ชีวิตที่พอเพียง 3911. อยู่กับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม (๒๓) บันทึกเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๓


ผมเล่าเรื่องชีวิตยามสมองเสื่อมของสาวน้อยเป็นระยะๆ () () (๓)  (๔)  (๕)  (๖)   (๗)   (๘)   (๙)   (๑๐)   (๑๑)    (๑๒)   ๑๓   ๑๔   ๑๕  ๑๖  ๑๗  (๑๘)  (๑๙)  (๒๐)  (๒๑)   (๒๒)   เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับท่านผู้อื่นที่ต้องเผชิญสภาพคล้ายๆ กัน ที่นับวันจะมีจำนวนมากขึ้น  

ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๔    อาการหลงผิดเรื่องผมมีกิ๊ก ซึ่งขยายตัวเป็นมีลูกด้วย    ต่อเนื่องมาจากปลายเดือนที่แล้ว คนดูแลคนสมองเสื่อมต้องพร้อมเผชิญความเครียดที่เกิดจากการถูกกล่าวหาเป็นตุเป็นตะ    ที่เกิดจากสมองส่วนกรองสัญญาณบกพร่อง    ทำให้ความคิดภายในกลายเป็นความจริง    ในความรู้สึกของเขา

       

เอาเมียน้อยกับลูกไปไว้ที่ไหน

เช้าวันที่ ๒ กุมภาพันธ์  เธอถามผมว่า “เอาเมียน้อยกับลูกไปไว้ที่ไหน”    ผมทดลองใช้ยุทธศาสตร์นิ่งเงียบ     ไม่ต่อความยาวสาวความยืด    โดยช่วยเธอให้ทำกิจวัตรประจำวัน    เพลิดเพลินกับการกินถั่วลิสง     เพื่อเบี่ยงเบนการทำงานของสมอง ไปที่ “ศูนย์รางวัล” (reward center)    คิดว่าจะทดลองใช้สักระยะหนึ่ง     เพราะเดาว่าศึกนี้น่าจะยืดเยื้อ    และสงสัยว่า น่าจะบอกหมอเพื่อเพิ่มหรือเปลี่ยนยาหรือไม่     

รับลูกมาเลี้ยงก็ได้ แต่ไม่รับแม่

ช่วงวันที่ ๓ – ๘ กุมภาพันธ์ เธอเอ่ยถึง “เมียน้อยกับลูก” ทุกวัน    ด้วยโทนเสียงและอารมณ์ต่างๆ กัน    บางครั้งก็ด่าว่าผมอย่างสาดเสียเทเสีย    บางครั้งก็ถามว่าเอาไปไว้ที่ไหน    บางครั้งก็ลงมือทุบตีหรือหยิก    เย็นวันที่ ๔ ตอนออกไปเดินออกกำลัง เธออารมณ์ดี   บอกผมว่า รับลูกมาเลี้ยงก็ได้ สงสารเด็ก   แต่ไม่เอาแม่    บางวันก็มาขอดูสมุดธนาคาร เกรงว่าผมจะเอาเงินของเธอไปให้เมียน้อย    ผมบอกว่า เงินอยู่ที่ต้อง ให้ไปขอดูที่ต้อง    มีอยู่วันหนึ่ง ขึ้นไปชั้นบนของบ้าน ไปรื้อของกระจุยกระจาย

เช้าวันที่ ๘ อารมณ์เสียรุนแรง และลงมือทุบตีผมอีก    แต่พอตกเที่ยงก็เอาผลไม้มาให้กิน และตอนเย็นอารมณ์ดี    ตอนผมป้อนยาก่อนนอน เธอกินเสร็จก็ยกมือไหว้ขอบคุณ

แม่คิดไปเอง

เช้าวันเสาร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ เธอบ่นกับลูกสาวคนโตเรื่องผมมีเมียน้อยและมีลูก    ลูกสาวบอกว่า ไม่มีหรอก แม่คิดจินตนาการไปเอง    และผมสำทับว่าเมียน้อยกับลูกอยู่ในนี้    พร้อมกับชี้ที่ศีรษะเธอ    เธอชะงักและทำท่าคล้ายจะเข้าใจ     แต่วันต่อมาก็พูดอย่างเดิม

แก้ปัญหาลายเซ็นไม่เหมือนเดิม

สาวน้อยมีที่ที่เชียงรายอยู่ ๓ แปลง    ซื้อมาหลายปีแล้วจากการช่วยเหลือของน้องชายของผมซึ่งตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นั่น    บอกขายมานาน เพิ่งมาขายได้ ๑ แปลงที่อยู่ใกล้สนามบิน    มอบอำนาจให้น้องชายของผมไปโอน   เจ้าหน้าที่ที่ดินไม่ยอมโอนให้เพราะลายเซ็นของสาวน้อยไม่เหมือนเดิม    แนะนำให้ไปทำใบมอบอำนาจต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่ดินที่อยู่ใกล้บ้าน   

วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ต้องกับผมพาเธอไปสำนักงานที่ดินนนทบุรีสาขาอำเภอปากเกร็ด   เพื่อขอทำใบมอบอำนาจ    เจ้าหน้าที่ถามอะไรเธอตอบไม่ได้เลย    ยามตื่นเต้น คนสมองเสื่อมทำอะไรไม่ถูก        

อนุญาตให้ไปส่งได้

ค่ำวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์   หลังอาบน้ำให้ และแต่งตัวเสร็จ    เธอยกมือไหว้ผม    และไปนั่งดูทีวีต่อ    ผมกลับเข้าห้องทำงาน    สักครู่ก็ออกไปดูเธอที่ห้องดูทีวี    พบว่าไฟระเบียงที่ผมปิดไว้เปิดสว่าง รวมทั้งไฟด้านหน้าบ้าน    และเธอบอกผมว่า “อนุญาตให้ไปส่งได้”    ผมถามว่า “ไปส่งใคร”   คำตอบคือ “ไปส่งเด็ก”    ผมเดินไปปิดไฟทั้งสามดวง    และกลับมาอ่านหนังสือต่อ    จนเกือบสามทุ่มก็ไปบอกเธอให้เข้านอน    เมื่อจะนอน เธอยังถามผมอีกว่า “ไม่ไปส่งหรือ”   เป็นคำพูดที่จริงจัง ไม่เจืออารมณ์          

นวดบำบัด

อันนี้ไม่ได้หมายถึงนวดตัวเธอ เพื่อให้ผ่อนคลายนะครับ    แต่ตรงกันข้าม ให้เธอเป็นผู้นวดผม    เพื่อให้เธอเกิดความมั่นใจ ภูมิใจ ในตัวเอง    ว่ายังทำประโยชน์ได้    เรื่องนวดและฝังเข็ม เธอไปเรียนจากประเทศจีน    ไปเข้า คอร์สฝึกอบรมอยู่ ๓ เดือน    ทุนช่วยเหลือจากประเทศจีน เมื่อราวๆ พ.ศ. ๒๕๒๖    เมามาใช้บ้างที่คลินิกระงับปวด โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่เธอทำงานหลังเกษียณ    จนกระทั่งป่วยทำงานไม่ได้เมื่ออายุประมาณ ๗๔    

ขอเงินสองร้อย

วันที่ ๒๓ มกราคม เธอมาบอกผมว่า “ขอเงินสองร้อย”    ถามว่าเอาทำอะไร    “เอาไปให้ต้อง ต้องตกงาน”    หมายความว่า เธอคิดว่าลูกสาวที่บ้านอยู่ติดกัน ไม่มีงานล่ามเพราะโควิดระบาด    และเธอคิดว่าลูกสาวนขัดสนเงิน    เมื่อเล่าให้ลูกสาวฟัง ลูกสาวก็พยายามบอกแม่ว่า ตนมีงานแปลหนังสือ ทำงานตลอดวัน  

ตกเย็น ลูกชายและหลานสาวมาเยี่ยม    มากินข้าวเย็นด้วยกันที่บ้านลูกสาว    ลูกชายเอาธนบัตรใบละพันให้แม่    และบอกว่าลูกรวย เอามาให้แม่เอาไว้ใช้    เธอทำท่างงๆ และรับไว้    เอาไปเก็บซ่อนไว้อย่างดี ลูกสาวคนโตรู้ที่ซ่อน    เช้าวันที่ ๒๔ เธอบอกผมว่า เราโชคดีนะ ลูกๆ มีฐานะดีทุกคน   และบอกผมว่า “ตั้มให้เงินหมื่นนึง”    พร้อมกับส่งใบละพันให้ผม    ผมรับไว้และถามว่า ให้เอาไปทำอะไร    เธอดึงกลับไปและบอกว่า เอาไปเก็บไว้    ใกล้ตายค่อยคืนให้ตั้ม   

เอาโถฉี่อันใหญ่ไปให้สาวที่ไหน

เย็นวันที่ ๒๔ มกราคม   ตอนออกไปเดินออกกำลัง เวลาประมาณ ๑๗.๔๐ น.   เธอโวยกับผมว่า โถฉี่อันใหญ่ในห้องนอนของเธอหายไป    อันที่ยังอยู่เป็นอันเล็ก   “เอาไปให้สาวที่ไหน”

 ผมยืนยันว่ามีอันเดียว   เดี๋ยวให้ต้องมาช่วยดู    เธอก็เลยบอกว่าสงสัยต้องเอาไป   

เป็นอาการสับสนปนระแวง    เมื่อกลับมาบ้าน และผมเรียกต้องมายืนยัน  และหาทางคุยเปลี่ยนเรื่อง ว่าเมื่อวานลูกชายเอาเงินมาให้เท่าไร    เธอตอบว่า “เจ็ดสิบบาท”    แสดงอาการสับสน    

ต้องกลับไป อาการอาละวาดยังอยู่    หน้าตาบึ้งตึง    ผมขอขึ้นไปอาบน้ำที่ชั้นบน    ระหว่างอาบน้ำเธอขึ้นไปดู    เมื่อลงมาเธอยังหน้าตาบึ้งตึง “เบื่อตุ๋นแล้วใช่ไหม    จะไปไหนก็ไป    เห็นเราเป็นคนบ้า”  

ในที่สุดผมก็ใช้วิธีเข้าไปกอด   และปลอบโยนเธอว่าผมรักเธอและปรนนิบัติเธอแค่ไหน    ที่เธอก็เคยกล่าวขอบคุณบ่อยๆ     ท่าทีเธออ่อนลงบ้าง    แต่อารมณ์พลุ่งพล่านจาก delusion ยังไม่หาย   

เธอเข้านอนโดยไม่ยอมอาบน้ำ     ผุดลุกจากที่นอนหลายครั้ง    ออกไปนอกห้อง     จนราวๆ สี่ทุ่มจึงนอนหลับ

นี่กระมัง ที่คนโบราณว่า ผีเข้าผีออก    คืออารมณ์เอาแน่เอานอนไม่ได้    หากเกิดบ่อย เดือนละหลายๆ ครั้ง    ผู้คนโดยรอบจะลำบากมาก    นี่ขนาดกินยาคุมแล้ว คือ     

   เย็นวันที่ ๓๐ มกราคมระหว่างออกไปเดินออกกำลังตอนเย็น    เรื่องเอาโถฉี่ไปให้สาวอื่นกลับมาอีก    คราวนี้ผมถูกกล่าวหาว่าไปมีลูกกับเขาด้วย    ลูกสาวมาช่วยแม่ดูว่าเมื่อก่อนมีโถอันใหญ่หรือไม่ และช่วยยืนยันว่าไม่เคยมี ก็ไม่ช่วยคลายอารมณ์

ที่จริงวันที่ ๓๐ นี้    มี ๓ จินตนาการซ้อนกัน    คือ (๑) ต้องไม่มีเงินใช้ เพราะตกงาน    (๒) แต้วกับต้องทะเลาะกัน    กับ (๓) เรื่องโถส้วม     เป็นสัญญาณว่า เป็นช่วงที่สมองส่วนกรองสัญญาณอ่อนแอ    ทำให้สัญญาณจินตนาการคล้ายเป็นเรื่องจริง  

อาละวาดคราวนี้ยาวข้ามคืนข้ามวัน    และอาละวาดรุนแรงมาก    ทำเอาผมนอนไม่หลับ    เพราะโดนทุบ ผลัก ปลุกบนเตียง จนราวๆ เกือบห้าทุ่มเธอจึงหลับ    ตื่นเช้าวันที่ ๓๑ ก็ยังบึ้งตึงพร่ำเพ้อเรื่องสามีนอกใจ    ไปมีลูกกับคนอื่น   จนตอนเที่ยง ออกไปกินก๋วยเตี๋ยวราดหน้าของโปรด ก็ยังบึ้งตึง    แต่ก็อาสาเปิดปิดประตูรั้วให้    จนผมขออนุญาตไปนอนตอนบ่าย    และตื่นตอน ๑๕ น. เธอจึงมาถามเสียงใส ว่าเอากาแฟไหม    ผมรีบตอบว่าเอา     กิ๊กยังอยู่ แต่อารมณ์พลุ่งพล่านหายไป     

ใครมาเปลี่ยนโต๊ะทีวี

เช้าวันที่ ๒๕ มกราคม เธอตื่นราวๆ ๖.๓๐ น.   และออกมานั่งดูทีวี    ผมไปทักทาย สังเกตว่าสีหน้ายังตึงอยู่    ผมเข้าไปกอด เธอตอบสนองดีกว่าเมื่อวาน    แต่ยังตึงและถามว่า “ยังรักตุ๋นอยู่หรือ”  

สักครู่ เธอมาถามผมว่า “เอากาแฟไหม” ด้วยเสียงใสแบบปกติ    เมื่อมานั่งดื่มกาแฟด้วยกันที่ระเบียงบ้าน    เธอเอ่ยว่า  “ใครมาเปลี่ยนโต๊ะทีวี ไม่สวยเหมือนเดิม    ทีวีก็ไม่เหมือนอันเดิม    เอาไปปรนเปรอสาวที่ไหน”    ตามด้วยคำพร่ำเพ้อระแวงเรื่องหญิงอื่น   

วิจารณ์ พานิช

๑ มี.ค. ๖๔

   

1 เดินออกกำลังยามใกล้พลบ

2 flower therapy

3

4



5 อีกแบบหนึ่งของ flower therapy

6 ลีลาวดี แหล่งวัตถุดิบ

7

หมายเลขบันทึก: 689498เขียนเมื่อ 14 มีนาคม 2021 17:49 น. ()แก้ไขเมื่อ 14 มีนาคม 2021 18:15 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (2)

ขอให้อาจารย์มีกำลังใจที่จะดูแลสาวน้อยของอาจารย์และขอให้อาจารย์สุขภาพแข็งแรงนะคะ

ดอกไม้สวยหลากสีสันค่ะ อาจารย์

สำหรับพ่อนั้น เรื่องซ้ำๆ เดิมๆ คือ ต้องการออกไปซื้อยากินเองที่ร้านหมอตี๋ ในตลาดเก่าค่ะ ได้อ่านเรื่องเล่าของอาจารย์ แล้วเป็นกำลังใจ สำหรับผู้ดูแล ผู้ป่วยสมองเสื่อม เป็นอย่างดีค่ะ

ขอแสดงความนับถือ และกราบขอบพระคุณค่ะ สู้ สู้ ค่ะ อาจารย์

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี