ชีวิตที่พอเพียง 3826. อยู่กับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม (๑๙) บันทึกเดือนตุลาคม ๒๕๖๓


ผมเล่าเรื่องชีวิตยามสมองเสื่อมของสาวน้อยเป็นระยะๆ () () (๓)  (๔)  (๕)  (๖)   (๗)   (๘)   (๙)   (๑๐)   (๑๑)    (๑๒)   ๑๓   ๑๔   ๑๕  ๑๖  ๑๗  (๑๘) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับท่านผู้อื่นที่ต้องเผชิญสภาพคล้ายๆ กัน ที่นับวันจะมีจำนวนมากขึ้น  

ช่วงเดือนตุลาคม ๒๕๖๓    เป็นช่วงที่   

  

ฉี่รดที่นอน

เช้าวันอาทิตย์ที่ ๔ ตุลาคม   หลังดื่มกาแฟและกินไข่ต้ม เธอกระมิดกระเมี้ยนบอกว่า ขอสารภาพผิด .... ฉี่รดที่นอน ไม่รู้ตัวเลย    ผมบอกว่าไม่เป็นไร    ฉี่รดได้ก็เอาไปซักได้    แล้วไปเอาผ้าปูที่นอนสองชั้น และผ้ายางสองชั้นที่ปูรองไปซัก และตาก    ผ้ายางนี้ลูกสาวซื้อมาฝากจากสิงคโปร์ แปลกที่น้ำซึมได้    ฉี่จึงซึมลงไปเปื้อนที่นอน ต้องเอาพัดลมเป่าให้แห้ง     ตอนบ่ายมีแดดส่องเข้ามานิดหน่อย น่าจะช่วยให้กลิ่นออกไปบ้าง 

ผมขอผ้ายางชนิดน้ำซึมไม่ได้จากต้อง ที่ซื้อรอไว้แล้ว เอามาปูชั้นล่างสุด    กันไม่ให้ฉี่ลงไปเปื้อนที่นอน

ฉี่รดกางเกง

วันเดียวกัน ระหว่างเดินออกกำลังตอนเย็น ขากลับเธอหยุดเดิน และชี้ให้ผมดูฉี่ที่พรูลงมา    แสดงว่าเธอกลั้นฉี่ไม่ได้เลย    

  

ฉี่รดที่นั่ง

วันเดียวกัน ตอนค่ำลูกสาวและหลานสาว line มาคุยจากสิงคโปร์สนุกสนาน    โดยเธอนั่งที่ stool ไม้    เมื่อเลิกคุย เธอขอผ้าเช็ดฉี่   เพราะฉี่รด stool

ที่นั่งสุดโปรดคือโซฟา สำหรับนั่งดูทีวี     เธอเอาผ้าบ้าง กระดาษบ้าง มาปูรองกันฉี่ลงไปถึงเบาะ     แต่ก็ไม่วายที่บริเวณนั้นจะมีกลิ่นฉี่    และต้องรื้อไปซักเป็นครั้งคราว

สวมผ้าซับฉี่เป็นประจำ

ผมบอกเธอมาหลายเดือนแล้ว ว่าให้สวม pampers เป็นประจำ    แต่เธอไม่ค่อยทำตาม เพราะเสียดายเงิน

เมื่อการกลั้นฉี่เลวลงมาก    ผมก็พร่ำบอกเธอให้สวม pampers     จนเวลานี้เธอสวมติดตัวตลอดแล้ว    โดยผมบอกว่า ให้สวมแบบสวมกางเกงใน    คือพยายามไม่ฉี่ใส่    เมื่อปวดฉี่ก็เดินไปฉี่ที่ห้องน้ำ     แต่หากไปไม่ทัน ฉี่ออกก่อน ก็เท่ากับฉี่ลง pampers ก็เปลี่ยน pampers อันใหม่    แค่นี้เธอก็ทำไม่ค่อยได้    อาจเป็นเพราะเมื่อสวม pampers เธอก็คิดว่าฉี่ได้เลย     คนสมองเสื่อม ทำความเข้าใจเรื่องซับซ้อนได้ยาก   

วันหนึ่งๆ เธอใช้ pampers สามสี่ชิ้น

ลืมกินข้าว

เที่ยงวันเดียวกัน ระหว่างนั่งกินอาหารเที่ยงที่โต๊ะกินอาหาร  เธอลุกไปเอาน้ำดื่ม แล้วไปนั่งดูทีวี    ประมาณสิบนาทีผมจึงไปตามให้มากินต่อ  

  ปรากฏว่าเธอลืมไปแล้วว่ากำลังกินอาหารเที่ยงอยู่ 

ลืมว่ากินข้าวแล้ว

อันนี้ลืมบ่อยกว่า     สัปดาห์ละสามสี่ครั้ง    อาจเกิดมื้อเที่ยง  หรือมื้อเย็น     จับได้เพราะผมอยู่บ้าน และเธอมาเคาะประตูห้องทำงานชวนไปกินข้าว     โดยที่เพิ่งกินข้าวไปเมื่อประมาณหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว     นี่ไม่นับวันที่ผมไม่อยู่บ้าน และเธอตักอาหารกินเองมื้อละสองครั้ง    ผมเดาว่าสมองส่วนบอกความอิ่มอาจชำรุด  ทำให้ความรู้สึกหิวกระตุ้นให้กินอาหารอีก      

กาแฟแพงไปไม่กินอีกแล้ว

บ่ายวันที่ ๒ ตุลาคม เธอให้ผมไปซื้อกาแฟ คาปูชิโนปั่น ที่ร้านเซเว่น มาให้เธอดื่ม    เป็นสิ่งที่เธอชอบ    และมักขอให้ผมไปซื้อมาดื่มแทบทุกวัน    แต่วันนี้มาแปลก ถามว่ากาแฟราคาเท่าไร    เมื่อผมบอกว่า ๕๐ บาท  เธอร้อง “โอ้โฮ ตั้งห้าสิบบาท    ไม่กินอีกแล้ว”  

บ่ายวันที่ ๔ เธอกระมิดกระเมี้ยนบอกผมว่า ไปซื้อกาแฟให้กินหน่อย    ในลักษณะที่จำได้ว่าเคยพูดไว้ว่าจะไม่กินอีกเพราะแพง    ผมบอกว่า “ไม่เป็นไร ปู่มีเงินซื้อให้หลานกินได้”   เธอหัวเราะชอบใจ

  

หนูน้อยทัดดอกไม้

ความเป็นเด็กของเธอแสดงออกที่ชอบทัดดอกไม้    ตอนออกไปเดินออกกำลังตอนเย็น ผ่านต้นลีลาวดี ที่มีดอกร่วงและยังมีสภาพดี   เธอจะขอให้ผมเก็บเอามาทัดหูสองข้าง    เย็นวันที่ ๔ ตุลาคม ก็ได้ดอกไม้ทัดหูเช่นกัน    และเมื่อไปถึงสระน้ำก็พบเด็กผู้หญิงอายุสามขวบมากับคุณยาย    มีการทักทายและให้ดอกไม้ เด็กขอให้คุณยายของเธอช่วยทัดหูให้แบบเดียวกับที่เห็นของ “คุณยาย” ที่ให้ดอกไม้    แล้วเราก็ชวนหลานสาวสามขวบถ่ายรูปกับคุณยาย ๗๗ ขวบ    เด็กน้อยชวนคุณยายของเธอร่วมถ่ายด้วย    ผมจึงได้หลักฐานยืนยันอาการสมองเสื่อมที่กลายเป็นเด็ก    และได้รูปมาอวด

ช่วงนี้ดอกลีลาวดีออกดอกมากและร่วงหล่นลงมาใต้ต้น    เมื่อออกไปเดินออกกำลัง “ปู่” ก็เก็บมาทัดหูให้ “หลาน” ทุกวัน    เป็นที่ชื่นชอบแบบเด็กๆ     การเล่นบท ปู่-หลาน สร้างความรู้สึกมั่นใจในความปลอดภัยให้แก่เธอ    รวมทั้งเป็นการเล่นที่สมองเด็กชอบ   

ไปตรวจติดตามผล ๑ ปี การใส่ท่อระบายน้ำไขสันหลัง

อ. หมอศรัณย์ นันทอารี นัดไปตรวจวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๓   โดยบอกว่าถ้าสบายดีไม่ต้องไปตรวจติดตามผลก็ได้    ตอนแรกผมว่าจะไม่ไป เพราะเธอสบายดี    แต่เพราะตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม เธอแสดงอาการเลวลง    จึงเปลี่ยนใจพาไป    ตอนบอกครั้งแรก เธอตอบว่าไม่ไป    ผมต้องเกลี้ยกล่อมว่า คุณเนี้ยวหน่วย R2R จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ได้ตรวจตามเวลานัด    ไม่ต้องรอนานมากอย่างปีที่แล้ว    เธอจึงยอมไป

เมื่อเล่าอาการให้หมอฟัง    ท่านก็อธิบายว่า น่าจะเกิดจากการระบายน้ำไม่พอ    สาเหตุหนึ่งคืออ้วนขึ้นมาก ( ๖ - ๗ กก.)     ทางแก้คือลองเพิ่มอัตราไหลของน้ำไขสันหลัง    ซึ่งหมายความว่า โอกาสเกิดผลร้ายจากการที่น้ำไขสันหลังลด ก็จะเพิ่มขึ้น    ผมบอกขอลอง     ท่านให้ยืนและเอาเครื่องมาแนบหน้าท้อง ปรับสองนาทีก็เสร็จ    และบอกว่า ต้องมาติดตามผล ๑ สัปดาห์    หากอาการดีขึ้น ก็คงอัตราไหลใหม่นี้    โดยต้องไปทำ CT ดูน้ำหล่อสมอง และเนื้อสมองด้วย     หากอาการไม่ดีขึ้น ก็ปรับกลับ    เพราะแสดงว่าอาการที่เลวลงไม่ใช่เพราะ NPH  แต่เป็นเพราะสาเหตุอื่น (vascular dementia)   

๑๑ น. เศษ เราก็กลับถึงบ้าน    เธอยอมไปตรวจสัปดาห์หน้า     ลืมคำพูดเมื่อวานว่าจะไปโรงพยาบาลเป็นครั้งสุดท้ายเสียสนิท  

วันที่ ๑๔ ตุลาคม เราไปตามนัด และได้รับความอนุเคราะห์จากคุณเนี้ยวและคุณศรีสุดา ช่วยอำนวยความสะดวก    ผมรายงานว่าอาการคงเดิม    ท่านบอกว่า ลองเจาะดูว่าการไหลของน้ำไขสันหลังในระบบ shunt ที่ทำไว้มีการตันหรือไม่    วิธีเจาะง่ายมาก เจาะผ่านผิวหนัง    เข้าไปในกระเปาะของตัวควมคุมอัตราไหล     ลองใช้หลอดดูด  และลองให้หยด ในระดับต่ำกับระดับสูง    แล้วอธิบายโดยเขียนภาพประกอบให้ผมเข้าใจ    สรุปว่าสันนิษฐานว่า shunt ทำงานดี    ท่านจัดการปรับอัตราไหลไปไว้ในอัตราก่อนปรับเพิ่มเมื่อวันที่ ๗   ตบท้ายด้วยคำแนะนำให้ลดน้ำหนัก    เพราะน้ำหนักเพิ่ม มีส่วนทำให้การไหลของ shunt ไม่ดี   

ตลอดเวลาที่ตรวจและอธิบาย มีนักศึกษาแพทย์ ๓ คน ร่วมเรียนรู้ด้วย     ผมบอก นศพ. ว่า คุณยายเป็นโรค vascular dementia ด้วย     อ. หมอศรัณย์อธิบายว่า NPH มักเป็นตามหลังโรคอื่นที่เป็นอยู่ก่อนแล้ว

นัดติดตามผล ๑ ปี   วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๔   ไม่ถึง ๑๑ น. เราก็กลับถึงบ้าน     พร้อมกับปณิธานลดน้ำหนัก ไม่กินจุบจิบ ของสาวน้อย  

เล่นหลานกับปู่

นี่คือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่สำหรับผม    เพราะมันช่วยให้เธอสบายใจ    โดยผมตีความว่ามันช่วยให้เธอรู้สึกว่าตนเองมีความปลอดภัย    และมันเหมาะต่อสมองที่กลายเป็นสมองเด็ก    การเล่นสมมติเป็นเรื่องที่เด็กๆ ชอบ    และคนแก่ที่กลายเป็นเด็กก็ชอบ    เราจึงเล่นหลานกับปู่ทุกวัน    โดยผมเรียกเธอว่าหลาน เรียกตัวเองว่าปู่    เธอจะหัวเราะกิ๊กชอบใจแบบเด็กๆ      

สับสน

ช่วงปลายเดือนตุลาคม    มีคนมาวางมัดจำซื้อที่ดินที่เชียงราย    ทำให้เธอสับสน    โดยที่ที่ดินนั้นไปซื้อเพราะหมอวิชัย น้องชายผมที่ไปอยู่เชียงรายตั้งแต่ปี ๒๕๑๕    เป็นผู้แนะนำและจัดการซื้อให้ เมื่อเกือบสิบปีมาแล้ว     ตอนนี้กลายเป็นทำเลดี    ตอนแรกประกาศขาย ก็หาคนซื้อไม่ได้    ตอนนี้พอมีคนจะซื้อ กลับหลายเจ้ามาแย่งกันซื้อ    แต่การซื้อขายที่ดินมีรายละเอียดเงื่อนไขที่สมองเสื่อมๆ ของสาวน้อยเข้าใจไม่ได้    เธอจึงสับสน และโทรศัพท์ไปพูดกับหมอวิชัยแบบสับสน    หมอวิชัยฟังไม่รู้เรื่อง ก็โทรศัพท์มาถามผม    เป็นเช่นนี้หลายครั้ง 

เหตุการณ์นี้สอนผมว่า สมองที่ชำรุด ทำความเข้าใจเรื่องที่ซับซ้อนไม่ได้   

             

วิจารณ์ พานิช

๒๙ ต.ค. ๖๓



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

กราบขอบพระคุณครับอ่านข้อเขียนแล้ว(๑) บ่อน้ำตาจะเอ่อ… เมื่อคิดถึงภาพผู้สูงอายุสองคนที่ใช้ชีวิตร่วมกันมายาวนาน แต่ก็ยังจุนเจือความงามให้กันอย่างเข้าใจ(๒) กลัว … ต่อไปเราต้องเป็นอย่างนี้หรือ (และ มีช่องทางที่จะไม่ต้องเป็นแบบนี้ไหม)(๓) รับรู้/ตระหนักรู้ว่า….ผู้สูงอายุนั้น เมื่อถึงวันหนึ่งจะต้องกลายเป็นเด็ก และเราจะใช้เหตุผลกับผู้สูงอายุไม่ได้ ความเข้าใจที่ตรงตามวัยจะมีความหมายต่อการรักษาใจ(๔) ได้ข้อคิด…ทำงานให้กับสังคมมาอย่างยาวนาน แต่อันหนึ่งที่ทิ้งไม่ได้คือ ความที่คนแต่ละคนเป็นคน/ธรรมชาติของความเป็นคนธรรมดา แม้คนที่ไม่ได้สร้างคุณค่าให้กับสังคม ตาสี ตาสา ก็มีลักษณะแบบนี้(๕) ฉุกคิด…ทำไมเราไม่ให้เวลากับการเขียนบันทึกเรื่องแบบนี้ลงบ้าง อาจมีประโยชน์กับหลายๆคน แม้จะยังไม่ถึงวัยผู้สูงอายุก็ตาม อย่างน้อย ได้เห็นว่า เราได้ลองทำอะไรและได้ผลผิดถูกอย่างไร(๖) อย่าประมาทกับชีวิต…หลายคนไม่ได้เตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว เมื่อเข้าสู่วัยชรา การบริหารจัดการชีวิตไม่ได้เรียบง่ายเหมือนข้อเขียนนี้……………………………….