำงานที่อยู่ติดกัน     หลังครึ่งชั่วโมงเศษๆ ผมโผล่ไปดูตรงที่เธอนั่งดูทีวี ไม่เห็นตัว    ไปดูที่ระเบียงหน้าบ้าน ที่นั่งเล่นตามปกติของเธอ ก็ไม่เห็นตัว    ชะโงกไปดูทางหน้าบ้าน    เธอเดินยิ้มกลับมา    ผมถามว่าไปไหนมา    ตอบยิ้มๆ ว่า ไปตามหาสามี    เธอกลัวสามีหาย    กลัวสามีไปหากิ๊ก    เธอบอกว่าตอนกลางคืนยังนอนกอดแขนไว้  จะได้ไม่หายไปไหน    ผมคิดว่า นี่เป็นอาการของการกลับไปเป็นเด็ก คือไม่มั่นใจตัวเอง ต้องการผู้คุ้มครองให้อุ่นใจ    สมัยผมเป็นเด็ก ผมก็มีความรู้สึกต้องการความอบอุ่นจากพ่อ  

ปอกมะละกอ

ผู้สูงอายุมักท้องผูกบ่อย    สาวน้อยจึงมักสั่งคนที่ไปตลาดให้ซื้อมะละกอสุกมาให้    แล้วเธอจะทำหน้าที่ปอก ใส่จานเอามาให้ผมกิน 

วันหนึ่งลูกสาวคนโตมาเห็นมะละกอในจานเข้า    จึงบอกแม่ว่า ทีหลังอย่าปอกเอง เพราะมันดูยับเยินไม่น่ากิน    ให้เขาหรือน้องสาวปอกดีกว่า

ผมจึงบอกว่า  พ่อจงใจให้แม่ปอก เพราะสองเหตุผล    ข้อแรก แม่จะได้ฝึกการใช้กล้ามเนื้อมือ เพื่อชะลอความเสื่อมของสมอง    การเคลื่อนไหวที่มือจะส่งสัญญาณป้อนกลับไปที่สมอง ให้สมองฟื้นตัว หรือเสื่อมช้าลง    เป็นการออกกำลังสมองในทางอ้อม  

เหตุผลข้อที่สอง เพื่อธำรงความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า    ซึ่งจะช่วยหล่อเลี้ยงให้จิตใจมีความสุข    เวลานี้เธอรู้สึกขอบคุณผมที่ดูแลเธอ   เมื่อมีโอกาส เธอก็ต้องการตอบแทนบ้าง   

การปอกมะละกอ จึงเป็นยาบำรุงสมองทั้งทางกายภาพและทางจิตวิญญาณ 

ฉี่

เรื่องฉี่เป็นปัญหาของคนแก่    ที่กลั้นฉี่ไม่ได้    พอปวดมันก็ไหลออกมาเอง     สาวน้อยเป็นอย่างนี้บ่อยๆ    จนเบาะของโซฟาเปื้อนฉี่สะสมและเหม็น    ลูกสาวและแม่บ้านต้องช่วยกันเอาไปซักและตากแดด   

กรอบโถฉี่ที่วางข้างเตียง  สำหรับให้เธอลุกขึ้นฉี่กลางคืน    ก็จะมีฉี่กระเด็นออกมาเปื้อนเป็นครั้งคราว    ต้องเอาออกไปล้าง    และต้องคอยเช็ดพื้นข้างๆ   

ตอนกลางวัน เธอมักนั่งดูทีวี    และเดินไปเข้าห้องน้ำที่ห่างออกไปสามสี่เมตร    ด้วยความที่เธอเดินช้า บางครั้งฉี่จึงราดไปตลอดทาง    ต้องเช็ดถูกันเป็นครั้งคราว    รวมทั้งต้องเอากางเกงไปซัก    ตอนหลังๆ ลูกสาวพยายามบอกให้สวมผ้าซับฉี่   

วิจารณ์ พานิช

๒๘ มิ.ย. ๖๓



ชอบทัดดอกไม้

ชุดเดินออกกำลังตอนเย็น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)