ชีวิตที่พอเพียง 4302. อยู่กับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม (๔๑) บันทึกเดือนสิงหาคม ๒๕๖๕ 


 

ผมเล่าเรื่องชีวิตยามสมองเสื่อมของสาวน้อยเป็นระยะๆ () ((๓)  (๔)  (๕)  (๖)   (๗)   (๘)   (๙)   (๑๐)   (๑๑)    (๑๒)   ๑๓   ๑๔   ๑๕  ๑๖  ๑๗  (๑๘)  (๑๙)  (๒๐)  (๒๑)   (๒๒)  (๒๓)   (๒๔)   (๒๕)   (๒๖)    (๒๗)    ๒๘  ๒๙   ๓๐   ๓๑   ๓๒   ๓๓   ๓๔   ๓๕   (๓๖)   (๓๗)    (๓๘)   (๓๙)   (๔๐)  เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับท่านผู้อื่นที่ต้องเผชิญสภาพคล้ายๆ กัน ที่นับวันจะมีจำนวนมากขึ้น   

 

ความเสื่อมถอย

ที่เห็นชัดเจนคือช่วยตัวเองได้น้อยลง    ทุกค่ำหลังอาบน้ำแปรงฟันและแต่งชุดนอน    ผมจะยื่น pampers ให้เธอสวมเอง    ในเดือนกรกฎาคมต้นเดือนทำได้   ปลายเดือนทำได้บ้างไม่ได้บ้างแล้วแต่วัน   ช่วงสิ้นเดือนทำไม่ได้ทุกวัน   เดือนนี้แทบไม่มีวันใดทำได้เลย   มีวันที่ ๑๑ ที่เกือบทำได้    และวันที่ ๒๒ ทำได้เหมือนปกติเพียงวันเดียว     ช่วยบอกผมว่า แม้เธอทำไม่ได้ก็ต้องให้เธอใช้ความพยายามก่อนทุกครั้ง    ถือเป็นการกระตุ้นสมอง ให้เสื่อมช้าลง   

อาบน้ำเองไม่ได้ ต้องอาบให้มาเป็นปีแล้ว    เช่นเดียวกันกับแปรงฟัน   ต้องมีคนกำกับให้ถอดฟันปลอม   ส่งแปรงที่หยอดยาสีฟันแล้วให้แปรงเอง   ซึ่งเธอจะแปรงไม่สะอาด ผมต้องช่วยแปรงซ้ำให้     

ผมดูแลเธอโดยใช้หลักการในหนังสือ ฮิวแมนนิจูด ที่เคยเล่าแล้ว   คือปล่อยให้เธอช่วยตัวเองให้มากที่สุด   และมีกุศโลบายให้เธอเคลื่อนไหวตัว (เช่นเดิน) ให้มากที่สุด   บ้านชั้นล่างที้เราปรับพื้นให้มีระดับเดียวกันทั้งบ้านช่วยได้มากจริงๆ    คุ้มค่าปรับปรุงบ้านเมื่อสามปีก่อน    บางวันเธอต้องเดินไปกลับระหว่างระเบียงข้างบ้านกับห้องน้ำในห้องนอน (ระยะทางราวๆ ๑๕ เมตร)  ๓ รอบจึงได้ใส่ฟันปลอม    เพราะไปถึงแล้วลืมว่าตั้งใจไปทำอะไร    เมื่อเดินกลับมาที่ระเบียงผมขอดูฟัน เธอก็หัวเราะแล้วเดินกลับไปใหม่   ได้ประโยชน์ด้านกิจกรรมทางกาย (physical activity)   

การลุกขึ้นจากนั่งเก้าอี้ ต้องยักแย่ยักยันสามสี่ครั้งจึงจะลุกได้    ผมไม่ช่วยพยุง หรือทำท่าเหมือนช่วยแต่ไม่ช่วย    เพื่อให้เธอได้ช่วยตัวเอง    ถือเป็นการบำบัดรักษาอย่างหนึ่ง     ช่วยให้ดำรงสภาพเดิม ไม่เสื่อมถอยเร็ว   

กินข้าวอิ่มไปหยกๆ ๑๐ นาที    ถามว่ากินข้าวหรือยัง เป็นเรื่องธรรมดา    บางทีตอบว่ากินแล้วก็ไม่ค่อยเชื่อ    เข้าใจว่าสมองรับรู้ความอิ่มคงจะชำรุดเกือบหมด           

