ชีวิตที่พอเพียง 3587. อยู่กับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม (๘) บันทึกความเสื่อมถอย (ต่อ)


ผมเล่าเรื่องชีวิตยามสมองเสื่อมของสาวน้อยเป็นระยะๆ () () (๓)  (๔)  (๕)  (๖)   (๗)  เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับท่านผู้อื่นที่ต้องเผชิญสภาพคล้ายๆ กัน ที่นับวันจะมีจำนวนมากขึ้น  

ประสาทหลอน   

วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ ตอนเย็นเธอมีอาการประสาทหลอน (hallucination)   ว่ามีคนมาเอาของจากบ้านต้อง    ผมชวนแต่งตัวเพื่อออกไปเดินออกกำลังตอนเย็น    เธอเดินไปเจอคนขี่มอเตอร์ไซคล์เอาของมาให้แป๋มที่หน้าบ้านต้อง    ก็เข้าไปว่าเขามาขโมยของ    เมื่อเขาเอาของให้แป๋มแล้วก็ขับรถหลบไปด้วยความตกใจ    เธอเดินไปที่ป้อมยาม บอกให้ไปจับคนขโมยของ     ยามก็งง    พอดีภรรยาของคุณสมชายเพื่อนบ้านเดินผ่านมา เธอกวักมือเรียก    และพูดกับเขาแบบไม่รู้เรื่อง    ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่า ผมลืมให้กินยาตอนเช้า    แต่ยาตอนเช้าไม่มียาที่เกี่ยวกับเรื่องสมองเสื่อมหรือความวิตกกังวล   

เธอบอกว่าเห็นคนมานั่งที่รถของต้อง    ซึ่งหากมีคนมานั่งจริงหมาสองตัวเห่าและกัดแน่    ขนาดผมให้อาหารมันบ่อยๆ มันยังไม่ยอมให้ผมเข้าบ้าน    ผมชวนกินอาหารเย็นเสร็จ เธอก็ไปโวยวายเรื่องเห็นคนนั่งที่รถยนต์ต่อ    จนเมื่อผมชวนดูทีวี มีรายการผู้เดือดร้อนจากแชร์แม่มณีมาเล่าเรื่องราว     เธอจึงเบนความสนใจไปที่เรื่องราวในทีวี    และยอมกินยาค่ำอย่างดี    รวมทั้งการอาบน้ำ     ซึ่งก็มีเหตุการณ์ที่อาบน้ำแล้วผมช่วยเช็ดตัวให้ ตามด้วยให้ล้างหน้าแปรงฟันเอง     สักครู่ผมตามเข้าไปดู    เธอกลับเข้าไปอาบน้ำใหม่    เมื่อผมทัก เธอบอกว่ารู้สึกงงๆ 

ต้องซึ่งไปทำงานที่ญี่ปุ่น โทรศัพท์มาคุยกับแม่    แต่เธอก็คุยด้วยแบบไม่รู้เรื่อง             

เช้าวันที่ ๑ พฤศจิกายน แป๋มจะเข้ามาช่วยทำความสะอาดห้องนอน โดยเฉพาะโถฉี่ (ซึ่งเช้านี้ไม่มีอึ)    โดนเธอไล่ออกไป ไม่ให้เข้าบ้าน    แต่เธอยอมกินยาเช้าอย่างดีเมื่อผมเอาให้กิน    ผมชงกาแฟให้ เธอบอกว่าอร่อย     และถามผมว่าเหนื่อยไหม    ผมตอบว่าเหนื่อย (ในความหมายว่าเหนื่อยจากการอาละวาดของเธอ)    แต่คำพูดของเธอบ่งชี้ไปในทำนองเหนื่อยจากการไปยุ่งกับกิ๊ก    หลังจากผมอาบน้ำแต่งตัวจะออกจากบ้านไปทำงาน เห็นเธอชงกาแฟอีกแก้วหนึ่ง สีดำจัด ซึ่งคงจะเป็นโกโก้    ซึ่งเธอไม่ได้ชงกินมานาน    เธอพูดอีกว่างงๆ

ค่ำวันที่ ๕ พฤศจิกายน ผมพาเธอไปอาบน้ำ     เธอจะแปรงฟันล้างหน้าก่อนตามขั้นตอนของเธอ    ผมขอให้เธอเข้าไปอาบน้ำก่อนแล้วค่อยแปรงฟันทีหลัง     อาบน้ำเช็ดตัวเสร็จ ผมปล่อยให้เธอแปรงฟันเอง     สักครู่ผมกลับไปดูในห้องน้ำ    พบว่าเธอกลับเข้าไปอาบน้ำใหม่     ผมทักว่าอาบแล้ว เธอหัวเราะและบอกว่า “ลืมไป”    

หลงผิด

ช่วงวันที่ ๑๐ – ๑๓ พฤศจิกายน เธอพูดถึงกิ๊กของผมอย่างเอาจริงเอาจัง    สะท้อนสภาพที่เธอให้แป๋มโทรศัพท์ไปหาผมระหว่างผมอยู่ในการประชุม เพื่อดูว่าผมอยู่กับกิ๊กหรือเปล่า     เช้าวันที่ ๑๓ เธอถามผมว่า “ไปหากิ๊กเขาให้ครั้งละเท่าไร”    “ชอบกิ๊กไหม”   นี่ถ้าผมคิดมาก ผมก็เป็นโสเภณีผู้ชายไปแล้วในสายตาของเธอ    น่าเสียดายที่มันเป็นจริงไม่ได้    เพราะผม “นิพพาน” แล้ว  ตามอายุ     

เริ่มกินยา Seroquel

วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ผมพาเธอไปหาหมอโรคสมอง (รศ. นพ. ยงชัย นิละนนท์) ตามนัด    ไปถึงนั่งพักแล้ววัดความดันโลหิต วัดกี่ครั้งๆ ก็ได้กว่า 190/100     เธอบอกว่าเพราะตื่นเต้น    ทำให้ผมเข้าใจว่า คนที่สมองเสื่อมจะตื่นเต้นง่าย เหนื่อยหรืออ่อนเพลียง่าย    จากที่ผมสังเกตเธอในหลากหลายสถานการณ์   

หลังจากฟังอาการตามคำบอกเล่าของผม อ. หมอยงชัย เพิ่มยาขยายหลอดเลือดเพื่อลดความดัน    และเพิ่มยา Seroquel (25 mg) กินก่อนนอนครึ่งเม็ด    ยา Seroquel นี้เป็นตัวเดียวกับที่ รศ. พญ. อรพรรณ ทองแตง แนะนำให้ผมซื้อให้ อ. อมรากิน เมื่อผมโทรศัพท์ไปปรึกษาตอนเริ่มมีอาการหลงผิดใหม่ๆ    แต่เนื่องจากผมกลัวจะมีผลข้างเคียงจึงไม่ได้ซื้อให้กิน    มาคราวนี้ อ. หมอยงชัยว่า เป็นยา antipsychotic ที่อ่อนที่สุดและมีผลข้างเคียงน้อยมาก    เริ่มกินค่ำวันที่ ๒๐   ผมและแป๋มแม่บ้านสังเกตว่าวันรุ่งขึ้นเธออารมณ์ดี (แต่กิ๊กไม่หายนะครับ เพียงแต่พูดถึงน้อยลงและไม่เอาใจใส่นัก)    ผมเขียนบันทึกตอนนี้บ่ายวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน สังเกตว่าตั้งแต่กินยานี้อารมณ์ดีขึ้น    

เย็นวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ผมพาเธอออกไปเดินออกกำลัง    เธอเดินแบบไม่ให้ผมคลาดสายตา และบอกว่ากิ๊กของผมอยู่ในหมู่บ้านนี้    ตกค่ำ หลังอาบน้ำเตรียมเข้านอน เธออาละวาดอีก ว่าผมไม่ซื่อสัตย์กับเธอ    จ้องแต่จะไปหากิ๊ก    ความคิดของผมว่ายา Seroquel จะให้ผลชะงัดในเรื่องอารมณ์หายวับไปกับตา     หลังปลอบโยนและพาเธอเข้านอน ผมขึ้นไปอาบน้ำที่ชั้นบนของบ้าน แวบความรู้สึกเหนื่อยเข้ามาในใจ    รีบกระซิบบอกตัวเองว่า     กิ๊กมาเดี๋ยวเดียว แล้วก็ลืมไปนาน

เย็นวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ผมบอกเธอว่า วันที่ ๒๒ ผมจะออกจากบ้านเวลา ๑๑ น. ไปเชียงใหม่ นอนค้าง ๑ คืน แล้วกลับบ้านค่ำวันที่ ๒๓ ถึงบ้านราวๆ สองทุ่ม    เช้าวันที่ ๒๒ เธอถามผมหลายครั้งว่าจะกลับบ้านเมื่อไร

ถึงตอนนี้ความเจ็บป่วยของเธอมี ๖ เรื่องคือ (๑) สมองเสื่อม  (๒) ไตเสื่อม (เล็กน้อย ไม่มีอาการ)  (๓) เข่าเสื่อม โดยเฉพาะเข่าขวา  (๔) หูตึง (มาก)  (๕) เบาหวาน (ควบคุมได้ ไม่ต้องใช้ยา)  (๖) ความดันโลหิตสูง        

ท่านอธิการบดี มช. รศ. นพ. นิเวศน์ นันทจิต บอกผมว่า อาการของ อ. อมรา เข้ากับการวินิจฉัยโรค senile psychosis  ซึ่งเมื่อผมกลับมาค้นที่บ้าน ก็พบว่าเป็นคำพ้องกับ senile dementia    ซึ่งไม่ตรงกับโรคของ อ. อมรา ที่เป็น vascular dementia    แต่ก็มีอาการที่ซ้อนทับกัน     

สองอาการผสมกันครั้งใหญ่

ดังเล่าแล้วว่า วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ตอนเย็นเธอเริ่มมีอาการหลงผิดเรื่องผมมีกิ๊ก ร่วมกับอาการอารมณ์โกรธรุนแรง     ตกค่ำเธอบอกว่าให้เวลา ๗ วัน ให้ผมเก็บของออกจากบ้าน    เธอกล่าวคำรุนแรงมากมาย     ตื่นเช้าขึ้นมาวันที่ ๒๕ เธอก็ไม่ลืม    ทั้งผมและต้องออกไปทำงาน แป๋มอยู่เป็นเพื่อน     เธอให้แป๋มโทรหาตั้ม บอกให้ตั้มมาหา      ตั้มมาตอนเที่ยง     เธอบอกตั้มมว่าเธอจะไล่ผมออกจากบ้าน ขอให้ตั้มมาอยู่บ้านเป็นเพื่อนเธอ    ตั้มบอกว่ามาไม่ได้ ติดงาน  

วันที่ ๒๕ ผมมีภารกิจร่วมการประชุมการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสำหรับบุคลากรสุขภาพ ครั้งที่ ๖ ที่โรงแรมสุโกศลตลอดวัน ไปจนถึงราวๆสองสามทุ่ม    ผมตัดสินใจออกจากที่ประชุมบ่ายสามโมงเพื่อมาดูแลเธอ     ถึงบ้าน ๑๖ น. ต้องกลับมาแล้ว กำลังคุยกับแม่     เธอยังโกรธและพูดว่ากิ๊กของผมอยู่ในหมู่บ้าน     เราจึงเดินไปดูกันว่าอยู่บ้านไหน ไปกันสามคน    เธอชี้บ้านโน้นบ้านนี้เปะปะ  จะเดินเข้าไป    ผมห้ามไว้    ในที่สุดเราเดินกลับและผมยืนยันว่าผมไม่มีกิ๊กเลย    ไม่ว่าที่หมู่บ้านหรือที่อื่น    เธอค่อยๆ เย็นลง   

เรากินอาหารเย็น ๑๗ น.   กินยา    แล้วออกไปเดินออกกำลัง    ระหว่างเดิน เธอยังพูดถึงกิ๊ก แต่ไม่แสดงอารมณ์    ทำให้ผมนึกออกว่า     หากแค่หลงผิดโดยไม่มีอารมณ์รุนแรงเข้ามาผสม ก็ไม่ทำให้เธอพลุ่งพล่าน   

ในการประชุมการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสำหรับบุคลากรสุขภาพ ผมพบ ศ. นพ. ... ลูกศิษย์ที่ มอ. ที่ย้ายมาทำงานที่กรุงเทพ    และเล่าเรื่อง อ. อมราให้ฟัง     ลูกศิษย์บอกว่าพ่อของเขาก็มีอาการหลงผิด หาว่าแม่มีชู้    ท่านเสียชีวิตไปเมื่อปีที่แล้ว     และเวลานี้แม่อายุ ๘๖ ก็นอนติดเตียงและจำใครไม่ได้    เอามาเล่าเพื่อบอกว่า ปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น

ตกค่ำ กิ๊กยังอยู่ และอารมณ์ปานกลาง    ไม่ยอมกืนยา Seroquel ครึ่งเม็ดก่อนนอน     ผมต้องใช้วิธีอาบน้ำให้ก่อน    แล้วจึงชวนกินยา     กินยาเสร็จเธอชวนกินอาหารเย็น    ผมบอกว่ากินแล้ว ก่อนไปเดิน    เธอหัวเราะ  

เช้าวันที่ ๒๖ กิ๊กยังอยู่ แต่อารมณ์ดี    เธอบอกว่า ให้พาไปเที่ยว     ผมบอกว่า เสาร์อาทิตย์นี้จะพาไปเที่ยว       

อารมณ์ดี

บ่ายวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ผมรีบกลับบ้านตั้งแต่ ๑๕.๓๐ น. แป๋มบอกว่าวันนี้อารมณ์ดี    แต่ผมว่าอารมณ์ดีมาก    เธอถามผมว่ากินข้าวหรือยัง    ผมเอาขนมที่มูลนิธิสยามกัมมาจลให้มากับอาหารเที่ยงให้เธอกิน    เธอชวนให้กินด้วยกัน   

ตอนเย็น ออกไปเดินออกกำลัง ผมเห็นเธออารมณ์ดีมาก  จึงถามว่าที่ไล่ผมออกจากบ้านเมื่อวานนี้ จะให้ผมไปอยู่ที่ไหน    เธอทำหน้างงๆ และบอกว่าไม่ได้ไล่   

เช้าวันที่ ๒๗ มีกำหนดไปกินเลี้ยงที่โรงพยาบาลรามาธิบดี    ต้องพาไป     โดยออกตั้งแค่ ๖ น. เพื่อไปทำผมก่อน    เธอเตรียมเสื้อผ้าและแต่ตัวเองได้   

ลืม

ช่วงวันที่ ๒๖ – ๓๐ พฤศจิกายน เธออารมณ์ดี และกล่าวชื่นชมและขอบคุณสามีที่ดูแลเธออย่างดี    แม้จะเอ่ยถึงกิ๊กบ้าง     ผมได้จังหวะที่เธออารมณ์ดีมาก ถามว่าทำไมจึงไล่ผมออกจากบ้าน    ถามหลายครั้ง เธอตอบตรงกันทุกครั้งว่าจำไม่ได้ว่าไล่ผม   และถามกลับว่าไล่เมื่อไร   

นั่นเป็นการลืมพฤติกรรมที่ทำต่อเนื่อง ๒ วัน

ส่วนการลืมว่าเพิ่งกินข้าวไปเมื่อ ๑๕ นาทีที่แล้ว     หรือลืมเรื่องที่เพิ่งเกิด ที่เรียกว่า short term memory เป็นของธรรมดาประจำวัน  

ข่าวดี

ท่านผู้อ่านอย่าเข้าใจผิดว่า ความโกลาหลวุ่นวายจากอาการหลงผิด  อารมณ์รุนแรง  และประสาทหลอน จะเป็นสภาพที่ครองเวลาในบ้านผมนะครับ    สภาพวุ่นวายมากๆ น่าจะไม่เกินร้อยละ ๑๐ - ๒๐ ของช่วงเวลาทั้งหมด    แต่ผมก็มีความจำเป็นต้องปรับตัวปรับใจ ปรับเวลา มากหน่อย

ขอขอบคุณ ศ. ดร. ยอดหทัย เทพธรานนท์ เพื่อนร่วมห้องเรียนที่ รร. เตรียมอุดมศึกษา ของ อ. อมรา ที่กรุณา อีเมล์มาเตือนผมว่าอย่าขับรถเองโดยมี อ. อมรา นั่งเคียงข้าง    เพราะอันตราย               

วิจารณ์ พานิช

๑ ธ.ค. ๖๒


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)