ชีวิตที่พอเพียง 4045. อยู่กับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม (๒๙) บันทึกเดือนสิงหาคม ๒๕๖๔


 

ผมเล่าเรื่องชีวิตยามสมองเสื่อมของสาวน้อยเป็นระยะๆ () ((๓)  (๔)  (๕)  (๖)   (๗)   (๘)   (๙)   (๑๐)   (๑๑)    (๑๒)   ๑๓   ๑๔   ๑๕  ๑๖  ๑๗  (๑๘)  (๑๙)  (๒๐)  (๒๑)   (๒๒)  (๒๓)   (๒๔)   (๒๕)   (๒๖)    (๒๗)    ๒๘  เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับท่านผู้อื่นที่ต้องเผชิญสภาพคล้ายๆ กัน ที่นับวันจะมีจำนวนมากขึ้น   

   

 หุงข้าวได้เอง

ปลายเดือนที่แล้ว ผมเล่าอาการถดถอยด้านความจำและความสามารถช่วยตัวเอง    เย็นวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๔ ตอนกินข้าวเย็นผมต้องขอข้าวจากแม่บ้านของลูกสาว เพราะข้าวหมด ลืมหุง     กินข้าวเสร็จ ผมเห็นสาวน้อยหายไปในครัว    จึงตามไปดู พบว่าเธอเอาข้าวสารใส่หม้อหุงข้าว ซาวน้ำ และใส่น้ำเอาตั้งบนหม้อทำความร้อนแล้ว    ผมเพียงเตือนให้เธอกดสวิตช์ 

  นี่คือสภาพของคนสมองเสื่อม    ที่อาการแกว่งขึ้นแกว่งลง    หน้าที่ของคนดูแลช่วยเหลือคือ ช่วยให้เขาช่วยตัวเองให้มากที่สุด   เพื่อให้การทำกิจกรรมเหล่านั้นช่วยกระตุ้นสมอง 

 

สู่ความเชื่องช้า

ในช่วงเวลาเพียง ๑ เดือน ผมสังเกตความถดถอยทางสมองของสาวน้อยอย่างชัดเจน  จากการที่ (๑) นอนมากขึ้น   นอนกลางคิน ๑๐ - ๑๒ ชั่วโมง    แถมยังนอนกลางวันอีก ๒ - ๓ ช่วงสั้นๆ   (๒) หลงลืมมากขึ้น นั่งกินข้าวอยู่ ลุกขึ้นบอกว่าจะไปเอาน้ำดื่ม    ไปถึงครัวลืมไปแล้วว่าจะไปเอาอะไร    ลูกสาวทักว่าแม่มีข้าวกำลังกินอยู่ที่โต๊ะอาหาร    ก็กลับมามือเปล่า ลืมเรื่องน้ำไปสนิท    (๓) ไม่ว่าทำอะไร ทำได้ช้าลงมาก    ช้ากว่าคนปกติ ๕ - ๑๐ เท่า    ผมมีความเห็นว่า ต้องปล่อยให้ทำเองให้มากที่สุด   เพื่อเป็นการกระตุ้นสมอง ให้เสื่อมช้าลง      

 

ลืมใน ๑ นาที

ค่ำวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๔ ผมเอายาและนมเปรี้ยวให้เธอกิน    หลังกลืนยาแล้ว และกำลังดื่มนมเปรี้ยว เธอขอยาจากผมอีก   นี่คืออาการของการสูญเสียความจำชั่วขณะที่รุนแรงที่สุดที่เธอแสดงออกมา    สะท้อนความเสื่อมของสมอง   แต่ดีที่เมื่อผมยืนยันว่าเธอเพิ่งกลืนเข้าไปเมื่อสักครูนี้เอง    เธอหัวเราะความหลงลืมของตัวเอง       

 

อรุณสวัสดิ์วจีบำบัด

ชีวิตยามเช้ายุควิกฤติโควิด ผมนั่งทำงานที่ระเบียงบ้านตั้งแต่หกโมงเช้าเศษๆ     ประมาณ ๗.๓๐ - ๘.๑๕ น. สาวน้อยจะเดินออกมาจากห้องนอน    คำถามแรกของผมคือ “หลับดีไหม”    ตามด้วย “มีความสุขไหม”    และ “เมื่อคืนกอดปู่หรือเปล่า”    เธอจะหัวเราะด้วยความสุข   

คำตอบมาตรฐานคือ “หลับดี”   “มีความสุข”  และ “เปล่า”   ผมจะเข้าไปกอด และบอกว่าเมื่อคืนหลานก็กอดปู่ แต่กอดที่แขนกับมือ   คือตอนครึ่งหลับครึ่งตื่นมือเธอจะควานหาแขนและมือผม    เมื่อผมเอามือไปกุมมือเธอสักครูเธอก็จะหลับสนิท         

 

โภชนะบำบัด

หลังวจีบำบัดก็ตามมาด้วยโภชนะบำบัด คืออาหารเช้า   ขั้นตอนการกินอาหารเช้าและคำพูดของผมมุ่งให้เธอเกิดความมั่นใจว่าจะได้รับการดูแลอย่างดี     ไม่ว่าเธอจะขี้หลงขี้ลืมเพียงไร    เริ่มด้วยการถามว่า ตื่นดีหรือยัง     เธอจะตอบว่ายัง    ผมจะบอกให้เธอนั่งพักที่เก้าอี้ที่ระเบียงบ้าน ด้านหลังผม   บอกว่าให้นั่งรอให้ตื่นแล้วให้ไปชงกาแฟ    บางวันเธอก็ชงกาแฟ ๒ แก้ว พร้อมหยิบไข่ต้ม ๑ ฟองจากตู้เย็นมาพร้อมกัน    และร้องเรียกให้ผมไปรับ    เพราะเธอมือสั่นถือมาอาจตกแตก   ผมบอกให้เธอเดินกลับเข้าครัวไปเอาข้าวเหนียวปิ้งที่ผมอุ่นไว้ให้ในไมโครเวฟ   

ผมเอามาวางตรงที่นั่งของเธอพร้อมเอาไข่ไปปอก    เอาเฉพาะไข่ขาวให้เธอกิน  ผมกินไข่แดง      

สักครู่ผมจะไปรินนมเปรี้ยวมาให้ครึ่งแก้ว พร้อมยามื้อหลังอาหารเช้า    ในช่วงนี้เป็นฤดูมังคุด ผมจะไปซื้อมังคุด ๖ กิโลร้อยจากรถที่มาขายในตลาด   เอามาปอกให้ ๕ - ๖ ลูก เป็นของโปรดของเธอ   

ผมจะถามว่า อร่อยไหม    เมื่อเธอตอบว่าอร่อย    ผมจะถามว่า รู้ไหมทำไมจึงอร่อย    และเฉลยว่า อร่อยเพราะทุกอย่างเจือด้วยความรัก    เธอจะหัวเราะชอบใจ

ทั้งหมดนั้น เป็นโภชนะบำบัดผสมวจีบำบัด     เพื่อสร้างความมั่นใจว่าชีวิตของเธอจะได้รับการดูแลอย่างดีตลอดไป    ให้มั่นใจในความรักที่ไร้เงื่อนไข     

 

กางเกงผ้าอ้อมบำบัด (Pampers therapy)

ทุกคืนก่อนนอน เธอต้องสวมผ้าอ้อมคนแก่เสียก่อน   เดี๋ยวนี้ไม่ลุกขึ้นฉี่ลงกระโถนแล้ว   เข้าใจว่าลุกไม่สะดวก   ใช้วิธีฉี่ใส่ผ้าอ้อมไปเลย   ตื่นเช้าขึ้นมาก็เปลี่ยนชิ้นใหม่   พอแฉะก็เปลี่ยนใหม่ตลอดวัน