   

เริ่มหาผู้ช่วยดูแล 

โควิดซาลง    ผมเริ่มออกไปประชุมมากขึ้น   ลูกสาวคนที่สองที่เป็นคนผลัดกันกับผมก็มีงานข้างนอกบ่อยขึ้นมาก    ผมบอกพรรคพวกหลายคนให้ช่วยหาคนดูแลคนแก่ที่ยังไม่ติดเตียง    ที่อายุมากหน่อย สี่สิบขึ้น    มาอยู่เหมือนสมาชิกของครอบครัว    กินอยู่ด้วยกัน พักสัปดาห์ละวัน หรือเดทอนละสี่ห้าวัน   เป็นคนช่วยงานบ้านได้บ้าง หรือไม่รังเกียจงานดูแลบ้าน    และเป็นคนซื่อสัตย์ไว้ใจได้

มีหน่วยงานที่ผมไปช่วยงานเสนอจ่ายค่าจ้างคนดูแลนี้ ผมปฏิเสธไปด้วยความขอบคุณ   เพราะครอบครัวเรายังพอจะจ่ายค่าจ้างนี้ได้   

 

เช้าวันที่ ๑๕ สิงหาคม

เมื่อคืนลูกสาวมานอนเป็นเพื่อนแม่    เพราะผมกักตัวเอง เพราะวันที่ ๑๑ สิงหาคม ใกล้ชิดกับคนที่ภายหลังรู้ว่าติดโควิด   ราวๆ ๗.๓๐ น. ลูกสาวออกมาจากห้อง บอกว่าแม่ยังนอนหลับสบาย    ผมบอกว่าปล่อยให้หลับตามสบาย     ราวๆ ๘.๑๐ น. เธอเดินออกมาที่ระเบียงบ้าน เอาฟันปลอมมายื่นให้    ผมหยิบฟันปลอม มากลับทิศให้ถูกแล้วเอาใส่ปาก ฟันก็เข้าที่โดยง่าย   เธอหัวเราะชอบใจ    ผมบอกว่า “มีฟันเคี้ยวได้แล้วเดี๋ยวเอาของอร่อยให้เคี้ยว”     เธอหัวเราะชอบใจ

ผมบอกเธอว่า “เดี๋ยวผู้รับใช้จะเอาอาหารมาให้    เป็นสามีผู้รับใช้มาเกือบ ๕๕ ปีแล้ว    รู้จักสามีไหม”    เธอชี้มาที่ผม    ผมถามต่อ “แล้วภรรยาล่ะ คนไหน”   เธอชี้ที่ตัวเอง    ผมถามว่า “สามีชื่ออะไร”    เธอหัวเราะ ไม่ตอบ    ผมบอกว่า พี่วิจารณ์  เธอหัวเราะชอบใจ    ผมบอกว่า “แต่งงานมานานมีลูกกี่คน”   เธอตอบไม่ได้    ผมบอกว่า “สี่คน”    เธอร้อง “เหรอ”

ผมเตรียมอาหารเช้าเพื่อสุขภาพ และเพื่อถูกใจคนกินด้วย    ของชอบคือหมูแผ่น (ดูรูป)   อาหารเพื่อสุขภาพคือมะเขือเทศ และไข่ต้ม   ตอนนี้เราต้องเคาะไข่ต้มให้เปลือกแตกและปอกให้หน่อยหนึ่ง เธอจึงจะปอกและกินเองต่อได้   หากวางไข่ต้มทั้งฟองไว้ เธอจะกะเทาะและปอกเองไม่เป็น   นี่คือข้อสรุปที่ตรงกันของลูกสาวและของผม   

ที่จริงคำแรกที่ผมทักทายเมื่อได้ยินเธอเปิดประตูมุ้งลวดคือ “นอนหลับดีไหม  มีความสุขไหม”   คำตอบคือ “หลับดี  มีความสุข”    

และสิ่งแรกที่ผมเอาให้เธอคือน้ำเย็นลอยน้ำแข็ง    พร้อมคำพูดว่า  “ดื่มน้ำเย็นให้ชื่นใจ    ชื่นใจไหม”    คำตอบคือ “ชื่นใจ”     เป็นอย่างนี้ทุกเช้า 

ผมตีความว่า ยารักษาโรคสมองเสื่อมอย่างหนึ่งคือ ถ้อยคำที่คนรอบข้างใช้พูดด้วย    ผมเรียกว่า “วจีบำบัด”  คือใช้ถ้อยคำเชิงบวก  และขำขัน   ผมสังเกตว่าสมองรับรู้ความขำขันยังคงอยู่ หรือเสื่อมช้ากว่าสมองด้านอื่นๆ   เธอยังคงรับมุกของผมได้ดีทีเดียว   การใช้ท่าทีและถ้อยคำเชิงบวกเป็น “อารมณ์บำบัด” ที่ผมสังเกตว่าให้ผลดี 

หลังจากกินอาหาร ๓ อย่างตามในรูป    ก็ตามด้วยแก้วมังกรแช่เย็นอีกครึ่งลูก (อาหารสุขภาพ)    แล้วผมถามว่า “อิ่มหรือยัง” เธอตอบว่า “อิ่มแล้ว”    เป็นอันจบภารกิจช่วงเช้า    เธอจะนั่งนิ่งๆ อยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน  อาจไล่นกเขาที่ขึ้นมาหาของกินบ้าง 

ตอนที่เธอกินอาหาร เธอจะหยิบอาหารยื่นให้ผมเป็นระยะๆ   ผมจะตอบว่า “พ่อกินแล้ว” พร้อมกับชี้ให้ดูกล่องอาหารที่วางไว้ และอาหารหมดไปแล้ว            

 

เอาใจใส่ดูแลทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล

คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ กรุณาส่งหนังสือแปล วิญญาณของการดูแล : การบ่มเพาะทางศีลธรรมของแพทย์คนหนึ่ง   แปลจาก The Soul of Care : The Moral Education of a Doctor   เขียนโดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ Arthur Kleinman   ครูของท่านที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มาให้   เป็นเรื่องราวของการดูแลภรรยาที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ เป็นเวลากว่า ๑๐ ปี   

ผู้เขียนเป็นทั้งนักเขียน  จิตแพทย์ และนักมานุษยวิทยา    หนังสือเล่มนี้จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวของอารมณ์ความรู้สึก    และให้ความรู้ไม่เฉพาะด้านการดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม    ระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมเขียนบล็อก ได้แล้วหลายตอน    คราวนี้เอามาลงแทรกในชุด อยู่กับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม นี้    

จะเห็นว่า ผมไม่มีความละเอียดอ่อนทางจิตใจอย่าง ศ. ไคลแมน    ท่านใช้คำว่า “การดูแล”    แต่ผมใช้คำว่า “อยู่กับ”    โดยผมบอกตัวเองว่า ต้องอยู่กันอย่างมีความสุขตามอัตภาพ แม้จะเผชิญความเจ็บป่วย     พยายามบอกตัวเองว่า “กายป่วย แต่ใจไม่ป่วย”     และตัวผมเองต้องไม่ตกเป็นผู้ที่ใจป่วยเสียเอง    และผมสร้างความพึงพอใจให้แก่ตนเองโดยถือโอกาสเรียนรู้เรื่องการทำหน้าที่ของสมองจากความเสื่อมถอยของเธอ   รวมทั้งถือโอกาสฝึกความเข้มแข็งของจิตใจตนเอง  จากเหตุการณ์ต่างๆ  ที่ความหลงของเธอก่อขึ้น   

ตอนที่เขียนบันทึกช่วงนี้ ผมเพิ่งอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ถึงบทที่ ๘    ในจำนวน ๑๑ บท    แต่ก็สรุปได้ว่า วงการแพทย์อเมริกันดูแลผู้ป่วยแบบนี้ โดยเน้นดูแลตัวโรค   ไม่ได้เน้นดูแลตัวผู้ป่วย   และที่สำคัญการดูแลผู้ดูแล   จึงรู้สึกดีใจที่ตัวผมเองค้นพบหลักการสำคัญนี้ด้วยตนเอง   

ผมเอาใจใส่ดูแลทั้งภรรยาและตัวเอง    ไม่ให้ตัวเองเกิดความทุกข์ใจจากโรคสมองเสื่อมของภรรยา    ซึ่งก็หมายความว่า  หลายปีก่อนหน้านี้ ผมได้รับความยากลำบากทางใจมากกว่าตอนนี้ 

อ่านจากหนังสือแล้ว  อาการของ โจน ภรรยาของ ศ. ไคลแมน รุนแรงกว่าของหมออมรามาก    และอาการเริ่มก่อนกว่าสิบปี   ที่ร้ายคือเริ่มจากสมองส่วนสายตา ทำให้ตามองไม่ชัด และไม่รู้ความหมายจากประสาทตา     ที่เหมือนกันก็คือ อาการสมองเสื่อมไม่ได้เกิดตลอดเวลา    ยังมีช่วงที่ค่อนข้างปกติอยู่เป็นเวลาส่วนใหญ่     ช่วงที่มีความหลงผิดปกติเกิดขึ้นไม่บ่อยและอยู่ไม่นาน      แต่เมื่อโรคก้าวหน้าไป ช่วงค่อนข้างปกติก็หดลงเรื่อยๆ           

    

เย็นวันที่ ๑๘ สิงหาคม

อาการจำผมไม่ได้โผล่ออกมาอีก    เธอถามผมหลายครั้ง ว่าเมื่อไรจะกลับบ้าน    คุณเป็นใคร    ตั้งแต่ก่อนกินอาหารเย็นเวลาราวๆ ๑๗ น.   แม้ตอนป้อนยาเวลาทุ่มเศษ เธอก็ไม่ยอมกิน    ว่ากลัวถูกมอมยา    ต้องเตือนความจำขยั้นขยอกันอยู่นาน    แต่คราวนี้ผมรู้แกว     คอยเตือนความจำเธอว่านี่พี่วิจารณ์   

อาการเตือนมาตั้งแต่บ่าย เธอเอ่ยถึงพ่อ แม่    ว่าคิดถึง แต่พ่อตายแล้ว แม่ก็ตายแล้ว    ต่อมาก็ถามว่านี่บ้านใคร    เมื่อผมบอกว่าบ้านตุ๋น   ตุ๋นออกเงินซื้อ เธอร้องว่า เหรอ และหัวเราะ     

 

อาหารเป็นพ่อ

บ่ายวันที่ ๒๖ สิงหาคม ผมทักทายเธอโดยการเข้าไปตบเบาๆ ที่ท้อง    ซึ่งใหญ่ขนาดคนท้อง ๖ เดือน    และถามว่าใครเป็นพ่อ    เธอตอบว่า “อาหารเป็นพ่อ”   สะท้อนว่าสมองส่วนรับมุกด้วยถ้อยคำของเธอยังดีมาก     แสดงว่าสมองแต่ละส่วนมันเสื่อมไม่เท่ากัน   เรื่องเล่นมุกเก่งอย่างไม่น่าเชื่อนี้ยังมีอีกมาก    แต่ผมไม่ได้จดไว้

 

ฉันไม่มีผัว

บ่ายวันที่ ๒๕ สิงหาคม ผมออกไปประชุมข้างนอกกลับเกือบค่ำ    แป๋ม แม่บ้านของลูกสาวมาช่วยดูแลและป้อนข้าวเย็น   แป๋มเล่าว่า เธอบอกแป๋มว่า “ฉันไม่มีผัว”    พอผมกลับมาแป๋มถามว่า “แล้วคนนี้ใคร”    เธอตอบว่า “ตอนนั้นไม่มี  ตอนนี้มีแล้ว”   

เธอเล่นมุกได้เก่งกว่าคนสมองดีเสียอีก

วิจารณ์ พานิช          

๒๖ ส.ค. ๖๕ 

 

 

1 เย็นวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๕ สามีไม่อยู่

2 เช้าวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๕

3 อาหารเช้าเพื่อสุขภาพ

 

 

4 เช้าวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๕

5

6 ลูกสาวเลี้ยงวันเกิดแม่ล่วงหน้าในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๕

7 ๒๗ ส.ค. ๖๕ ลูกสาวส่งดอกไม้มาอวยพรแม่อายุครบ ๗๙

หมายเลขบันทึก: 707232เขียนเมื่อ 14 กันยายน 2022 16:53 น. ()แก้ไขเมื่อ 14 กันยายน 2022 16:53 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (1)

I watched “Duty of Care” an episode of the ‘Foreign Correspondent’ on ABC (Aus) and found insights in China’s age care issues. More info on https://www.abc.net.au/foreign/duty-of-care/14039830 Duty of Care . I think it is still available on ABC/iView.

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี