สมรรถนะในนักเรียน


ยังอยู่กับ reflection จากการประชุมคณะกรรมการกำกับทิศในคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ ๑/๒๕๖๓ เมื่อบ่ายวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ นะครับ

 หลักสูตรที่กำลังพัฒนาคือหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-Based Curriculum – CBC)   ซึ่งถือว่าเหมาะสมต่อยุคสมัยเป็นอย่างยิ่ง และหากนักเรียนได้รับประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากการจัดการการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้   ประเทศชาติจะได้ประโยชน์มหาศาล

ผมเห็นด้วยกับเป้าหมายและหลักทฤษฎีว่าด้วยหลักสูตรฐานสมรรถนะ    ซึ่งอาจเป็นเพราะผมไม่ค่อยมีความรู้เท่าไรนัก   

แต่ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการจัดการเปลี่ยนแปลงที่เสนอ    ดังเล่าแล้วในบันทึกลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม   

วันนี้จึงขอ reflect เรื่องการพัฒนาสมรรถนะที่พึงประสงค์ ในเด็กนักเรียน

ผมเคยเขียนไว้แล้ว (๑)ว่าความหมายหนึ่งของ Competency-Based Curriculum (CBC) คือ มันไม่ใช่ Time-Based Curriculum ที่เราคุ้นเคยมากว่าร้อยปี    และในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ท่านประธานก็ย้ำเรื่องนี้ 

วันนี้ขอสะท้อนคิดว่า การบรรลุผลการเรียนชั้นยอดในหลักสูตร CBD ไม่ใช่สอบได้ที่ ๑ ในชั้น หรือในโรงเรียน หรือในประเทศ    แต่เป็นการบรรลุสมรรถนะขั้นสูง   

นี่คือการ “เปลี่ยนใหญ่” (big change) ที่เราต้องช่วยกันทำให้สำเร็จให้จงได้

ความหมายใหญ่ที่สุดในความเห็นของผม ของ CBC คือนักเรียนเรียนเพื่อเอาชนะ (หรือบรรลุ) สมรรถนะ    ไม่ใช่เพื่อสอบได้ที่ ๑    ซึ่งหมายความว่านักเรียนต้องรู้ว่า การบรรลุสมรรถนะหนึ่งๆ เป็นอย่างไร     และนักเรียนที่มีเป้าหมายสูง รู้ว่าสมรรถนะขั้นสูงของแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร สำหรับวัยของตน    รวมทั้งมีขีดความสามารถในการประเมินตนเอง ว่าบรรลุสมรรถนะนั้นๆ หรือไม่  และบรรลุในระดับไหน    

รวมทั้งนักเรียนต้องเข้าใจว่า  การเรียนเพื่อบรรลุสมรรถนะชุดดังกล่าว ต้องเรียนโดยร่วมมือกันกับเพื่อนๆ    ไม่ใช่เรียนแบบแข่งขันกัน    การเรียนจึงจะง่ายและสนุก    ที่สำคัญคือ ได้ทักษะความร่วมมือ และทักษะอื่นๆ ใน ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑   มาเป็นส่วนหนึ่งของสมรรถนะติดตัว

นั่นคือ ครูต้องมีทักษะในการหนุนให้นักเรียนรู้จักตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ของตน    และรู้ว่าตนบรรลุเป้าหมายนั้นหรือไม่ และบรรลุในระดับไหน    โดยที่สมรรถนะเป็นเรื่องของการปฏิบัติ    ไม่ใช่การตอบข้อสอบแบบข้อเขียน    และการบรรลุสมรรถนะนั้น นักเรียนต้องรู้วิชาหรือศาสตร์หลายด้าน    แล้วนำไปใช้ในสถานการณ์จริงหรือเสมือนจริงได้    

ต่อไปนี้การเรียนจะไม่ใช่เรียนวิชา    แต่เป็นการเรียนประยุกต์วิชา เพื่อเอาไปทำกิจการบางอย่างให้ลุล่วง และได้ผลดี    ห้องเรียนต้องเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง   

ในการประชุมในวันนั้น ท่านผู้รู้อภิปรายเรื่องสมรรถนะลงลึกมาก    ชี้ให้เห็นว่าสมรรถนะมีทั้งสมรรถนะหลัก (ทั่วไป)      และสมรรถนะเฉพาะด้าน    ฟังคำอภิปรายของ รศ. ดร. ทิศนา แขมมณี ราชบัณฑิต แล้ว เห็นความซับซ้อนของเรื่องนี้    และสอดคล้องกับความเชื่อของผมว่า    รายละเอียดของ สมรรถนะเป็นสิ่งสมมติ (construct)    และการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการของเด็กและเยาวชน สนใจเฉพาะสมรรถนะน่าจะไม่พอ    ยังต้องสนใจทักษะด้านใน ที่เรียกว่า soft skills    และต้องเอาใจใส่พัฒนาการของตัวตน หรืออัตลักษณ์    ที่เรียกว่า Chickering’s Seven Vectors of Identity Development ด้วย 

ผู้รู้พูดกันในที่ประชุม ว่าเป้าหมายการเรียนตามหลักสูตรฐานสมรรถนะนี้    เน้นที่สิ่งที่ติดตัวเด็กในลักษณะที่ทำเป็นทำได้ติดตัวไป     และเอกสารประกอบการประชุมให้นิยาม สมรรถนะ ว่า  “สมรรถนะ (Competency) หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถ ของบุคคลในการประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะต่าง ๆ ที่ตนมีให้เหมาะสม ในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ การใช้ชีวิต และการแก้ปัญหา สอดคล้องกับบริบทของสังคมและวัฒนธรรมในสถานการณ์ที่หลากหลาย”    

จะเห็นว่าการนิยามคำว่าสมรรถนะให้เข้าใจได้ง่ายๆ ทำได้ไม่ง่าย    และผมเชื่อว่า ไม่ว่าจะนิยามอย่างไร ตอนครูนำไปปฏิบัติจริง ก็ผ่านการตีความที่แตกต่างกันของครูแต่ละท่าน    ยิ่งเมื่อถ่ายทอดไปให้นักเรียนปฏิบัติจริง ก็ยิ่งผ่านการตีความ สู่การตอบคำถามในใจของนักเรียนว่า

  • ตนกำลังเรียนอะไร
  • เรียนไปเพื่ออะไร
  • ตอนนี้ตนมีสมรรถนะนั้นๆ แค่ไหนแล้ว   
  • สมรรถนะที่ต้องการมีลักษณะอย่างไร  รู้ได้อย่างไรว่าบรรลุแล้ว    รู้ได้อย่างไรว่าบรรลุในระดับไหน  ยังแค่ระดับงูๆ ปลาๆ    ระดับพอใช้ได้    ระดับดี   

ซึ่งหากครูหยิบเอาประเด็นตาม ๔ bullet point ข้างบนไปสอนนักเรียน    นักเรียนก็จะงง และเรียนไม่รู้เรื่อง    ครูจึงต้องสอนโดยชวนทำกิจกรรม และมีตัวอย่างคนที่เป็นต้นแบบทำกิจกรรมที่นักเรียนใฝ่ฝันได้ดี   

แต่ที่ง่ายกว่านั้นคือ เวลานี้มีโรงเรียนในประเทศไทยที่ดำเนินการเรียนการสอนตามแนวทางหลักสูตรฐานสมรรถนะอยู่แล้วเกือบพันโรงเรียน    หากทีมของ สพฐ. ไปร่วมมือกับโรงเรียนเหล่านั้น    เพื่อวัดผลว่า มีโรงเรียนใดบ้างที่จัดกระบวนการเรียนรู้ให้นักเรียนบรรลุสมรรถนะครบถ้วนหรือเกือบครบก้วน  ในระดับที่น่าพอใจ    แล้วให้มีทีมไปถอดบทเรียน ว่าโรงเรียนจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างไร   ก็จะได้ “หลักสูตรในโรงเรียน” และ “หลักสูตรในตัวเด็ก” ตามที่ผมกล่าวไว้ในบันทึกลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม    และที่สำคัญคือ ได้ “หลักสูตรภาคปฏิบัติ”    ใช้งานง่ายกว่าหลักสูตรในกระดาษอย่างมากมาย

หาก สพฐ. หาวิธีจัดกระบวนการเพื่อการเรียนรู้หลักสูตรฐานสมรรถนะจากการปฏิบัติ    โดยผู้บริหารและครูในโรงเรียนเหล่านั้นเป็นวิทยากร    ก็จะช่วยให้โรงเรียนอื่นๆ นำหลักสูตร  ฐานสมรรถนะไปปฏิบัติได้ง่าย   

หาก สพฐ. จัดทีมประเมิน โดยใช้วิธีการ Developmental Evaluation (DE)    ก็จะค้นพบเหตุผลว่า โรงเรียนที่ใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะอยู่แล้ว เพราะอะไร    ทำแล้วเกิดผลดีต่อนักเรียน ครู และผู้บริหารโรงเรียนอย่างไร    และจะได้ค้นพบว่าวิธีการที่โรงเรียนเหล่านั้นฟันฝ่าความยากลำบากในการเปลี่ยนแปลงแนวทางจัดการศึกษา มีอะไรบ้าง     เพื่อเป็นแนวทางให้โรงเรียนอื่นๆ นำไปปรับใช้

DE จะช่วยเผยความซับซ้อนและเป็นพลวัตของการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ    แต่ทีมประเมินต้องเข้าใจ DE อย่างถ่องแท้ ตามในหนังสือ Developmental Evaluation Examplars : Principles in Practice 

หลักสูตรฐานสมรรถนะที่ใช้ง่าย และมีวิธีใช้ให้ด้วย  อยู่ที่โรงเรียนเหล่านี้    และเห็นสมรรถนะที่พึงประสงค์ได้ในตัวนักเรียน    เหมือนอย่างที่ผมไปเห็นที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา  โรงเรียนรุ่งอรุณ  โรงเรียนเพลินพัฒนา    

วิจารณ์ พานิช

๑๖ ก.ค. ๖๓

ระหว่างรถติดตอนค่ำ บนรถเดินทางจากศิริราชกลับบ้าน

 

  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)