หัวหน้าผู้ต่อรองคนใหม่ของไทยในการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มก่อการร้ายในภาคใต้ของไทยนำเสนอการกำหนดที่จะจบลงเรื่องความขัดแย้งในหมู่ผู้ต้องการแยกดินแดนที่ดำรงอยู่ยาวนานในชายแดนทางภาคใต้ เพราะเขาแนะนำตนเองและทีมของเขาในระดับนาๆชาติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
Wanlop Rugsanaoh ไม่ได้พูดถึงขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี หรือBRN ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายมาเลย์ปัตตานี ที่ควบคุมการโจมตีในการปฏิวัติ แต่ทีมของเขาต้องการจะพูดคุยกับกลุ่มที่มีอาวุธทุกกลุ่มที่ดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่สร้างสถานการณ์ในพื้นที่ นายพลกองทัพที่เกษียณ และหัวหน้าอดีตสภาความมั่นคงแห่งชาติพูดเมื่อมีการแถลงข่าวในวันศุกร์ ที่กรุงเทพฯ
การดำเนินการเพื่อสันติภาพกับกลุ่มผู้ปฏิวัติในภาคใต้เป็นส่วนหนึ่งของวาระแห่งชาติ Wanlop กล่าวกับผู้สื่อข่าว น้ำเสียงของสัญญาณช่างแตกต่างจากผู้บัญชาการทหารบก คืออภิรักษ์ คงสมพงษ์ และเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลในเรื่องที่กรุงเทพฯจะจัดการความขัดแย้งในภาคใต้
ผู้ต่อรองยังพูดถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์, การประนีประนอม, และการเคารพความแตกต่าง ตอนที่เขาวางแผนวิธีการในงานใหม่ของเขา ในขณะที่อภิรักษ์ยังยืนยันหนักแน่นเรื่องผู้ก่อการร้ายทุกคนจะต้องจำกัดโดยวิธีการที่จำเป็น (necessary means)
ความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ที่ส่วนใหญ่เป็นคนที่พูดภาษามาเลย์และเป็นมุสลิม เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2004 และว่ากันว่าทำให้ชีวิตผู้คนตายมากกว่า 7,000 คน
การพูดคุยเพื่อสันติภาพเดี๋ยวมีมาและไปตลอด และไม่มีอะไรที่มีความก้าวหน้า เพราะกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ทรงพลังที่สุด ก็คือ BRN ปฏิเสธที่เข้ามาพูดคุย
“อันดับแรกเราเรียนรู้จากบทบาทในอดีตและบทเรียนว่าเหตุใดการพูดคุยจึงผิดพลาด วิธีการที่ดีที่สุดคือการหาคนที่เกี่ยวข้อง เราจึงแก้ไขปัญหาอย่างได้ผล” Thanakorn Buaras หัวหน้าของสำนักข่างกรองแห่งชาติ หนึ่งในสี่ของผู้ร่วมอภิปรายกล่าวในวันแถลงข่าวในวันศุกร์ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในประเทศไทย
ที่กล่าวก็คือการพูดคุยเพื่อสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ตลอดเวลา 15 ปีนั้นเป็นการลองผิดลองถูก
จากกระบวนการ Langkawi ไปจนถึงการพูดคุย Berlin รัฐบาลไทยและผู้ก่อการมาเลย์ปัตตานีพบกันแบบเผชิญหน้าในหลายๆเมือง ทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป
การอภิปรายหลายครั้งจะถูกเก็บไว้เป็นความลับ และการทำให้ปลอดภัย คนที่พูดคุยในการพูดคุยแต่ละครั้งจะอยู่ในรูปของ “ก่อนการพุดคุย”
การพูดคุยที่ปล่อยผ่านไป
เหตุผลหนึ่งที่การพูดคุยไม่คืบหน้าก็คือฝ่ายไทยไม่ยินยอมพร้อมใจในการพูดคุย
แน่นอนว่ามีการพูดคุย เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2013ในสมัยนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กรุงเทพฯเปิดโอกาสให้กัวลาลัมเปอร์ เป็นตัวเริ่มในการอำนวยความสะดวก
การพูดคุยในสมัยยิ่งลักษณ์ก่อให้เกิดความตื่นเต้นครั้งใหญ่ เพราะเป็นการยอมรับครั้งแรกว่ารัฐบาลไทยประกาศต่อสาธารณะชนว่าพร้อมจะคุยกับกลุ่มการร้ายหลายกลุ่ม และแก้ไขความขัดแย้งด้วยวิธีทางการเมือง
แต่ในไม่ช้าไม่นาน ก็มีการตระหนักรู้ว่าการพูดคุยสมัยยิ่งลักษณ์เป็นเพียงภาวะที่อยู่ในระหว่างการหลอกลวงและการทำบางสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะเกิดผลหรือไม่ เหตุผลก็คือการเริ่มพูดคุยโดยไม่มีความรู้เรื่องกองทัพไทย และการเข้าร่วมของ BRN ผลก็คือความผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้น
การรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในเดือนพฤษภาคม ปี 2014 หลังจากนั้นรัฐบาลทหารจึงได้รื้อฟื้นการพูดคุยขึ้นอีกครั้ง พลเอก Aksara Kerdpol อดีตกองทัพบกที่เกษียณแล้วเป็นหัวหน้า และมาเลเซียก็ทำหน้าที่ผู้อำนวยความสะดวกอีกครั้ง
กัวลาลัมเปอร์ช่วยในการสร้างองค์กรที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันของกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ดำรงอยู่มานาน บางกลุ่มเริ่มตั้งแต่มีขบวนการในยุค 1960 และแพ้ในปลาย 1980 และเริ่มต้นอีกเมื่อปี 1990
การพูดคุยสมัยยิ่งลักษณ์ มีกลุ่มมาราปัตตานี ที่ไม่มีการมีส่วนร่วมของหัวหน้า BRN ที่ควบคุมคนที่สร้างความเสียหาย พวก BRN มองว่าเป็นกระบวนการที่ไม่น่าเชื่อถือ
ในปลายปี 2018 พลเอก Udomchai Thamsarorat เข้ามาแทนที่ Aksara เขาเป็นคนเกษียณอายุ ที่ทำงานในกองกำลังภาคที่ 4 ที่ดูแลภาคใต้
หนึ่งในบรรดาคำสั่งคือการหยุดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักบินของ Aksara เขารู้ว่ามาราปัตตานีไม่สามารถจะให้ผู้ก่อการร้ายหยุดยิงได้ เพราะไม่ใช่เป็นผู้ควบคุมผู้ก่อการ แต่ BRN เป็นผู้ควบคุม และจะไม่สนับสนุนบางสิ่งที่ให้อำนาจกับกลุ่มโดยปราศจากการให้เป็นการตอบแทน
จากการเริ่มต้น Udomchai เข้าหาผู้คนมากเท่าที่เขาสามารถ รวมทั้งการไปพบประชาคมนาๆชาติด้วย เพื่อหาคำแนะนำในการทำให้การพูดคุยดำเนินต่อไป
การตัดสินของ Udomchai เพื่อขอร้องให้องค์การทำงานเอกชนต่างชาติ เพื่อที่จะเข้าถึงสภาการปกครองของ BRN ทำให้เจ้าหน้าที่บางคนของผู้ประนีประนอมชาวมาเลย์ไม่พอใจ เพราะพวกเขาจะไม่เป็นที่ปรึกษาอีกต่อไป ดังนั้นสิ่งนี้อาจทำลายพิธีทางการทูต
รัฐบาลไทยชอบที่จะนับเหตุการณ์ความรุนแรงของจังหวัดชายแดนใต้ที่ผ่อนเบาลงเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับปี 2007
แต่ BRN ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาสามารถที่จะหยุดความรุนแรงในชายแดนใต้เมื่อไรก็ได้ตามต้องการ สิ่งนี้จะเห็นได้จากกรณีฆ่าพระสงฆ์ 2 รูป และเจ้าหน้าที่โรงเรียนรัฐจำนวน 5 คนในปีนี้ ยิ่งไปกว่านั้น การโจมตี 2 รอบในต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ฆ่าคนถึง 15 คน ที่ส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัครป้องกันหมู่บ้านและตำรวจ ในลำพญา จังหวัดยะลา
กฎเกณฑ์พื้นฐานสำหรับจังหวัดชายแดนใต้คือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะอยู่คนเดียว หากไม่สามารถสอบเป็นเครื่องมือความปลอดภัยของรัฐบาล ยังไม่แจ่มชัดว่าสายไหนทีทั้งเหยื่อ 15 คนในลำพญาได้ก้าวผ่าน
แปลและเรียบเรียงจาก
Don Pathan. Thai Negotiator Looks to Involve All Rebel Groups in Southern Peace Talks