ชีวิตที่พอเพียง 3891. อยู่กับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม (๒๒) บันทึกเดือนมกราคม ๒๕๖๔


ผมเล่าเรื่องชีวิตยามสมองเสื่อมของสาวน้อยเป็นระยะๆ () () (๓)  (๔)  (๕)  (๖)   (๗)   (๘)   (๙)   (๑๐)   (๑๑)    (๑๒)   ๑๓   ๑๔   ๑๕  ๑๖  ๑๗  (๑๘)  (๑๙)  (๒๐)  (๒๑)  เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับท่านผู้อื่นที่ต้องเผชิญสภาพคล้ายๆ กัน ที่นับวันจะมีจำนวนมากขึ้น  

ช่วงเดือนมกราคม ๒๕๖๔   เป็นช่วงวิกฤติโควิดรอบสอง    ผมออกไปประชุมข้างนอกน้อยมาก    ใช้วิธีประชุม ออนไลน์ เป็นหลัก    การที่ผมอยู่บ้านช่วยให้สาวน้อยสบายใจ

  

ตุ๋นจะไปทำอะไร

เย็นวันที่ ๑ มกราคม  หลังคุยกับลูกสาวเรื่องที่ดินที่เชียงราย     ผมเตือนให้เธอไปอุ่นข้าวเอามากินอาหารเย็น เพราะลูกสาวเอากับข้าวมาให้แล้ว     เธอเดินเข้าไปในบ้านแล้วเดินกลับมาถามผมว่า “ตุ๋นจะไปทำอะไร”     ผมตอบว่า จะไปอุ่นข้าวมากิน   กินเสร็จจะได้ออกไปเดิน  เธอหัวเราะ และเดินกลับไปเอาข้าวมากิน

ผมตีความว่า คนสมองเสื่อม เมื่อมีเรื่องยุ่งใจ   สมองจะสับสนง่าย       

อารมณ์บวกบำบัด (Positive Emotion Therapy)

ผมใช้อารมณ์บวกบำบัดให้แก่สาวน้อยมาเป็นปี    มานึกชื่อวิธีการได้เช้าวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๔    วิธีการคือชวนสนทนาด้วยคำถามชี้นำให้ตอบเชิงบวก    เพื่อสร้างอารมณ์บวกอยู่เสมอ   

ตามปกติผมตื่นตีห้า แล้วออกไปเดิน และเก็บดอกไม้มาลอยน้ำให้เธอชม    เมื่อเธอตื่นออกมาที่ระเบียงบ้านราวๆ ๗ โมง     คำแรกที่ผมทักคือ “นอนหลับดีไหม”   คำตอบคือ “ดี”    เป็นการสร้างอารมณ์บวกให้แก่เธอ   

เธอถามผมว่า “วันนี้พ่อไปไหน”  คำตอบคือ “ไปซื้อถั่วให้หลาน”    สร้างอารมณ์บวก เพราะเธอชอบกินถั่วต้ม     แต่เมื่อผมเดินไปที่ตลาดหน้าบ้าน ไม่มีถั่วต้มขาย     ผมจึงเดินไปซื้อข้าวเหนียวปิ้งไส้เผือกมาให้     เมื่อเธอกินก็ถาม อร่อยไหม    คำตอบว่า อร่อย ช่วยสร้างอารมณ์บวก

สักครู่ผมก็ถาม “ดอกไม้สวยไหม”   ดึงความสนใจไปที่ภาชนะใส่น้ำลอยดอกลีลาวดีหลากสี    คำตอบคือ “สวยจัง”    สร้างอารมณ์บวก

เธอบอกว่า ข้างนอกนั่งแล้วเย็นเท้า (อุณหภูมิ ๑๗ องศา)    จะเข้าบ้านไปดูทีวี     ผมบอก “หอมแก้มปู่ก่อน”    เธอหัวเราะชอบใจ และหอมแก้มผมด้วยความชำนาญ    “อีกข้าง”    ยิ่งเรียกเสียงหัวเราะดังขึ้น    ทั้งหมดนั้น สร้างอารมณ์บวก

ผมตีความว่า ปฏิสัมพันธ์สมมติ (ปู่กับหลาน) ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย)    เสริมด้วยคำถามชี้นำคำตอบเชิงบวก    สร้างอารมณ์บวก ช่วยกระตุ้นสมอง     นี่คือการใช้พลังของ positive psychology  ที่กำลังมีการวิจัยกันอย่างเอาจริงเอาจัง (๑)

บทบาทสมมติบำบัด (Role-Play Therapy)

ผมใช้วิธีการนี้มานานกว่าปี    และสังเกตเห็นว่ามันช่วยกระตุ้นความรู้สึกพึงพอใจ หรืออารมณ์บวกได้อย่างดีมาก    สร้างอารมณ์ครึกครื้น ไม่จริงจัง     ที่ช่วยให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย   

   

โดนสุนัขบ้านลูกสาวการโจนใส่ ล้มฟกช้ำ

เย็นวันที่ ๗ มกราคม ผมกลับมาจากไปบันทึกวิดีทัศน์ปาฐกถาปิ่น มาลากุล ที่คุรุสภา    พบว่าเธอกำลังอาบน้ำ โดยมีลูกสาวช่วยเหลือ    ลูกสาวบอกว่าแม่เปิดประตูรั้วระหว่างบ้านผมกับบ้านลูกสาวเอากางเกงที่ยางยืดรัดเอวหมดอายุ    ไปให้ลูกสาวซ่อม    โดยลืมไปว่า คนนอกบ้านจะเข้าบ้านลูกสาวต้องจับเจ้าลั๊กกี้ สุนัขจอมดุล่ามโซ่เสียก่อน    จึงโดนกระโจนไล่และล้มลง โชคดีที่ล้มลงที่พื้นทราย    ไม่มีของแข็ง    แต่ก็มีรอยแผลเล็กๆ สามรอยที่แขนและขา     ที่ลูกสาวให้อาบน้ำทำความสะอาดและทายาฆ่าเชื้อให้

รุ่งขึ้นเธอชี้ให้ผมดูแผล ที่เป็นรอยแดงคล้ำขยายออกจากรอยขีดประมาณหนึ่งนิ้ว    เพราะเธอกินยายับยั้งการแข็งตัวของเลือด    หากล้มศีรษะฟาด โอกาสเกิดเลือดออกในสมองจะมีได้สูง  

อีกสองวันแผลมีรอยแดงจัดเพิ่มขึ้น    ทำให้หวาดเสียวว่าจะมีการติดเชื้อ    โชคดีที่วันต่อมาก็หายไป

กิ๊กกลับมาอีกแล้ว

สายวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๔    เธอมาคุยกับผมเรื่องพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล    ที่ผมบอกว่าปีนี้งดหมด    แล้วเธอก็ลามไปถึง “คนที่พี่วิจารณ์ไปนั่งเฝ้า”    และอีกหลายๆ คำที่บอกว่ากิ๊กกลับมาแล้ว

วิธีแก้ไม่ยาก (แต่ไม่หายขาด) คือเบนความสนใจ    ผมไปหยิบขนมมาให้และบอกว่าอย่าเพิ่งกินนะ รอบ่ายแก่ๆ ค่อยกิน     เธอหัวเราะและยื่นขนมคืน    บอกว่าเดี๋ยวอดใจไม่ไหว

ผมเดินกลับเข้าห้องทำงาน    สักครู่เธอก็ถือจานใส่มะละกอสุกที่ลูกสาวปอกมาให้    ผมกิน ๑ ชิ้น และบอกว่า ขอกินชิ้นเดียวก่อน    ตอนบ่ายแก่ๆ เอาให้ใหม่นะ    ตอนนี้กินอาหารเที่ยงอิ่มจนจุก

รอดตัวไปอีกครั้งหนึ่ง 

กินข้าวหรือยัง

เย็นวันที่ ๑๕ มกราคม เรากินอาหารเย็นราวๆ ๑๖.๓๐ น. (กินเร็วเพื่อ intermittent fasting)    เวลา ๑๗ น. เศษๆ เราก็ออกไป evening walk เพื่อยืดเส้นยืดสายและผ่อนคลาย    ที่เราทำเป็นประจำ (เกือบ) ทุกวัน   

กลับมาถึงบ้าน ๑๘ น. เศษ ผมเข้าห้องทำงาน    เกือบๆ ทุ่ม สาวน้อยเดินมาถามว่า กินข้าวหรือยัง

เย็นวันที่ ๑๙ มกราคม ผมกินอาหารเย็นเวลาราวๆ ๑๕.๓๐ น.    สาวน้อยก็ไปเอาก๋วยเตี๋ยวราดหน้าที่กินเหลือจากตอนเที่ยงมากินบ้าง    แล้ว ๑๖ น. ผมมีประชุม ออนไลน์    ประชุมเสร็จเวลาราวๆ ๑๖.๓๐ น. ออกมาจากห้องทำงานพบว่าสาวน้อยไปอุ่นข้าวกินกับไข่พะโล้อีกมื้อหนึ่ง    ออกไปเดินออกกำลังกลับมาถึงบ้าน ๑๘ น. สาวน้อยจะชวนกินอาหารเย็นอีก      

    

นวดบำบัด

อันนี้ไม่ได้หมายถึงนวดตัวเธอ เพื่อให้ผ่อนคลายนะครับ    แต่ตรงกันข้าม ให้เธอเป็นผู้นวดผม    เพื่อให้เธอเกิดความมั่นใจ ภูมิใจ ในตัวเอง    ว่ายังทำประโยชน์ได้    เรื่องนวดและฝังเข็ม เธอไปเรียนจากประเทศจีน    ไปเข้า คอร์สฝึกอปรมอยู่ ๓ เดือน    ทุนช่วยเหลือจากประเทศจีน เมื่อราวๆ พ.ศ. ๒๕๒๖    เมามาใช้บ้างที่คลินิกระงับปวด โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่เธอทำงานหลังเกษียณ    จนกระทั่งป่วยทำงานไม่ได้เมื่ออายุประมาณ ๗๔    

ขอเงินสองร้อย

วันที่ ๒๓ มกราคม เธอมาบอกผมว่า “ขอเงินสองร้อย”    ถามว่าเอาทำอะไร    “เอาไปให้ต้อง ต้องตกงาน”    หมายความว่า เธอคิดว่าลูกสาวที่บ้านอยู่ติดกัน ไม่มีงานล่ามเพราะโควิดระบาด    และเธอคิดว่าลูกสาวขัดสนเงิน    เมื่อเล่าให้ลูกสาวฟัง ลูกสาวก็พยายามบอกแม่ว่า ตนมีงานแปลหนังสือ ทำงานตลอดวัน  

ตกเย็น ลูกชายและหลานสาวมาเยี่ยม    มากินข้าวเย็นด้วยกันที่บ้านลูกสาว    ลูกชายเอาธนบัตรใบละพันให้แม่    และบอกว่าลูกรวย เอามาให้แม่เอาไว้ใช้    เธอทำท่างงๆ และรับไว้    เอาไปเก็บซ่อนไว้อย่างดี ลูกสาวคนโตรู้ที่ซ่อน    เช้าวันที่ ๒๔ เธอบอกผมว่า เราโชคดีนะ ลูกๆ มีฐานะดีทุกคน   และบอกผมว่า “ตั้มให้เงินหมื่นนึง”    พร้อมกับส่งใบละพันให้ผม    ผมรับไว้และถามว่า ให้เอาไปทำอะไร    เธอดึงกลับไปและบอกว่า เอาไปเก็บไว้    ใกล้ตายค่อยคืนให้ตั้ม   

เอาโถฉี่อันใหญ่ไปให้สาวที่ไหน

เย็นวันที่ ๒๔ มกราคม   ตอนออกไปเดินออกกำลัง เวลาประมาณ ๑๗.๔๐ น.   เธอโวยกับผมว่า โถฉี่อันใหญ่ในห้องนอนของเธอหายไป    อันที่ยังอยู่เป็นอันเล็ก   “เอาไปให้สาวที่ไหน”

 ผมยืนยันว่ามีอันเดียว   เดี๋ยวให้ต้องมาช่วยดู    เธอก็เลยบอกว่าสงสัยต้องเอาไป   

เป็นอาการสับสนปนระแวง    เมื่อกลับมาบ้าน และผมเรียกต้องมายืนยัน  และหาทางคุยเปลี่ยนเรื่อง ว่าเมื่อวานลูกชายเอาเงินมาให้เท่าไร    เธอตอบว่า “เจ็ดสิบบาท”    แสดงอาการสับสน    

ต้องกลับไป อาการอาละวาดยังอยู่    หน้าตาบึ้งตึง    ผมขอขึ้นไปอาบน้ำที่ชั้นบน    ระหว่างอาบน้ำเธอขึ้นไปดู    เมื่อลงมาเธอยังหน้าตาบึ้งตึง “เบื่อตุ๋นแล้วใช่ไหม    จะไปไหนก็ไป    เห็นเราเป็นคนบ้า”  

ในที่สุดผมก็ใช้วิธีเข้าไปกอด   และปลอบโยนเธอว่าผมรักเธอและปรนนิบัติเธอแค่ไหน    ที่เธอก็เคยกล่าวขอบคุณบ่อยๆ     ท่าทีเธออ่อนลงบ้าง    แต่อารมณ์พลุ่งพล่านจาก delusion ยังไม่หาย   

เธอเข้านอนโดยไม่ยอมอาบน้ำ     ผุดลุกจากที่นอนหลายครั้ง    ออกไปนอกห้อง     จนราวๆ สี่ทุ่มจึงนอนหลับ

นี่กระมัง ที่คนโบราณว่า ผีเข้าผีออก    คืออารมณ์เอาแน่เอานอนไม่ได้    หากเกิดบ่อย เดือนละหลายๆ ครั้ง    ผู้คนโดยรอบจะลำบากมาก    นี่ขนาดกินยาคุมแล้ว คือ     

   เย็นวันที่ ๓๐ มกราคมระหว่างออกไปเดินออกกำลังตอนเย็น    เรื่องเอาโถฉี่ไปให้สาวอื่นกลับมาอีก    คราวนี้ผมถูกกล่าวหาว่าไปมีลูกกับเขาด้วย    ลูกสาวมาช่วยแม่ดูว่าเมื่อก่อนมีโถอันใหญ่หรือไม่ และช่วยยืนยันว่าไม่เคยมี ก็ไม่ช่วยคลายอารมณ์

ที่จริงวันที่ ๓๐ นี้    มี ๓ จินตนาการซ้อนกัน    คือ (๑) ต้องไม่มีเงินใช้ เพราะตกงาน    (๒) แต้วกับต้องทะเลาะกัน    กับ (๓) เรื่องโถส้วม     เป็นสัญญาณว่า เป็นช่วงที่สมองส่วนกรองสัญญาณอ่อนแอ    ทำให้สัญญาณจินตนาการคล้ายเป็นเรื่องจริง  

อาละวาดคราวนี้ยาวข้ามคืนข้ามวัน    และอาละวาดรุนแรงมาก    ทำเอาผมนอนไม่หลับ    เพราะโดนทุบ ผลัก ปลุกบนเตียง จนราวๆ เกือบห้าทุ่มเธอจึงหลับ    ตื่นเช้าวันที่ ๓๑ ก็ยังบึ้งตึงพร่ำเพ้อเรื่องสามีนอกใจ    ไปมีลูกกับคนอื่น   จนตอนเที่ยง ออกไปกินก๋วยเตี๋ยวราดหน้าของโปรด ก็ยังบึ้งตึง    แต่ก็อาสาเปิดปิดประตูรั้วให้    จนผมขออนุญาตไปนอนตอนบ่าย    และตื่นตอน ๑๕ น. เธอจึงมาถามเสียงใส ว่าเอากาแฟไหม    ผมรีบตอบว่าเอา     กิ๊กยังอยู่ แต่อารมณ์พลุ่งพล่านหายไป  

อาการหลงผิดคราวนี้ หายไปชั่วคราวตอนบ่ายวันที่ ๓๑    เช้าวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ยังอารมณ์ดี    แต่บ่ายวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ก็มาอีก    เป็นอาการข้ามเดือน      

ใครมาเปลี่ยนโต๊ะทีวี

เช้าวันที่ ๒๕ มกราคม เธอตื่นราวๆ ๖.๓๐ น.   และออกมานั่งดูทีวี    ผมไปทักทาย สังเกตว่าสีหน้ายังตึงอยู่    ผมเข้าไปกอด เธอตอบสนองดีกว่าเมื่อวาน    แต่ยังตึงและถามว่า “ยังรักตุ๋นอยู่หรือ”  

สักครู่ เธอมาถามผมว่า “เอากาแฟไหม” ด้วยเสียงใสแบบปกติ    เมื่อมานั่งดื่มกาแฟด้วยกันที่ระเบียงบ้าน    เธอเอ่ยว่า  “ใครมาเปลี่ยนโต๊ะทีวี ไม่สวยเหมือนเดิม    ทีวีก็ไม่เหมือนอันเดิม    เอาไปปรนเปรอสาวที่ไหน”    ตามด้วยคำพร่ำเพ้อระแวงเรื่องหญิงอื่น   

หกล้ม

คืนวันที่ ๓๐  หรือเช้าวันที่ ๓๑ มกราคม เวลาราวๆ ตีสี่เศษๆ    เธอลุกขึ้นฉี่    นั่งโถฉี่พลาด นั่งก้นจ้ำเบ้า    แล้วลุกขึ้นเองไม่ได้    สีข้างกระแทกโถฉี่   เป็นด้านที่มีเครื่องควบคุมอัตราการไหลของน้ำไขสันหลังผ่านลงช่องท้องพอดี     รุ่งขึ้นเธอบ่าว่าเจ็บ    คลำดูไม่พบสิ่งผิดปกติ    

พื้นห้องที่ปูด้วยวัสดุยืดหยุ่นป้องกันบาดเจ็บจากการล้ม    น่าจะช่วยลดอาการบาดเจ็บในการล้มครั้งนี้ด้วย   

วิจารณ์ พานิช

๒ ก.พ. ๖๔

   


1 กับลูกและหลาน

2 กินอาหารเย็น

3 นศพ. ศิริราชรุ่น ๗๓ ที่ รพ. สมเด็จเจ้าพระยา พ.ศ. ๒๕๑๐

4 เมษายน ๒๕๖๐

5 กรกฎาคม ๒๕๖๐

6 ตุลาคม ๒๕๖๐

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (2)

มาให้กำลังใจสาวน้อยของอาจารย์นะคะ

เขียนเมื่อ 

ขอให้ครอบครัวมีพลังบวกในการดูแลคนที่รักตลอดไปค่ะ