การสวมผ้าอ้อมนี้เป็นเรื่องประดักประเดิดมาก   เพราะเธอขาแข็งงอและเหยียดข้อเท้าข้อเข่าลำบากมาก    ถ้าเราไม่เข้าใจก็จะรีบเข้าไปช่วย    แต่ผมใช้วิธีปล่อยให้เธอสวมเอง    แม้จะยากลำบากและทำได้ช้ามาก เธอก็ทำจนได้   และผมเชื่อว่าเป็นการกระตุ้นสมอง และช่วยให้ได้ขยับข้อเข่าและข้อเท้าเอง    เป็นการได้เคลื่อนไหวร่างกาย   

คืนวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๔ ผมหยิบผ้าอ้อมส่งให้เธอสวมเอง   พอสวมสองขายกขึ้นมาก็รู้ว่าสวมผิด   กลายเป็นสวมขาข้างหนึ่งสวมเอวข้างหนึ่ง   ผมต้องเข้าไปช่วยถอด และจับช่องเอวให้เธอดู แล้วส่งให้เธอสวมเอง    ก็สวมจนได้   นี่คือเคล็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมใช้ช่วยให้เธอดำรงความสามารถในการช่วยเหลือตนเองให้ได้นานที่สุด   

       

หุงข้าวบำบัด

ข้าวที่หุงใส่ตู้เย็นไว้หมดตั้งแต่วันที่ ๑๓ สิงหาคม    วันที่ ๑๔ สิงหาคมไม่มีกิน แต้วเอาของเขามาให้    เธอไม่คิดจะหุงอย่างครั้งก่อน    บ่ายวันที่ ๑๕ ผมจึงบอกให้เธอหุงข้าว    เธองงว่าทำไมผมไม่หุงเอง มาบอกให้เธอหุง    ผมบอกว่า “ให้หลานหุง จะได้มีงานทำ  ปู่จะรอกิน” เธอหัวเราะ ร้อง “เอาๆ”    แล้วลุกขึ้นจะเดินเข้าครัว    และหันมาถามผมว่า “จะไปทำอะไรนะ”   

สักครู่ผมตามเข้าไปดูในครัว    พบว่าเธอหุงข้าวได้เองครบถ้วนทุกขั้นตอน   หม้อข้าวยังไม่เริ่มร้อน   

แต่มีเสียงไมโครเวฟทำงาน    ปุ่มความร้อนโดนปรับไปที่ร้อนสุด  ปุ่มเวลาโดนหมุนไปที่นานที่สุด    ผมออกมาถามเธอว่าอุ่นอะไรในไมโครเวฟ    คือตอบคือ “ไม่รู้”     ผมกลับไปปรับปุ่มความร้อนให้กลับมาอยู่ที่ ปานกลาง     และเวลาที่ ๒ นาที    เมื่อถึงเวลาที่ตั้งไว้ เครื่องหยุดทำงาน ผมเปิดดู    พบว่าเธออุ่นก๋วยเตี๋ยวราดหน้าที่กินเหลือจากมื้อเที่ยง     นี่คืออันตรายที่อาจเกิดจากคนสมองเสื่อม คือทำอาหารไหม้ในเตาไมโครเวฟ    ซึ่งเคยเกิดขึ้น    กลิ่นไหม้เหม็นตลบทั่วบ้าน    สภาพแบบนี้อาจเกิดไฟไหม้ได้   

 

อาบน้ำสองหน

เย็นวันที่ ๑๕ สิงหาคม ฝนปรอย จึงไม่ได้ไปเดินออกกำลัง   หลังกินข้าว เธอนั่งดูทีวีพักหนึ่งก็เข้ามาอาบน้ำ     ผมไปช่วยจนแต่งตัวเสร็จ เธอกลับไปนั่งดูทีวีต่อ   จนทุ่มครึ่งก็กลับเข้าห้องนอน ผมจ้องจะสวมเสื้อหนาวให้    เธอขอไปอึก่อน    สักพักผมเห็นหายไปนาน เข้าไปดูในห้องน้ำ    พบว่าเธอเข้าไปอาบน้ำใหม่   เมื่อทักว่าเพิ่งอาบเสร็จเมื่อไม่ถึงชั่วโมงมานี้ เธอก็เชื่อ    และเลิกอาบน้ำ   

 

มังคุดหรรษา

ช่วงสัปดาห์ที่สามของเดือน อาการงงๆ หลงลืม    และนอนหลับกลางวันมาก   รุนแรงขึ้นชัดเจนจนทุกคนสังเกตเห็น    สิ่งที่เคยทำได้เป็นกิจวัตรประจำวันก็กลับทำไม่ได้    ต้องคอยเข้าไปช่วยมากขึ้น   

ตอนนี้สิ่งที่ชอบที่สุดคือมังคุด    เช้าวันเสาร์ที่ ๒๑ เธอถามหา    ผมบอกว่าหมด (หมดจริงๆ) ตอนเย็นค่อยไปซื้อ   เพราะหากไปซื้อตอนเช้าจะได้ของเก่าค้างวันเหลือเลือก คุณภาพไม่ดี    เธอตกลง   แต่ลูกสาวก็เอาเงาะและลำไยมาปรนเปรอ   

ห้าโมงเย็น ผมนั่งเขียนหนังสืออยู่ด้านหน้า เธอนั่งข้างหลัง     จู่ๆ เธอก็บอกว่า อย่าลืมไปซื้อลูกกลมๆ ดำๆ   พูดไปหัวเราะไปว่าตนเองนึกชื่อสิ่งที่ต้องการให้ไปซื้อไม่ออก    และที่พูดคำว่ากลมๆ ดำๆ ก็ตะกุกตะกักอยู่นาน   แต่ในที่สุดเธอก็นึกออกว่า มังคุด   ผมปรบมือให้กำลังใจในชัยชนะในการฟื้นความจำ     หลังจากนั้นก็เอ่ยชื่อมังคุดได้คล่อง    และผมก็ไปซื้อและปอกให้   ระหว่างที่เธอกินผมถามว่าอร่อยไหม เธอตอบว่าอร่อย   ที่จริงมังคุดชุดนี้ออกรสเปรี้ยว    ต่างจากที่น้องชายของผมส่งมาให้จากชุมพร รสหวานหอมอร่อยกว่ามาก                

 

คืนสู่ความเป็นเด็ก

ความถดถอยเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ    พฤติกรรมที่สังเกตเห็นคือ นอนมากขึ้น ทั้งกลางคืนและกลางวัน   ความรู้สึกอิ่มชำรุดจนเกือบจะเรียกว่าใช้การไม่ได้    เพิ่งกินอาหารจานโตไปเมื่อ ๕ - ๑๐ นาทีที่แล้วก็บอกไม่ได้ว่ากินข้าวแล้วหรือยัง    และหลังอาหารลูกมักเอาผลไม้มาให้   ตอนนี้ต้องใช้วิธีแบ่งมาให้ทีละพอดีๆ ไม่เอามาให้ทั้งกิโลหรือสองกิโล    เพราะเธอจะนั่งกินไปเรื่อยๆ จนหมด    โดยที่เธอมักแบ่งมาให้ผมด้วย แต่บางครั้งก็ลืมแบ่ง   

เด็กชอบเล่นสนุก  คนแก่สมองเสื่อมก็ชอบ    แต่เล่นแบบซุกซนทางกายไม่ไหว     ผมจึงชวนเล่นทางวาจา     ชวนพูดคุยเรื่องที่เธอชอบ และอาจมีส่วนช่วยบำรุงสมองผ่านการทบทวนความจำ    เช่นทุกวันที่เธอตื่นออกมาจากห้องนอนตอนเช้า (ราวๆ ๗.๓๐ ถึง ๘.๐๐ น. โดยเธอเข้านอนราวๆสองทุ่ม)    ผมจะทักทายด้วยคำว่า หลับสบายดีไหม  มีความสุขไหม   ตื่นดีหรือยัง    เป็นการสร้างความรู้สึกเชิงบวก    หรือที่เรียกว่าสนามพลังบวก

วันนี้เธอถามผมว่าวันที่เท่าไร (ซึ่งเป็นคำถามประจำวัน)     ผมตอบว่า ๒๔    และถามเธอว่าใกล้ถึงวันที่ ๒๗ แล้ว    วันที่ ๒๗ สิงหาคมสำคัญอย่างไร (วันเกิดของเธอ)   วันนี้เธอตอบโดยใช้คำที่ผมจับได้ว่าเธอรู้ว่าเป็นวันเกิดของเธอ แต่นึกคำว่าวันเกิดไม่ออก    เมื่อเฉลยคำแล้วถามว่า วันนี้วันที่ ๒๔  วันเกิดวันที่ ๒๗ อีกกี่วันถึงวันเกิด ตอบได้ว่า ๓ วัน  

 

ความเสื่อมถอยที่ชัดเจน

ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ความเสื่อมถอยของความจำชัดเจนขึ้นมาก   ตอนเย็นในวันที่ฝนไม่ตก   เมื่อผมบอกให้เธอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปเดิน    เธอเดินเข้าไปในบ้าน หายไปนาน แล้วกลับออกมาในชุดนอนอย่างเดิม   เป็นเช่นนี้ซ้ำๆ กันหลายวัน   

 ท่าเดินเป็นอีกสัญญาณหนึ่ง    ที่เดินก้าวสั้นลง เตาะแตะมากขึ้น    และเดินช้าลง   

กินไม่ยั้ง เมื่อมีของชอบ เป็นอีกสัญญาณของการที่สมองกลับไปเป็นเด็ก    ความยับยั้งชั่งใจในเรื่องการกินหายไป คือเหมือนกลับไปเป็นเด็ก     

ตามปกติเธอจะรวบผมไว้ข้างหลังและใช้ยางสติ๊กมัดไว้     เย็นวันที่ ๓๐ สิงหาคม งง ทำไม่ถูก 

 

เอาไข่ต้มไปซ่อนไว้ในตู้เย็นช่องแช่แข็ง

เช้าวันเสาร์ที่ ๒๘ สิงหาคม ผมบอกลูกสาวว่าขอไข่ต้ม   ได้ความว่าแม่บ้านเอามาให้แล้วเมื่อวาน ๖ ฟอง    แต่ผมหาไม่พบ    แม่บ้านมาช่วยหา พบในตู้เย็นช่องฟรีซ    แม่บ้านสันนิษฐานว่า  แต้วขอแบ่งไป ๑ ฟอง    เธอหวงจึงเอาไปซ่อน     

 

วิจารณ์ พานิช 

๓๑ ก.ค. ๖๔

 

1 ๓ สิงหาคม ๒๕๖๔ เดินออกกำลังยามเย็น

 

 

 

2 นั่งรถไปเที่ยวที่สวิส ๒๘ พ.ค. ๖๐

 

3 เที่ยวบ้านบางระจัน ๑ ธ.ค. ๖๑

 

 

4 ดอกไม้บำบัด

 

5 ๒๒ ส.ค. ๖๔

 

6 ๒๒ ส.ค. ๖๔
หมายเลขบันทึก: 692422เขียนเมื่อ 14 กันยายน 2021 18:28 น. ()แก้ไขเมื่อ 14 กันยายน 2021 18:28 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (2)

สาวน้อยของอาจารย์โชคดีที่มีอาจารย์อยู่ข้างๆนะคะ

คุณแม่ก็มีอาการสมองเสื่อม ชอบแอบเดินเข้าไปทำธุระในสวน ไม่เข้าห้องน้ำในบ้าน ห้ามก็ไม่ฟัง กลัวว่าจะโดนงูกัดจริง ๆ ถ้าไม่มีใครเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี