อุดมศึกษาร่วมสร้างแผ่นดินศานติสุข
โดย
ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี
กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๕
ปาฐกถาในงานสานเสวนา Social Co-Production กับการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
ณ มหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล
โดย คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกับ
คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) อำเภอท่าม่วง อำเภอสามพราน
อำเภอบางเลน เทศบาลเมืองนครปฐม เทศบาลเมืองพระนครศรีอยุธยา
หอการค้าจังหวัดนครปฐม บริษัท SCGs
๑
มหิดล = แผ่นดิน
มหาวิทยาลัยมหิดล - ปัญญาของแผ่นดิน
ถ้าเอา “แผ่นดินไทย”เป็นตัวตั้ง จะเกิดพลังมหาศาล
จึงสมควรอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยมหิดล มีปณิธานที่จะเป็น ปัญญาของแผ่นดิน
ฐานของปัญญา คือ การรู้ความจริง
ฐานของปัญญาของแผ่นดิน คือ การรู้ความจริงของแผ่นดินไทย
ความรู้เพื่อการใช้งานมี ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ
- ความรู้ทางเทคนิควิธี ความรู้ชนิดนี้เป็นสากล
- การรู้ความจริงของแผ่นดิน มีความจำเพาะของแต่ละประเทศ
การรู้แต่เทคนิควิธีแต่ไม่รู้ความจริงของแผ่นดิน ไม่อาจทำให้ทำเรื่องใหญ่ ๆ ได้ ทำได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ตามเทคนิคที่มีที่เรียกว่า Technic – driven
ตัวอย่างให้เรียนรู้มีมากมาย เช่น
หนึ่ง เมื่อกองกำลังคอมมูนิสต์จีนต่อสู้กับกองทัพเจียงไคเช็ค ตอนแรกแพ้หลุดลุ่ยเพราะบัญชาการโดยปัญญาชนจีนที่ไปเรียนมาจากมอสโก เมื่อเหมาเจ๋อตุงเข้ามาบัญชาการรบเองจึงชนะมาเป็นลำดับจนยึดได้ทั้งประเทศ เหมาไม่เคยไปเรียนนอกแต่รู้ความจริงของแผ่นดินจีนเป็นอย่างดี
สอง แสนยานุภาพอเมริกัน ๕๐๐,๐๐๐ คน พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์และงบประมาณเพียบ คนเวียดนามเหมือนตัวเปล่า กองกำลังอเมริกันแพ้ออกมา เพราะไม่รู้ความจริงของแผ่นดินเวียดนาม
ระบบการศึกษาไทยในรอบ ๑๐๐ ปีเศษที่ผ่านมา เอาวิชาเป็นตัวตั้ง จึงผลิตบัณฑิตที่ไม่รู้ความจริงของแผ่นดินไทย เป็นสาเหตุให้พัฒนาประเทศไม่สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีทรัพยากรมาก การเรียนรู้เทคนิควิธีต่าง ๆ มีประโยชน์ แต่ถ้าไม่รู้ความจริงของแผ่นดินไทยก็ทำให้สำเร็จไม่ได้
ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัย ๑๔๐ แห่ง ควรจะเป็นพลังมหาศาล ประดุจหัวรถจากทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤต
การจะเรียนรู้ความจริงของแผ่นดินไทย ต้องทำงานในพื้นที่
มหาวิทยาลัยทั้งหมดต้องทำงานในพื้นที่ เพื่อเรียนรู้ความจริงของแผ่นดินไทย จะทำแบบ ๑มหาวิทยาลัยต่อ ๑ จังหวัดก็ได้ ทำเพื่ออะไร เพื่อร่วมสร้างแผ่นดินศานติสุขนี้เป็นที่มาของ
มหิดลร่วมสร้างแผ่นดินศานติสุข
๑ คณะ / ๑ อำเภอ
แผ่นดินศานติสุข
คืออะไร และอย่างไร
แผ่นดินศานติสุข คือ พื้นที่ที่มีการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ทั้งระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม
เมื่อสมดุลก็สงบ หรือสงบสุข ไม่ปั่นป่วน วุ่นวาย รุนแรง และวิกฤต
การที่จะสมดุลเพราะมีการพัฒนาอย่างบูรณาการ
การพัฒนาแบบแยกส่วนหรือเป็นส่วน ๆ ทำให้เสียสมดุล
การพัฒนาอย่างบูรณาการต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง
เอาองค์กร หรือเรื่อง หรือวิชาการ เป็นตัวตั้ง จะเป็นการแยกส่วนไปตามองค์กร ประเด็น หรือวิชาการ การพัฒนาที่ผ่านมาเอากรมเป็นตัวตั้ง กรมนั้นแยกส่วนเป็นเรื่อง ๆ จึงไม่เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทำให้เสียสมดุลและวิกฤต ทำอย่างไร ๆ ก็ไม่หายวิกฤต ถ้าทำแบบเดิม
การพัฒนาใหม่ คือ การพัฒนาอย่างบูรณาการโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง
พื้นที่ คือ หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด
แผ่นดินศานติสุข คือ หมู่บ้านศานติสุข ตำบลศานติสุข อำเภอศานติสุข จังหวัดศานติสุข แผ่นดินไทยศานติสุขโดยมีการพัฒนาอย่างบูรณาการเต็มพื้นที่
พัฒนาอย่างบูรณาการ ๘ มิติ
โดยมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นจุดคานงัด
๘ มิติ คือ
เศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม – สิ่งแวดล้อม –
วัฒนธรรม – สุขภาพ – การศึกษา -ประชาธิปไตย
ทั้ง ๘ บูรณาการอยู่ในกันและกัน ไม่ได้แยกส่วนเป็นเรื่อง ๆ ถ้าแยกส่วนจะไม่เกิดการพัฒนาอย่างสมดุล
ฉะนั้นจะเขียนเป็นภาพแผ่นดินศานติสุขได้ ดังนี้
รูปที่ ๑ แผ่นดินศานติสุข
เศรษฐกิจดี หมายถึง มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ทุกคนมีอาชีพ มีรายได้ พออยู่พอกิน มีเงินออม
ชุมชนใดมีดีทั้ง ๘ มิติ ย่อมเป็นแผ่นดินศานติสุข (ประดุจสวรรค์บนดิน)
การพัฒนาอำเภออย่างบูรณาการ
สู่แผ่นดินศานติสุข
มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอ (พชอ.) ที่ทุกอำเภอจะต้องปฏิบัติ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ มีทุกอำเภอ มีนายอำเภอเป็นประธาน
คุณภาพชีวิตในอำเภอ ก็คือการพัฒนาอย่างบูรณาการเต็มพื้นที่อำเภอ คือ ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทั้งอำเภอ
๑ อำเภอ โดยเฉลี่ยมี ๑๐ ตำบล ๑๐๐ ชุมชน หรือหมู่บ้าน ดังในรูป
ทั้งหมดมี ๑๑๑ หน่วยจัดการ คือ
๑ อำเภอ = พชอ.
๑๐ ตำบล = อบต./เทศบาลตำบล
๑๐๐ หมู่บ้าน = องค์กรชุมชน
บทบาทของมหาวิทยาลัยโดยคณะใดคณะหนึ่ง หรือร่วมกันหลายคณะหลายสถาบันก็ได้ คือ สนับสนุนการร่วมจัดการที่หน่วยจัดการ จัดการ ๓ ระดับ ๑๑๑ หน่วย ให้สามารถจัดการพัฒนาอย่างบูรณาการเต็มพื้นที่
การสนับสนุนการร่วมจัดการ ไม่ใช่การเอาอะไรไปให้โดยไม่ได้เรียนรู้ แต่โดยเข้าไปเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง
การเข้าไปเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ทำให้เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ตามพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว ร.๙ รายละเอียดจะมีในตอนต่อไป
หัวใจของการพัฒนา
(Crucial Component)
การพัฒนาเรื่องใดเรื่องหนึ่งมักมีองค์ประกอบหลายอย่าง แต่จะมีองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งยวด (Crucial Component) ซึ่งถ้าทำองค์ประกอบอื่นทั้งหมด ไม่ทำองค์ประกอบสำคัญยิ่งยวด การนั้นก็จะไม่สำเร็จ และการพัฒนาต่าง ๆ ในโลกที่มีความสำเร็จน้อย ก็เพราะเหตุนี้
การพัฒนาพื้นที่หรือชนบทมี ๘ องค์ประกอบ ตามรูปข้างล่าง
รูปที่ ๒ การพัฒนาพื้นที่ ๘ องค์ประกอบ
การพัฒนามักทำกันแต่ ๑ - ๕ แต่ไม่ทำตรงกลาง หรือหัวใจของการพัฒนา การเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) เมื่อ ๕๐ ปีก่อน ก็คือองค์ประกอบที่ ๒ โครงสร้างทางกายภาพ เช่น ถนน ไฟฟ้า โทรศัพท์ ซึ่งไม่ใช่ไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าไม่ทำตรงหัวใจของการพัฒนาก็ไม่สำเร็จ องค์ประกอบที่ ๕ คือ เงินทุนเครดิตก็สำคัญมาก เช่น กองทุนหมู่บ้าน SME เป็นต้น แต่ก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ได้ทำ ๖, ๗, ๘ ก็จะยังไม่สำเร็จ ตามที่ปรากฏองค์ประกอบสำคัญยิ่งยวดคือ ๖, ๗, ๘ นั้น คล้องกันอยู่
๖ = องค์กรชุมชนทำหน้าที่จัดการ มีความสำคัญยิ่งยวด ถ้าปราศจากย่อมพัฒนาชุมชนไม่สำเร็จ
๗ = ความรู้ เช่น ข้อมูล การสังเคราะห์ขึ้นมาเป็นความรู้ ที่รู้สภาพความจริงของชุมชน รวมทั้ง ความรู้ต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการใช้งาน
๘ = การเรียนรู้ ถ้ามีความรู้โดยไม่มีการเรียนรู้ก็ไม่เกิดประโยชน์ หรือเอาความรู้สำเร็จรูปมาใช้ โดยไม่เรียนรู้ก็ไม่สำเร็จประโยชน์
การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริงมีความสำคัญยิ่งยวดต่อการพัฒนา มีความสำคัญยิ่งยวดต่อความสำเร็จหรือหัวใจของการพัฒนา เรียกว่า “กระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนา” (New Development Paradigm)
วิธีการเก่า ๆ คือ การใช้อำนาจ ใช้เงิน ใช้การวิพากษ์วิจารณ์ และความรู้สำเร็จรูปใช้ไม่ได้ผลแล้ว ในปัญหาที่ซับซ้อนและยากสมัยใหม่ต้องใช้วิธีการใหม่ คือ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) ในสถานการณ์จริงระหว่างผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
หัวใจของการพัฒนาคือ ๖, ๗, ๘ นี้ อาจรวมเรียกว่า “กระบวนการชุมชน” ซึ่งมีรายละเอียดในตอนต่อไป
กระบวนการชุมชน ๗ ขั้นตอน
หัวใจของการพัฒนาประเทศ
กระบวนการชุมชนมีดังนี้
- สภาผู้นำชุมชนหรือองค์กรชุมชน ประกอบด้วยผู้นำตามธรรมชาติในชุมชน ซึ่งมีประมาณ ๔๐ - ๕๐ คน / ๑ หมู่บ้าน มารวมตัวกันขึ้นเองโดยไม่มีใครแต่งตั้ง แต่อาจมีใครมาแนะนำให้ก่อตัวกันขึ้น ผู้นำตามธรรมชาติเหล่านี้เป็นผู้นำกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ผู้นำกลุ่มสตรี กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเยาวชน ผู้นำกองทุน ครู พระ ศิลปิน ปราชญ์ชาวบ้าน คนเหล่านี้มีคุณสมบัติ ๕ ประการ
๑) เห็นแก่ส่วนรวม ๒) สุจริตฉลาด ๓) ฉลาดรอบรู้ ๔) สื่อสารเก่ง ๕) เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ชาวบ้านเขารู้ว่าใครมีคุณสมบัติเหล่านี้เพราะเห็นกันมานาน ผู้นำชุมชนตามธรรมชาติเหล่านี้จึงมีคุณภาพสูงมาก
- สำรวจข้อมูลชุมชน ให้รู้ละเอียดทุกแง่ทุกมุม จะข้ามขั้นตอนนี้ไปไม่ได้ ข้อมูลทำให้เกิดความคิด ความคิดนี้คือการทำแผน
- ทำแผนชุมชน ตามที่สภาผู้นำชุมชนเห็นความสำคัญ ที่ดีคือแผนพัฒนาอย่างบูรณาการ ๘ มิติ โดยมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นจุดคันงัดตามที่กล่าวในตอนที่ ๓
- นำเสนอสภาประชาชน หรือสภาชุมชน คือ ที่ประชุมของคนทั้งหมู่บ้าน เนื่องจากประชากรจำนวนไม่มาก จึงเป็นประชาธิปไตยทางตรงโดยไม่ต้องผ่านตัวแทน จึงมีคุณภาพสูงกว่าประชาธิปไตยทางอ้อม เพราะไม่ต้องผ่านการซื้อเสียงขายเสียง นี่คือประชาธิปไตยชุมชน หลังจากการอภิปรายตัดทอน เพิ่มเติม ปรับปรุง สภาประชาชน รับรองแผนชุมชน
- คนทั้งชุมชนขับเคลื่อนการปฏิบัติตามแผน คนทั้งหมดมีส่วนร่วมมากับมือ จึงเข้าใจและปฏิบัติถูก ต่างจากแผนที่ทางราชการทำและยัดเยียดลงไป
- สภาชุมชนจัดให้มีการติดตามการปฏิบัติ เพื่อขจัดอุปสรรคขัดข้องทำให้ปฏิบัติได้
- ผลการปฏิบัติ และการประเมินผลการปฏิบัติ เป็นข้อมูลกลับไปสู่ข้อ ๒ ทำให้กระบวนการชุมชนปรับตัวดีขึ้นด้วยเรื่อย ๆ ตามที่วงจรการจัดการหมุนไป
กระบวนการนี้ทรงพลังมาก เพราะการบรรจบกันของหลายองค์ประกอบ เช่น องค์กรชุมชน การวิจัยสร้างข้อมูล การสังเคราะห์ความรู้ ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และพลังการจัดการครบวงจร จึงไม่มีทางไม่สำเร็จ ดังคำพูดที่ว่า “การจัดการทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้” (Management make the impossible possible)
กระบวนการชุมชนนั้น คือที่เรียกว่า “ชุมชนเข้มแข็ง” ผลของ “ชุมชนเข้มแข็ง” ก็คือการพัฒนาอย่างบูรณาการ ๘ มิติ โดยมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เกิดความร่มเย็นเป็นสุข เป็นชุมชนศานติสุข ทั้ง ๑๐ หมู่บ้านก็เป็นตำบลศานติสุข ๑๐ ตำบลก็เป็นอำเภอศานติสุข หรือคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ทุกอำเภอทั้ง _๘๐๐ แห่ง ก็เป็นแผ่นดินไทยศานติสุข
ฉะนั้น “ชุมชนเข้มแข็ง” จึงเป็นประดุจคอนกรีตบล็อกของการสร้างประเทศไทยศานติสุข ที่ทุกคนและทุกองค์กรควรมีส่วนร่วมสร้างแผ่นดินไทยศานติสุข โดยไปร่วมเรียนรู้และสนับสนุนชุมชนเข้มแข็ง
หมู่บ้านและตำบลจะเป็นฐานเรียนรู้ของการพัฒนาศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ของคนไทยทั้งปวง
“กลุ่มสนับสนุนชุมชนเข้มแข็งตำบล” ตำบลละกลุ่ม
วิธีง่าย ๆ และสนุกในการสร้างความสุขของคนไทยทุกคนและพลิกโฉม (Transform) ประเทศไทย
ทุกวันนี้แทบทุกคนมีความเครียดลึก ๆ อยู่ในตัว รู้สึกไม่เต็มอิ่ม (fulfilled) ชีวิตรู้สึกพร่องอะไรไป ขาดความสมบูรณ์ ไม่เป็นสุข ต้องไปหาอะไรมาเติม แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไรนั้น คืออะไร
คนเรารู้สึกว่าชีวิตสมบูรณ์และมีความสุข ต่อเมื่อรู้สึกว่า
ตัวเองมีศักดิ์ศรี มีศักยภาพ และมีประโยชน์
นั่นคือสิ่งที่พร่องไป เพราะถูกมายาคติต่าง ๆ ในสังคมครอบไว้ โดยที่เป็นสังคมปิด หรือปิดศักยภาพ ปิดศักดิ์ศรี ปิดการทำประโยชน์ ในทางพระพุทธศาสนามีคำหนึ่งที่ใช้บ่อย คือ “เหมือนหงายของที่คว่ำ” (อุตตานี กะโรติ)
รูปที่ ๓ สังคมปิดและสังคมเปิด
ลองนึกภาพคนที่ถูกครอบอยู่โดยของที่คว่ำ ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่รู้ความจริง ถูกบีบคั้น เหมือนติดอยู่ในคุกที่มองไม่เห็น ครั้นเปิดออกหรือหงายของที่คว่ำ ก็เหมือนออกจากคุกสว่างไสว เป็นอิสระ จึงมีการกล่าวถึงสิ่งดีที่ควรเกิดขึ้น คือ
เปิดพื้นที่ทางสังคม และพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง ทำให้ทุกคนมีบทบาทและพัฒนาศักยภาพในตัว อย่างเต็มที่
มนุษย์มีพหุศักยภาพ แต่ถูกลดทอนด้วยกรอบกติกาและความเชื่อบางอย่าง เช่น การศึกษาลดทอนเหลือแต่การท่องวิชา
การงานก็เหมือนเข้าซอง เป็นส่วนเป็นเสี้ยว เหมือนถูกครอบโดยของที่คว่ำ เช่น
ทหารก็ต้องยิงปืน ตำรวจก็จับผู้ร้าย ครูก็ต้องสอนหนังสือ
อาจารย์มหาวิทยาลัยก็เอาสาขาวิชาหรือเทคนิคเฉพาะทางเป็นตัวตั้งเหมือนสาขาวิชา คือ ชีวิต เหล่านี้คือการติดอยู่ในที่แคบหรืออยู่ในคุก
มีคนกล่าวว่าการพัฒนา คือ การออกจากซอง โดยเล่นคำว่า developmentคือ
De - envelop = ออกจากซอง
(ออก)_ (ซอง)
จริงอยู่ทุกคนต้องทำตามหน้าที่ แต่ทุกคนยังมีศักยภาพในตัวเหลืออีกมาก ต้องเอาชีวิตเป็นตัวตั้งไม่ใช่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง วิชาเป็นตัวประกอบอย่างหนึ่งเท่านั้น ชีวิตยังมีอย่างอื่น ๆ อีกมากนัก
การได้ร่วมเรียนรู้ และปฏิบัติในกระบวนการชุมชนเข้มแข็ง เป็นการเปิดศักยภาพในตัวคนทุกคนอย่างเต็มที่
ทุกคนมีอิสรภาพ มีศักดิ์ศรีเสมอกัน มีความเสมอภาค มีภราดรภาพ และสามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ คือ มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ มีความรู้ความสามารถอะไรก็เอาออกมาใช้ เกิดปัญญา และปัญญาร่วม ทุกคนจึงมีความสุขประดุจบรรลุนิพพาน
วิธีการก็ง่าย ๆ คือ ไม่ว่าท่านจะเป็นใครมีอาชีพอะไร สามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละประมาณ ๑๐ คน เป็น “กลุ่มสนับสนุนชุมชนเข้มแข็งตําบล” ที่ตำบลใดตำบลหนึ่งใน ๘,๐๐๐ ตำบลทั่วประเทศ ก็จะมีประมาณ ๘,๐๐๐ กลุ่ม หรือ ๘๐,๐๐๐ คน
แต่ละตำบลมีประมาณ ๑๐ ชุมชนหรือหมู่บ้าน เริ่มต้นก็ไปร่วมในกระบวนการชุมชน ๗ ขั้นตอน ตามที่กล่าวข้างต้น แล้วก็ขยายไปครบทั้ง ๑๐ หมู่บ้าน กลุ่มนี้ร่วมกับผู้นำตามธรรมชาติประมาณ ๕๐๐ คนในตำบล ร่วมกับท้องถิ่นคือ อบต. หรือเทศบาลตำบล ก็จะเป็นเหมือนสถาบันตำบลที่มีศักยภาพสูง สามารถร่วมสร้างตำบลศานติสุขและร่วมมือกับตำบลอื่น ๆ ทั่วอำเภอ ทั้งอำเภอก็เป็นเหมือนแผ่นดินศานติสุข ทุกอำเภอรวมกันก็เป็นแผ่นดินไทยศานติสุข
นี่เป็นการเปิดศักยภาพของคนไทยทุกคน เปิดพื้นที่ทางสังคม และพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง ร่วมสร้างแผ่นดินไทยศานติสุข ทุกคนจึงมีความสุขยิ่งนัก ประดุจบรรลุนิพพาน
ประเทศไทยก็จะพลิกโฉม
มหาวิทยาลัยแบบใหม่ – มหาวิชชาลัยอำเภอ
ตามที่กล่าวมาทั้งหมด พื้นที่อำเภอทั้งอำเภอจะกลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติของทุกคนและทุกองค์กรในพื้นที่ รวมทั้งคนและองค์กรจากภายนอกที่เข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่อำเภอ เป็นการเรียนรู้และปฏิบัติที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ ๘ มิติ มีผลทำให้ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทุกคนในอำเภอ เกิดเป็นแผ่นดินศานติสุข
พื้นที่อำเภอทั้งอำเภอจึงเป็น มหาวิทยาลัยในรูปใหม่ คือ มหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติของคนทั้งหมด ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุดและครบถ้วนทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ปฏิเวธ คือ ได้ผลดีจากการปฏิบัติ
เพื่อให้ต่างจากมหาวิทยาลัยทั่วไป อาจเรียกว่า มหาวิชชาลัยอำเภอ วิชชา (ช.ช้าง ๒ ตัว) เป็นคำทางพุทธซึ่งแปลว่า ปัญญา พระเจ้าอยู่หัว ร.๙ ทรงใช้คำนี้ในพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก
การมีมหาวิชชาลัยอำเภอ ๘๐๐ กว่าแห่งทั่วประเทศ เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะทำให้ทั้งประเทศกลายเป็น สังคมอุดมปัญญา เมื่อเปลี่ยนจากสังคมนิยมอำนาจเป็นสังคมอุดมปัญญา ปัญหาทั้งปวงก็ยุติเพราะสังคมอุดมปัญญาพัฒนาได้ทุกเรื่องทั้ง
เศรษฐกิจ – จิตใจ – สังคม - สิ่งแวดล้อม –
วัฒนธรรม – สุขภาพ – การศึกษา – ประชาธิปไตย
ที่เราเรียกว่า การพัฒนาอย่างบูรณาการ
เมื่อมหาวิทยาลัยในรูปแบบเชื่อมโยงกับการพัฒนาอย่างบูรณาการในพื้นที่ ความรู้และเทคโนโลยีทุกสาขาที่มหาวิทยาลัยมีก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งต้องการความรู้ทุกประเภท เพราะเป็นการพัฒนาทั้ง _๘ มิติ คือ กาย จิต สังคม และปัญญา ความรู้ต่าง ๆ ที่ลอยตัวอยู่ข้างบน เมื่อนำไปใช้จริงก็จะบูรณาการกันอย่างเป็นพลวัฒน์ จนไม่รู้ว่าจะเรียกว่าวิชาอะไร ถ้าเป็นสังคมศาสตร์ก็อาจเรียกว่า “สังคมศาสตร์ใหม่” (New Social Science) ปัญหาในพื้นที่จะเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยต้องทำการวิจัย สร้างความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับความต้องการใช้ในพื้นที่ วงจรของความรู้ก็จะเปลี่ยนเป็น “จากดินสู่ฟ้า จากฟ้าสู่ดิน”
ดิน หมายถึง ชีวิตจริง ปฏิบัติจริง ซึ่งจะสร้างข้อมูลและความรู้ ซึ่งถ้าวิเคราะห์สังเคราะห์ให้เป็นปัญญาที่สูงขึ้น (สู่ฟ้า) แล้วเอากลับลงไปใช้อีก (สู่ดิน) วนเวียนรอบแล้วรอบเล่า ทุกอย่างทั้งทฤษฎีและปฏิบัติก็จะดีขึ้นด้วยเรื่อย ๆ ต่างจากความรู้ที่ลอยตัวอยู่โดยไม่ได้ทดสอบด้วยการปฏิบัติ เรียกว่า “ลอยตัวอยู่ในนภากาศหรือสุญญากาศ” ไม่ได้ครบวงจรของความรู้และการพัฒนา
วิธีที่ง่ายและสนุกที่มหาวิทยาลัยจะสนับสนุนพื้นที่ก็คือ อาจารย์และนักวิชาการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณ ๑๐ คน ไปสนับสนุน ๑ ตำบล ๑๐ หมู่บ้าน โดยเข้าไปร่วมเรียนรู้ใน “กระบวนการชุมชนเข้มแข็ง”
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ก็มี mission หรือพันธกิจ ในการสร้างสังคมอุดมปัญญา ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คือ วิธีสร้างสังคมอุดมปัญญาโดยพัฒนาพื้นที่แห่งการเรียนรู้ _๘๐๐ อำเภอเต็มประเทศ
ในกระบวนการนี้จะสร้างมหาวิทยาลัยในรูปใหม่ขึ้นมาอีก ๘๐๐ มหาวิทยาลัย คือ มหาวิชชาลัยอำเภอ โดยอว.ไม่ต้องเหนื่อยยากในการบริหาร เพราะเป็นการร่วมจัดการจากล่างขึ้นบน
หากกระทรวงอว.และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นคุณค่าและพัฒนานโยบายเรื่อง “อุดมศึกษาร่วมสร้างแผ่นดินศานติสุข” ประเทศไทยก็จะพลิกโฉม (Transform Thailand) โดยคนไทยทั้งมวลร่วมกัน




I read and I like but I feel it’s another ‘Pie in the Sky’ or idealistic and not accounting for ‘law of the mass’ that is people are mixed up - sometimes altruistic; other times self-serving. for example:
สภาผู้นำชุมชน…มีคุณสมบัติ ๕ ประการ ๑) เห็นแก่ส่วนรวม ๒) สุจริตฉลาด ๓) ฉลาดรอบรู้ ๔) สื่อสารเก่ง ๕) เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป
It is not not hard to pretend ๑) เห็นแก่ส่วนรวม ๒) สุจริตฉลาด ๓) ฉลาดรอบรู้ and it is difficult to assess ๔) สื่อสารเก่ง ๕) เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป . Most politicians of todays are projecting these qualities using teams of hired experts in deception (on social media). They get results for themselves - and nothing for the country.