ชีวิตที่พอเพียง 4023. อยู่กับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม (๒๘) บันทึกเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๔


 

ผมเล่าเรื่องชีวิตยามสมองเสื่อมของสาวน้อยเป็นระยะๆ () ((๓)  (๔)  (๕)  (๖)   (๗)   (๘)   (๙)   (๑๐)   (๑๑)    (๑๒)   ๑๓   ๑๔   ๑๕  ๑๖  ๑๗  (๑๘)  (๑๙)  (๒๐)  (๒๑)   (๒๒)  (๒๓)   (๒๔)   (๒๕)   (๒๖)    (๒๗)  เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับท่านผู้อื่นที่ต้องเผชิญสภาพคล้ายๆ กัน ที่นับวันจะมีจำนวนมากขึ้น   

   

 รู้มานานแล้ว

เช้าวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๔ เธอถามผมว่า วันนี้พ่อไปไหน   ผมตอบว่าวันนี้เลี้ยงหลานทั้งวัน ไม่มีการประชุม    เธอตอบว่าเป็นสามีที่ดีมาก    ผมถามต่อว่า เพิ่งรู้หรือ    เธอตอบว่า รู้มานานแล้ว ไม่งั้นไม่เอาเป็นสามีหรอก   

เอามาเล่า เพื่อชี้ว่าความชำรุดของสมอง ในผู้ป่วยสมองเสื่อม ชำรุดเฉพาะบางส่วนหรือบางหน้าที่เท่านั้น   ที่ชำรุดที่สุดคือความจำระยะสั้น (short-term memory)    เมื่อ ๓๐ นาทีที่แล้วทำอะไร ลืมไปแล้ว    เพิ่งกินข้าวเมื่อ ๑๕ นาทีที่แล้ว จำไม่ได้ว่ากินข้าวหรือยัง    ประจวบกับสมองส่วนความรู้สึกอิ่มชำรุด    จึงไปเอาอาหารเย็นมากินอีกครั้ง    ผลคืออ้วนขึ้นมาก  พุงโตอย่างน่าตกใจ   

ข้อสำคัญคือ สมองส่วนรู้เท่าทันยังดี   การโต้ตอบคำถามเชิงมุกตลกหรือมุกชีวิต ยังดีเป็นปกติ 

 

ถ้าพ่อรู้

ค่ำวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔ ระหว่างที่ผมช่วยอาบน้ำและเช็ดตัวให้    เธอกล่าวว่า ถ้าพ่อรู้ว่าลูกเขยปรนนิบัติลูกสาวอย่างนี้   พ่อจะรู้ว่าตัดสินใจถูกแล้วที่ยกลูกสาวให้หลานท่านพุทธทาส   

นี่คือเรื่องราวที่เธอนำมากล่าวซ้ำๆ    เพราะในปี ๒๕๑๐ เมื่อ อ. ไพจิตร ศิริวัฒน์ พี่สาวคนโต    บอกพ่อ (พ.ต.ท. มนู เศวตวรรณ) ว่าหมอวิจารณ์ พานิช หลานท่านพุทธทาส จะมาขอลูกสาวคนเล็ก ที่กำลังใกล้เรียนจบหมอ    พ่อบอกว่า เป็นหลานท่านพุทธทาส ยกให้เลย   

คำพูดของเธอ สะท้อนการทำหน้าที่ของสมองด้านการเชื่อมโยงเหตุผล และความจำระยะยาว ว่ายังดีอยู่     โรคสมองเสื่อมไม่ได้ทำลายหน้าที่ของสมองทุกส่วนเท่าๆ กัน          

 

จะเลิกกับตุ๋นไหม

ค่ำวันที่ ๑ กรกฎาคม  เธอถามผมว่า “จะเลิกกับตุ๋นไหม”   ตามด้วยถ้อยคำพรั่งพรู ว่าผมไปมีสัมพันธ์กับแม่บ้านของลูกสาว   ว่ามานอนด้วยกันที่ห้อง   มีลูกด้วยกัน   แก่แล้วยังเซ็กซ์จัด (ผมนึกในใจว่าถ้าจริงสักเสี้ยวเดียวก็จะดีมาก)    และอื่นๆ อีกมากมาย    เป็นเวลาราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็ลดความพลุ่งพล่านลง และบอกว่าจะไปกินข้าว    ผมรีบบอกว่ากินแล้ว    เธอก็หัวเราะ   

หลังจากนั้นก็ให้ผมช่วยถอดเสื้อผ้าเตรียมอาบน้ำ     และผมไปอาบน้ำ เช็ดตัว สวมเสื้อนอน   ป้อนยาตอนค่ำโดยกินกับนมเปรี้ยวตามปกติ   เธอบอกว่าวันนี้ไม่อึ   พรุ่งนี้ผมต้องไปซื้อมะละกอมาปอกไว้ให้เธอกิน   

ตอนอาบน้ำและก่อนนอน เธอบอกว่า อีกสองสามปีเธอก็จะตายแล้ว       

ที่จริงอาการสับสน เริ่มตอนบ่าย    เธอบอกว่าจะมีคนมาเยี่ยม จากการติดต่อทางไอแพ็ด    ขอดูก็ให้ไม่ได้   เธอไม่ยอมกินข้าวตามเวลาปกติ   และเอากระเป๋าเงินมานับ ว่าจะเลี้ยงคนมาเยี่ยม    ผมเริ่มสังเกตได้ว่า  อาการสับสนจะตามมาด้วยาการจากประสาทหลอน และเรื่องกิ๊กจะตามมา    เพราะมันเป็นเรื่องฝังใจมาตั้งแต่สาวๆ   

เอามาเล่า เพื่อบอกให้คนดูแลผู้สมองเสื่อมให้สังเกตอาการสับสน    ว่าเป็นสัญญาณว่าจะมีอาการอื่นตามมาหรือไม่    ที่ต้องระวังคืออาการซึมเศร้า (depression) ที่อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย    แต่กรณีสาวน้อย โชคดิที่ไม่เห็นอาการซึมเศร้า    แถมเธอยังรู้ตัวว่าจะนอนไม่หลับ จึงเอ่ยปากขอยานอนหลับจากผม   

ตื่นขึ้นมาเช้าวันศุกร์ที่ ๒ เธออารมณ์ดีตามปกติ    สังเกตว่ายานอนหลับที่ผมให้เธอกิน (น้ำมันกัญชาแคปซูล) น่าจะช่วยให้หลับลึกขึ้น    

 

เราเลิกกัน

ราวบ่ายโมงเศษๆ วันเสาร์ที่ ๓ กรกฎาคม ผมนอนอ่านหนังสือบนเก้าอี้นั่งเล่น ในห้องนอน     เธอเดินเข้ามาร้องบอก “เราเลิกกัน”    พร้อมกับคำรำพึงรำพันความชั่วด้านการมีเมียน้อยของผมพรั่งพรู    จบด้วย “ฮะฮะคนดีของฉันดีแตกเพราะกาม”  พร้อมออกปากไล่ผมออกจากบ้าน   

อารมณ์นี้ต่อเนื่องหลายชั่วโมง จนถึงเวลากินข้าวก็ไม่ยอมกิน   ผมต้องตักให้และเอาไปวางไว้ให้   ในที่สุดก็กิน    แต่ไม่ยอมออกไปเดินตอนเย็น  จนถึงเวลาบน้ำอารมณ์โกรธจึงคลายลงไป

เช้าวันอาทิตย์ที่ ๔ อารมณ์ดี    แต่เมื่อผมประชุม ออนไลน์ เสร็จเที่ยงเศษๆ     ไปชวนเธอกินข้าว    ก็พบว่าอารมณ์เสียเพราะเรื่องกิ๊กอีก    ใช้ถ้อยคำหยาบคายที่ไม่เคยพูด    ต้องใช้วิธีตักอาหารให้แล้วผมไปเสีย เธอจึงกิน    ตกเย็นอารมณ์ดี  และออกไปเดินตามปกติ     

 

ย้ายของให้กิ๊กนอน

ค่ำวันที่ ๖ กรกฎาคม ผมประชุมออนไลน์จนถึงทุ่มเศษ   ประชุมเสร็จรีบไปดูแลเธอ   พบว่าหน้าตาบึ้งตึงและสับสน   บอกว่า “ตุ๋นเอาห้องนอนข้างล่าง”    

ผมขึ้นไปอาบน้ำที่ห้องน้ำชั้นบนตามที่ทำเป็นกิจวัตร    อาบน้ำเสร็จพบว่าเธอเดินขึ้นไปชั้นบน ที่ห้องนอนใหญ่ (ซึ่งขณะนี้ไม่มีคนนอน   เพราะเราย้ายลงมานอนชั้นล่าง ป้องกันเธอตกบันได   เวลาลูกสาวคนโตกลับมานอนเธอก็นอนห้องเล็กตามที่ทำมา กว่า ๒๐ ปี)     ผมถามว่าขึ้นไปทำไม เดี๋ยวเดินพลาดตกบันได    เธอมีท่าทางสับสน และบอกว่ามาเอาเสื้อผ้า    เพราะจะมีคนมานอนที่ห้องนี้   ผมบอกว่าไม่มีใครมา   เธอพูดทำนองว่าผมจะเอากิ๊กมานอนด้วยที่ห้องใหญ่   

ผมเกลี้ยกล่อมอยู่นานจนในที่สุดเธอก็ยอมลงไปโดยไม่ขนเสื้อผ้าลงไปด้วย    ตลอดเวลาเธอที่ท่าทางงงๆ     จนตอนอาบน้ำเธอทำท่าจะไม่ยอมให้ผมช่วย ในที่สุดก็ยอมให้ช่วยตามปกติ   

 

เสื้อหาย

ในช่วงที่เธอสับสนว่าผมจะเอากิ๊กมานอนที่บ้านนั้น   เช้าวันหนึ่งผมพบว่าเสื้อยืดจำนวนหนึ่งของผมหายไป     หาไม่พบ    ผมไม่ได้ถามเธอ แต่ก็สงสัยว่าเธออาจหยิบไป    จนวันศุกร์ที่ ๙ กรกฎาคม ลูกสาวคนโตกลับมานอนบ้าน    เช้าวันที่ ๑๐ เธอไปดูของกินในตู้ข้างโต๊ะกินข้าว แล้วร้องว่า “ใครเอาเสื้อมาไว้ในตู้นี้”    ผมจึงพบเสื้อที่หายไป    และพอจะเดาได้ว่า ความสับสนทำให้เธอไปเอาเสื้อของผมจำนวนสี่ห้าตัวเอามาไว้ข้างล่าง     เอาใส่ตู้อย่างเรียบร้อย     แต่ไม่ใช่ตู้ที่เราใช้ใส่เสื้อผ้า    เรื่องความสับสนทำให้เอาของไปเก็บไว้ผิดที่นี้เกิดบ่อย    ด้วยเหตุผลแปลกๆ    รู้กันทั้งบ้าน       

 

ยกห้องนอนใหญ่ให้กิ๊กนอน

ค่ำวันที่ ๑๐ กรกฎาคม เธอถามผมว่า แต้ว (ลูกสาวคนโต) นอนที่ไหน    ผมบอกว่านอนข้างบน    เธอถามต่อว่า แล้วกิ๊กล่ะจะให้นอนที่ไหน     ห้องนอนใหญ่ใช่ไหม    จะเห็นว่าเรื่องกิ๊กมาในหลากหลายเรื่องราว    ช่วงนี้ถึงขนาดจะมานอนที่บ้านเอาทีเดียว     ที่แปลกคือคราวนี้พูดแบบไม่มีอารมณ์โกรธเลย    เหมือนเรื่องกิ๊กมานอนเป็นเรื่องปกติ   

 

ชงกาแฟได้น้ำเย็น

เช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๑ กรกฎาคม เธอตื่นราวๆ ๗.๓๐ น.    หลังช่วยถอดเสื้อหนาวสวมนอน  ผมถามเธอว่าหลับดีไหม (เป็นคำถามประจำทุกเช้า เพื่แสดงความเอาใจใส่) เธอตอบว่าหลับดี    ผมถามต่อว่า ปู่กดรู้ไหม    ตอบว่าไม่รู้ พร้อมเสียงหัวเราะ   ผมคิดว่าคำสนทนานี้ช่วยกระตุ้นสมอง

 ผมบอกให้เธอไปชงกาแฟ     โดยผมต้มน้ำไว้ให้แล้ว    สักครู่เธอออกมาจากครัวพร้อมกับข้าวเหนียวปิ้งที่ผมอุ่นไว้ให้ในไมโครเวฟ เป็นกิจวัตรประจำวัน    ผมบอกให้กลับเข้าไปชงกาแฟให้ตัวเองและให้ปู่ด้วย    สักครู่เธออกมาพร้อมน้ำเย็น ๒ แก้ว     ผมบอกว่า “นี่ไม่ใช่กาแฟ    นี่มันน้ำเย็น”    และรับแก้วน้ำเอาไปเก็บ    และบอกให้ไปชงกาแฟ    เธอหัวเราะความหลงขงตนเอง และกลับไปชงกาแฟในครัว     คราวนี้ได้กาแฟ   

จะเห็นว่า ความเสื่อมของสมองมันรุดหน้าอย่างช้าๆ    แต่ก็ยังโชคดีที่เธอยังช่วยตัวเองได้ราวๆ ๙๐ เปอร์เซ็นต์   โดยผมก็เตรียมใจไว้รอเผชิญสภาพที่เธอช่วยตัวเองไม่ได้เลย    ไม่ทราบว่าจะมาถึงเร็วแค่ไหน   

 

ขึ้นเตียงไม่ถูก

ในขณะนี้การขึ้นเตียงนอนของเธอไม่สะดวก  จากสภาพร่างกายที่กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง  ข้อต่างๆ แข็ง และน้ำหนักตัวมาก    ต้องใช้วิธีคลานขึ้น    แล้วหงายตัว    ได้ท่านอนที่หลากหลายไม่ซ้ำแบบในแต่ละวัน    ผมในฐานะ care giver มีหน้าที่เข้าไปช่วยจัด ท่านอนให้พอเหมาะ กันตกเตียง    และเป็นท่านอนที่สบาย หนุนหมอนอย่างพอเหมาะ   เพราะหลายครั้งเธอหนุนผ้าห่ม ไม่ใช่หนุนหมอน    กล่าวง่ายๆ คือร่างกายมันแข็งไปหมด    ขยับท่ายากมาก   

จัดท่าเสร็จก็ห่มผ้าให้    ตามด้วยหอม ๑ ฟอดตามที่เคยเล่าแล้ว    โดยมีข้อตกลงว่าเธอต้องร้องออกมาว่า ชื่นใจ    ซึ่งนานๆ ครั้งเธอหัวเราะแทน เพราะนึกคำไม่ออก   ข้อดีคือที่นึกไม่ออกไม่ถึงร้อยละ ๑๐ 

แต่คืนวันที่ ๑๑ กรกฎาคมต่อเช้าวันที่ ๑๒ เกิดเหตุที่ไม่เคยเกิด   ผมตื่นขึ้นมาถ่ายปัสสาวะตอนตีสาม    กลับมาพบว่าเธอนอนขดอยู่บนเตียงด้านปลายเท้า พร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ    แสดงว่าเธอตื่นอยู่     ผมม่ทราบว่าเธอลงจากเตียงเพื่ออะไร    เพราะตอนนี้เธอต้องสวม pampers ตลอดเวลา    เธอคงจะลงจากเตียงแล้วขึ้นไม่ถูก จึงขึ้นไปนอนปลายเตียง     ผมบอกให้เธอลงจากเตียงทางปลายเตียง เพื่อไปขึ้นเตียงทางฝั่งที่เธอนอน   กว่าจะสำเร็จก็ทุลักทุเลมาก   เธอสับสนมาก   

ตื่นขึ้นมาตอนเช้า การพูดของเธอไม่เป็นประโยค    สับสน   แต่ยังชงกาแฟให้ตัวเองและให้ผมได้   

 

ไปฉีดวัคซีน

ต้อง ลูกสาวคนที่สอง มาบอกว่า น่าจะหาทางพาแม่ไปฉีดวัคซีน    ตกลงกันว่าพาไปใช้สิทธิ์ผู้อายุเกิน ๗๕  โดยวอล์คอิน   โดยผมต้องหาทางชักจูงให้เธอยอมไป   ตกลงกำหนดวันเป็นวันที่ ๑๕ บ่าย ไปฉีดที่สถานีกลางบางซื่อ    ผมหว่านล้อมในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม อย่างง่ายๆ ว่าไปฉีดวัคซีนนะ   เธอถามว่าไปฉีดที่ไหน  เมื่อไร  ทำไมให้ต้องพาไป  ทำไมผมไม่พาไปเอง     ผมบอกว่าช่วงนี้ผมมีงานประชุมเต็มทุกวัน    และต้องรีบฉีด เพราะวันสุดท้ายคือวันที่ ๑๘    เธอก็เข้าใจ

แต่หลังจากนั้นทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง เธอจะถามเรื่องไปฉีดวัคซีน   โดยหลายครั้งเธอพูดคำไม่ถูก   แสดงว่าสมองของเธอคิดวนเวียนเรื่องออกไปฉีดวัคซีนอยู่บ่อยๆ       

 

ยังงงๆ อยู่

เช้าวันจันทร์ที่ ๑๙ กรกฎาคม เธอตื่นก่อน ๗ น.   ผมช่วยถอดเสื้อหนาวให้   ทักทายว่านอนหลับสบายไหม   ได้คำตอบว่าหลับสบาย   ผมบอกให้ไปชงกาแฟ    เธอเข้าไปในครัว     เอาแก้วกาแฟ ๒ แก้วมาวาง เตรียมชงกาแฟ    สักครู่ผมเข้าไปดู พบว่ามีผงกาแฟในแก้วเดียว    ถามเธอได้ความว่าหากาแฟไม่พบ    ผมเปิดตู้ที่เธอวางถุงกาแฟ (เขาทะลุ) ถุงใหญ่ไว้     เธอหัวเราะ    เป็นการหัวเราะความขี้หลงขี้ลืมของตนเอง                 

 แล้วเธอก็ชงกาแฟให้ตัวเอง และให้ผมได้เรียบร้อย   โดยแก้วของผมใส่ผงช็อกโกเล็ตด้วย   เธอทำได้อย่างถูกต้อง    โดยผมต้องใจเย็นๆ เพราะเธอจะทำทุกอย่างได้อย่างเชื่องช้ามาก    รวมทั้งการเดินด้วย     รวมแล้วน่าจะช้ากว่าคนปกติราวๆ สี่ห้าเท่า     care giver ของคนสมองเสื่อมต้องใจเย็นๆ ปล่อยให้เขาทำเอง   เพื่อให้เขาได้กระตุ้นสมอง    อย่าใจร้อนทำให้หมด เพื่อจะได้เสร็จเร็วๆ   ผู้ป่วยก็จะขาดโอกาสได้ออกกำลังสมองและกาย       

เธอมานั่งกินอาหารเช้า ตามปกติ    ผมสังเกตว่า เช้าวันนี้เธอมีท่าทางงงๆ   ก็ถามว่าตื่นดีหรือยัง    เธอบอกว่ายัง     ถามว่ายังงงๆ อยู่ใช่ไหม   ตอบว่าใช่     

กินอาหารและยาตอนเช้าเสร็จสักครู่ เธอก็ขอเข้าไปดูทีวี    ผมยังคงนั่งทำงานที่ระเบียงข้างบ้าน   เวลาราวๆ ๘.๔๕ น. ลูกสาวเอากล้วยน้ำว้าอบมาให้     ผมแบ่งไว้กินเองครึ่งหนึ่ง แล้วถือเอาไปให้เธอในบ้าน    เธอไม่ได้ดูทีวี   เข้าไปดูในห้องนอน พบว่านอนหลับอยู่บนเตียง     

 

อย่าโกรธเมียเลย เมียบ๊องๆ แล้ว

เย็นวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ถีงเวลาอาหารเย็น   แม่บ้านของลูกสาวเอากับข้าวมาส่ง    ผมบอกให้เธอไปอุ่นข้าวมากิน   เธอเข้าไปในครัว กลับออกมาพร้อมกับจานและช้อน    ผมถามหาข้าว    เธอหัวเราะและกลับเข้าครัวใหม่ สักครู่ก็ร้องเรียกผมให้เข้าไปช่วย   ปรากฏว่าเธอเตรียมน้ำเย็น ๒ แก้ว    ผมบอกว่านี่ไม่ใช่ข้าว  นี่น้ำ   เธอหัวเราะและยื่นน้ำสองแก้วให้ผมเอาไปวางที่ระเบียง    แล้วตัวเองเปิดตู้เย็นเอากล่องข้าวที่หุงแล้วออกมา     ผมช่วยเอาจานมาตักข้าวใส่    เธอหัวเราะและบอกว่า อย่าโกรธเมียเลย  เมียบ๊องๆ แล้ว      

 

ค่ำแห่งความหลง

นี่คือค่ำวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ในการอาบน้ำตามปกติ  ที่เมื่อผมถูสบู่ที่หลัง ซอกรักแร้ และซอกอื่นๆ พร้อมราดน้ำจนหมดสบู่แล้ว   ผมก็ปล่อยให้เธอจัดการด้านหน้าของร่างกาย   เมื่อเสร็จเธอจะปิดน้ำและแขวนฝักบัวได้เอง     แต่ค่ำนี้เธอปิดน้ำไม่ได้ ลืมไปแล้วว่าปิดน้ำทำอย่างไร    เอาฝักบัวแขวนทั้งๆ น้ำยังเปิดอยู่    ผมต้องไปช่วยปิดน้ำให้     แล้วเธอก็ยังรีรอ    ผมต้องเรียกใหออกมาจากห้องอาบน้ำ เพื่อเช็ดตัวและแต่งตัว

แต่งตัวเสร็จ ผมปล่อยให้เธอสวม pampers เอง   ผมออกจากห้องนอนมาอ่านหนังสือในห้องใกล้ๆ   สักครูได้ยินเสียงปิดแอร์   เดินไปดูพบว่าเธอทำท่าจะเปิดประตูห้องนอนออกไปข้างนอก    ผมต้องไปบอกเธอว่าสามทุ่มแล้ว นอนได้แล้ว     และพาเธอไปขึ้นเตียงนอน   

แต่หลังผมห่มผ้าให้ และแจกหอมหนึ่งฟอด เธอยังร้อง “ชื่นใจ” ได้เสียงแจ๋ว

 

ช่วงแห่งความถดถอย

วันที่ ๒๖ กรกฎาคม เป็นวันที่ผมสังเกตความถดถอยของเธอได้ย่างชัดเจน    การอุ่นข้าวกินเองทำไม่ได้แล้ว     แต่ยังชงกาแฟได้    ผมเอามะละกอมาให้เธอปอก เพื่อใช้ papaya therapy เธอก็ไม่ยอมปอก   ผมจึงปอกให้ ซึ่งเธอก็กินและชมว่าหวานดี   วันนี้ปัสสาวะรดกางเกงสองครั้ง   โดยลืมสวม pampers ทั้งสองครั้ง     เอา pampers ให้สวมเองก่อนสวมกางเกง  ก็เอาไปวางทิ้งไว้ และลืมสวม   

ที่ร้ายที่สุดคือ ลูกสาวเอาผลไม้มาให้ตอนสาย   ผมบอกให้เก็บไว้กินตอนบ่ายบ้าง   ไม่ได้ผล เธอกินจนหมด   ความยับยั้งชั่งใจหายไป ในเรื่องการกิน 

เมื่อวานตอนค่ำ เธอไปถามผมสองครั้ง ว่ากินข้าวเย็นแล้วใช่ไหม 

ตลอดวันที่ ๒๗, ๒๘, ๒๙, ๓๐ เธออุ่นข้าวกินเองไม่ได้   แต่ชงกาแฟได้    ค่ำวันที่ ๓๐ เธอเอา pampers ไว้ที่หัวนอน แทนที่จะสวมเหมือนทุกๆ วัน    ผมต้องเตือนให้สวม      

US NAS เผยแพร่เอกสารเสนอแนะโจทย์วิจัย เพื่อรับมือ ภาวะสมองเสื่อมใน ๑๐ ปีข้างหน้า     อ่านได้ที่ (๑) 

วิจารณ์ พานิช 

๓๑ ก.ค. ๖๔

 

 

1 ถ่ายเมื่อ ๘ ธ.ค. ๒๕๕๘

 

2 ถ่ายเมื่อ ๑ ก.ค. ๒๕๕๙

 

3 ถ่ายเมื่อ ๑๗ ก.ค. ๒๕๕๙
4 ถ่ายเมื่อ ๕ มิ.ย. ๒๕๖๐
5 ถ่ายเมื่อ ๒๙ มิ.ย. ๒๕๖๐
6 ถ่ายเมื่อ ๔ มี.ค. ๒๕๖๑
7 ถ่ายเมื่อ ๔ ก.ค. ๖๔
8 ไปฉีดวัคซีน ๑๕ ก.ค. ๖๔
9 Papaya therapy
10 Flower Therapy ๑๗ ก.ค. ๖๔
11 Flower Therapy 640711
12 Flower Therapy 640719
13 Flower Therapy 640723

 

 

หมายเลขบันทึก: 691973เขียนเมื่อ 15 สิงหาคม 2021 17:46 น. ()แก้ไขเมื่อ 15 สิงหาคม 2021 18:18 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี