ชีวิตที่พอเพียง 3695. อยู่กับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม (๑๓) บันทึกเดือนเมษายน ๒๕๖๓

ผมเล่าเรื่องชีวิตยามสมองเสื่อมของสาวน้อยเป็นระยะๆ () () (๓)  (๔)  (๕)  (๖)   (๗)   (๘)   (๙)   (๑๐)   (๑๑)    (๑๒) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับท่านผู้อื่นที่ต้องเผชิญสภาพคล้ายๆ กัน ที่นับวันจะมีจำนวนมากขึ้น  

ช่วงเดือนเมษายน ๒๕๖๓ นอกจากอากาศร้อนแล้ว บรรยากาศยังร้อนด้วย จากสถานการณ์โควิด ๑๙

เราเป็นคนอายุยืน

สายวันเสาร์ที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๓  เรานั่งเล่นด้วยกันที่ระเบียงหน้าบ้าน สาวน้อยเอ่ยคำพูดเชิงถามที่พูดมาแล้วเกือบสิบครั้งในโอกาสต่างๆ กัน    “เราอายุมากแล้วนะ ตุ๋น ๗๑ แล้วใช่ไหม”    ผมหันไปบอกตามที่เคยบอกทุกครั้งว่า “๗๗”   “๗๗ แล้วเหรือ   พี่วิจารณ์เท่าไร    เราเป็นคนอายุยืนนะ”    

พอแล้ว

เวลากินขนมหรือของอร่อย    เธอจะคิดถึงผมและแบ่งให้ผมครึ่งหรือค่อนเสมอ    เมื่อผมจะป้อนอีก เธอจะบอกว่า พอแล้ว    ผมก็กินคำนั้น    แล้วอีกนาทีต่อมาตักป้อนเธอ    เธอก็กินอีก    บางครั้งกินจนหมด    จนผมจับได้ว่า ความจำของเธออยู่ไม่ถึงนาที     

อาบน้ำ  อาบความรัก 

กิจวัตรนี้น่าจะทำให้เธอมีอารมณ์ดีต่อผม    แม้กิ๊กจะยังอยู่    

ทุกค่ำ เวลาระหว่างทุ่มครึ่งถึงสองทุ่มครึ่ง    เป็นเวลาอาบน้ำของเธอ ในห้องน้ำที่อยู่ติดกับห้องนอนขั้นล่าง     ที่เราปรับปรุงใหม่    ให้เป็นห้องนอนของผู้สูงอายุ   

เมื่อจะอาบน้ำ เธอจะมาบอกผมที่ห้องอ่านหนังสือที่อยู่ติดห้องนอน    ว่า “จะอาบน้ำแล้วนะ”    ให้ผมเตรียมไปช่วยถูหลังและเช็ดตัว     แล้วเธอถอดเสื้อกางเกง    ซึ่งบางวันผมต้องช่วยถอด เพราะเสื้อคับจากการที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นมาก     แล้วเธอก็ไปแปรงฟันและล้างหน้า    ผมรอจนได้ยินเสียงน้ำจากฝักบัวก็ไปช่วยถูหลัง และราดน้ำด้านหลังอละที่รักแร้สองข้าง     แล้วออกมารอทำหน้าที่เช็ดตัวให้    เมื่อเธอชำระล้างส่วนต่างๆ เสร็จก็ออกจากส่วนห้องอาบน้ำมายืนในห้องน้ำส่วนที่แห้ง ให้ผมเช็ดตัวให้     แล้วออกจากห้องน้ำมาให้ผมชโลมโลชั่นกันผิวแห้งที่หลัง    แล้วช่วยสวมเสื้อนอน    สวมเสร็จกอดกันอย่างแน่น ๑ นาที เพื่อแสดงความรัก    เธอกล่าวขอบคุณที่ผมดูแลและรักเธอ  

โถส้วมเคลื่อนที่

ที่จริงห้องนอนมีห้องน้ำในตัว    ลุกจากเตียงเดินไปสิบก้าวก็ถึง     แต่สาวน้อยก้าวสั้น (จากโรคทางสทฃมอง) อาจต้องเดินถึง ๒๐ - ๓๐ ก้าว     ไม่ทันฉี่ที่กลั้นไม่อยู่     ต้องจึงซื้อโถฉี่อย่างดีคล้ายโถชักโครกเคลื่อนที่ เพียงแต่ไม่ได้ต่อท่อน้ำ     และต้องเอากระโถนรองฉี่และอึไปเท    โถนี้วางข้างเตียง ลงจากเตียงฉี่ได้ทันที    เธอฉี่คืนละ ๑ - ๒ ครั้ง   

กลางวันเธอสวมผ้าอ้อมและฉี่ลงผ้าอ้อม    เมื่อจะอาบน้ำตอนค่ำถอดออกมากลิ่นตลบ    เป็นหน้าที่ของผมเอาไปทิ้งทุกวัน     เป็นเช่นนี้มาหลายเดือน    ผมพยายามชวนให้ไม่สวมผ้าอ้อมตอนกลางวัน แต่ไปฉี่ที่ห้องน้ำก็ไม่สำเร็จ    ในที่สุดเธอบอกว่าให้ไปซื้อที่ฉี่เอามาวางใกลๆ โซฟาที่นั่งดูทีวี     ผมจึงยกโถฉี่จากข้างเตียงไปวางข้างโซฟา    ใช้อยู่วันเดียวก็ติดใจ    เพราะประหยัดผ้าอ้อม    เธอเป็นคนประหยัด    เธอแสดงท่าทีเกรงใจที่ผมต้องคอยยกโถฉี่เช้าเย็น    และคอยเทฉี่ในช่วงกลางวัน    ซึ่งเรื่องแต่นี้สบายมากสำหรับผม   

เอาเข้าจริงเธอเก่งกว่าที่คิด    เธอยกโถฉี่จากห้องนอนไปห้องนั่งเล่นเอง     ผมไม่ต้องยกให้    แต่ตอนค่ำหากเธอยังไม่ยกกลับ ผมก็ยกให้     รวมทั้งคอยเอาฉี่ไปเทให้

หุงข้าวได้เอง

สองเดือนหลังนี้เธอกลับมาหุงข้าวด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าเองได้อีก    พร้อมๆ กับที่สวมและผูกเชือกรองเท้าเองได้     สองอย่างนี้แต่ก่อนทำเองไม่ได้เป็นปี    เราจึงเห็นอาการดีขึ้นชัดเจน    

เก๋กับลุงตุ๊เป็นอะไรกัน

วันหนึ่งเก๋ ลูกสาวลุงตุ๊พี่ชาย โทรศัพท์มาคุยกับผมเรื่องพ่อไม่สบาย    เมื่อเธอทราบ ก็ถามผมว่า “เก๋กับลุงตุ๊เป็นอะไรกัน”      เมื่อบอก เธอก็หัวเราะ เป็นทีว่าตนเองหลงลืม

เปิดประตูให้หน่อย

ประตูบ้านด้านข้างที่ใช้ตามปกติมีประตูเหล็กดัดติดมุ้งลวดอีกชั้นหนึ่ง     เวลากลางวันเราเปิดประตูไม้ ปิดเฉพาะประตูเหล็กเพื่อกันยุงเข้า     หมู่นี้ลงแรง ลูกสาวจึงลงกลอนประตูเหล็กจากด้านใน    วันหนึ่งเธออยู่ด้านใน ตะโกนบอกผมซึ่งอยู่ด้านนอก ให้ช่วยเปิดกลอน    ผมเขย่าด็แล้วบอกว่าลงกลอนจากด้านใน ให้ถอดกลอน    เธอทำไม่ถูก    ต้องแนะว่าให้จับกลอนขยับออก    จึงทำได้และหัวเราตนเอง    

เรื่องนี้ตรงกับคำบอกเล่าเรื่องคนเป็นอัลไซเมอร์ อยู่ในห้อง    ล็อกกลอนประตูเอง แล้วปลดล็อกเองไม่เป็น     ต้องเรียกคนช่วย    น่าจะใกล้เข้าไปแล้ว   

เราซื่อสัตย์ต่อเขา แต่เขาไม่ซื่อสัตย์ต่อเรา

เรื่องกิ๊กยังอยู่ในใจ เอ่ยถึงทุกวันที่ออกไปเดินออกกำลังด้วยกันตอนเย็น     ว่าไม่เห็นกิ๊กของผม และไม่รู้ว่าอยู่บ้านไหน    แต่เช้าวันที่ ๓๐ เมษายน หลังเดินออกกำลังผมเดินต่อ เพื่อเอาจดหมายไปหย่อนตู้ไปรษณีย์     เดินไปประมาณสามร้อยเมตร     เมื่อกลับมาถึงบ้านพบว่าเธอตื่นแล้วและเดินออกจากประตูรั้ว     เดาว่าเพื่อดูว่าผมไปที่บ้านไหน    

นำมาสู่คำพูดตามหัวข้อ    และท่าทีขุ่นมัวไปชั่วเวลาหนึ่ง     ผมมีหน้าที่เฉย    รอให้เธอลืมไปเอง   

ปวดท้อง ปวดสะโพก

เวลาออกไปเดินออกกำลังตอนเย็น    บางวันเธอบ่นปวดท้อง ด้านซ้ายบ้าง ด้านขวาบ้าง    แต่สักครู่ก็เลิกบ่น    บางวันบ่นปวดสะโพก    แต่ก็ไม่ร้ายแรง   

วิจารณ์ พานิช

๓๐ เม.ย. ๖๓

ที่สระน้ำในหมู่บ้าน ช่วงเดินออกกำลังตอนเย็น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (5)

เป็นกำลังใจให้ครอบครัวท่านอาจารย์ครับ

ดูสาวน้อยอาจารย์ยังดูสดใสแข็งแรงนะคะ

เขียนเมื่อ 

ติดตามอ่านเรื่องนี้เพื่อเป็นความรู้และเครียมพร้อมถ้าตนเองหรือผูที่เรารักต้องเผชิญปัญหานี้ค่ะ ขอบคุณอาจารย์ค่ะ จะมีใครเป็นพ่อพระกับภรรยาได้เท่าอาจารย์ คงหายากนะคะ เป็นกำลังใจให้อาจารย์และครอบครัวค่ะ

เขียนเมื่อ 

ชื่นชมอาจารย์มากๆ.น่ารักจริงๆ ติดตามอ่านเรื่องนี้ตลอด จนอดไม่ได้. ต้องแสดงความเห็นบ้าง

เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณอาจารย์ที่นำเรื่องราวมาเล่าเป็นบทเรียนสำหรับผู้ที่อาจจะได้ใช้ประโยชน์ในการทำความเข้าใจคนอื่นและตัวเอง นอกจากนั้นยังได้เห็นแบบอย่างของความรักแบบไม่มีเงื่อนไขที่ทำให้อ่านแล้วมีความสุขจริงๆค่ะ