ผมเขียนบันทึกเรื่องนี้เป็นครั้งแรกเมื่อกว่า ๓ ปีมาแล้ว (๑)   และเขียนมาเป็นระยะๆ (๒)     วันอาทิตย์ที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔ เข้าฟังการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลทางซูมเป็นเวลา ๓ ชั่วโมงเศษ และเกิดความสุขอื่มเอมใจ    ว่าประเทศเราเริ่มมีต้นแบบของการจัดการงานวิจัยสู่นวัตกรรมที่พัฒนาจากฐาน    ขึ้นไปบรรจบกับนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ระดับประเทศ   

คณะกรรมการชุดนี้จะเป็นกลไกเชื่อมการริเริ่มจากฐานสู่มาตรการระดับประเทศได้เป็นอย่างดี เพราะประกอบด้วยคนระดับนโยบายระดับประเทศทั้งสิ้น ได้แก่ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน,  ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ กรรมการสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ  อดีตรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และกระทรวงดิจิทัล,   รศ. ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,  ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.), ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน)    และ ดร. วิไลพร เจตนจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนานวัตกรรมในบริษัทเอกชน  

ผมเข้าฟังเพื่อจับประเด็นภาพใหญ่ของการพัฒนานวัตกรรม    (ซึ่งหมายถึงงานวิจัยที่ “กินได้”)  ของประเทศไทย      

การประชุมวันนี้ครอบคลุมเรื่องการจัดการงานวิจัยกว้างขวางมาก    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการในช่วงปลายน้ำ เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยไปสู่งานนวัตกรรม ออกสู่การใช้งานหรือออกสู่ตลาดได้จริง   ซึ่งเป็นช่วงของการจัดการที่คนมหาวิทยาลัยไม่ถนัด    รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านนี้ของประเทศไทยในภาครัฐก็อ่อนด้อย   

เห็นได้ชัด ว่าเราขาดระบบและทักษะการจัดการงานพัฒนานวัตกรรม   โดยทักษะที่มีเป็นเรื่องการจัดการงานวิจัย    เรื่องทุนก็เช่นกัน เรามีทุนวิจัย  แต่แทบไม่มีระบบทุนสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม   ซึ่งต้องคิดและทำต่างจากทุนวิจัยโดยสิ้นเชิง   

ย้ำว่า ประเทศไทยขาดระบบการจัดการงานพัฒนานวัตกรรม   เรามีระบบเฉพาะช่วงที่เป็นงานวิจัย 

ระบบทุนสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมต้องไม่ใช่ public sector led  แต่เป็น private sector led   โดยภาครัฐต้องสร้างระบบนิเวศที่ชักจูงและเกื้อหนุน   แต่ไม่ใช่เข้าไปจัดการหรือทำหน้าที่ตัดสินใจ    ต้องให้ภาคธุรกิจเข้ามาเป็นเจ้าของ หรือรับผิดชอบ   

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมีทุนเริ่มต้น และมีความยืดหยุ่นคล่องตัวภายในองค์กรเพียงพอที่จะริเริ่มงานพัฒนานวัตกรรมที่ต้นน้ำ    แต่จะต้องพัฒนาทักษะการจัดการความสัมพันธ์หรือความร่วมมือกับภาคธุรกิจ    เพื่อให้เข้ามาลงทุนและจัดการในช่วงกลางน้ำและปลายน้ำ     นี่คือส่วนสำคัญที่ศิริราชจะต้องพัฒนาสมรรถนะ   

ทีม SiCORE-M ได้พัฒนาขีดความสามารถในการจัดการงานวิจัยเพื่อเชื่อมสู่งานนวัตกรรม มาในระดับที่น่าชื่นชม   แต่นั่นเป็นเพียงหนึ่งในสามของภาพรวม   ขั้นต่อไปคือพัฒนาระบบการจัดการงานพัฒนานวัตกรรม    ที่น่าจะพัฒนาเป็นร่วมกับ สกสว., สอวช., สภาอุตสาหกรรม และบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ทำงานนวัตกรรมอยู่แล้ว     เท่ากับ SiCORE-M แสดงบท catalyst ในการสร้างระบบของประเทศ     เพราะในขณะนี้ ประเทศไทยยังไม่มีระบบนี้ 

 SiCORE-M ต้องทำงานจัดการงานวิจัยในน้ำหนัก 1/3   และทำงานจัดการงานพัฒนานวัตกรรม 2/3    ส่วน 2/3 หลังเป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้และพัฒนาต่อไป   

วิจารณ์ พานิช

๗ ส.ค. ๖๔