ชีวิตที่พอเพียง 4088. อยู่กับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม (๓๑) บันทึกเดือนตุลาคม ๒๕๖๔


 

ผมเล่าเรื่องชีวิตยามสมองเสื่อมของสาวน้อยเป็นระยะๆ () ((๓)  (๔)  (๕)  (๖)   (๗)   (๘)   (๙)   (๑๐)   (๑๑)    (๑๒)   ๑๓   ๑๔   ๑๕  ๑๖  ๑๗  (๑๘)  (๑๙)  (๒๐)  (๒๑)   (๒๒)  (๒๓)   (๒๔)   (๒๕)   (๒๖)    (๒๗)    ๒๘  ๒๙   ๓๐  

 

เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับท่านผู้อื่นที่ต้องเผชิญสภาพคล้ายๆ กัน ที่นับวันจะมีจำนวนมากขึ้น   

  

 คุณเป็นใคร

เช้าวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๔  เธอตื่นก่อน ๗ น.    ด้วยสีหน้าตึง     ถามผมว่า พ่อของเธอรู้ไหมว่าเธอถูกนำตัวมาอยู่ที่นี่    ต่อมาถามผมว่า “คุณเป็นใคร”   “เคยทำสกปรกกับตุ๋นหรือเปล่า”   “คุณทำงานอะไร”   “คุณอายุเท่าไร”    “คุณชื่ออะไร”    “ทำไมตุ๋นเป็นอย่างนี้”    “ตุ๋นสลบไปหรือ”    “คุณไม่ไปทำงานหาเงินหรือ”   “ตุ๋นหลับไปนานเท่าไร”    คำถามเหล่านี้กลายเป็นคำสนทนาประจำวัน   

ท่าทีที่เธอแสดง  เหมือนกับผมเป็นคนที่เธอไม่รู้จัก    แต่เมื่อผมเอาไข่ต้มมาให้   เอากล้วยหอมมาให้ เธอก็รับและกิน    แต่ไม่ยกมือไหว้ขอบคุณอย่างวันก่อนๆ          

เป็นสัญญาณว่า ในไม่ช้าช่วงเวลาที่เธอจำใครๆ ไม่ได้จะมาถึง   

เมื่อต้อง (ลูกสาวคนที่ ๒) โผล่ออกมาจากบ้านติดกัน   ผมก็บอกขอความช่วยเหลือ   ให้มาคุยกับแม่   ระหว่างที่ต้องยังทำธุระในบ้าน เราคุยกันเพื่อฟื้นความหลัง    เธอถามผมว่า เป็นลูกศิษย์อาจารย์หมอประเวศหรือ    เป็นหมอโรคเลือดใช่ไหม    ถ้อยคำที่พูดแสดงความเหินห่าง    แต่เมื่อพูดถึงอาจารย์หมอประเวศเธอแสดงความเชื่อถือ    สะท้อนว่า เธอยู่กับผมมากว่าห้าสิบปีโดยไม่ไว้ใจผมนัก

 

อาการเตือน

ก่อนหน้านั้นสองสามวันเธอซักผมว่าพ่อของเธอยังอยู่ไหม   แม่ยังอยู่ไหม    ถามเรื่องมีลูกกี่คนเป็นสิบครั้ง    ถามว่าทำไมเธอมาอยู่ที่นี่   บ้านนี้เราเป็นเจ้าของใช่ไหม   ผมทำงานอะไร  เรียนที่ไหน  ทำไมจึงรู้จักกับเธอ   วนไปวนมา     คำสนทนานี้กลายเป็นเรื่องประจำวัน ที่ผมต้องตอบและคุยกับเธอวันละเกือบสิบครั้งเรื่อยมา จนค่ำวันที่ ๒๔ ตุลาคม 

 

อย่าทำร้ายฉันนะ ฉันมีลูกมีผัวแล้ว

นี่คือคำพูดตอน ๒๐.๑๕ น. คืนวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๔   

หลังจากผมให้กินยาและดูแลให้เข้านอนเมื่อเวลาทุ่มเศษๆ     แล้วผมนั่งทำงานในห้องข้างๆ    พอผมละจากงานจะขึ้นไปอาบน้ำ เดินผ่านห้องนอน พบว่าเธอไม่อยู่   ขึ้นไปข้างบนพบว่าเธอขึ้นไปชั้นบน เข้าไปในห้องนอนเล็กและปิดประตูล็อกกุญแจ   หลังอาบน้ำเสร็จพบว่าเธอปิดไฟเงียบอยู่ในห้อง    ผมไปเคาะประตูถามว่านอนสบายหรือเปล่า    ลงไปนอนข้างล่างสบายกว่าไหม    แล้วผมกลับมานั่งทำงานต่อ    สักครู่เธอกลับลงมา และพูดคำดังกล่าวกับผมเมื่อเวลา ๒๐.๑๕ น.  “อย่าทำร้ายฉันนะ ฉันมีลูกมีผัวแล้ว”   โดยพูดซ้ำสองครั้งห่างกันราวๆ สิบนาที    โดยที่เธอยังคงเรียกผมว่า “พี่วิจารณ์” ตามปกติ   

แล้วเธอขึ้นเตียงนอน   

 

กลับบ้านดีกว่า   

 เวลา ๒๐.๔๐ น. เธอลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ    แล้วเดินมาบอกผมว่า “กลับบ้านดีกว่า”     ผมบอกว่าให้นอนก่อน เพราะตอนนี้เป็นกลางคืน   พรุ่งนี้จะให้ต้อง (ลูกสาว) ไปส่ง   ผมเดินไปส่งเธอขึ้นเตียงนอน   เธอกำชับว่า “อย่าทำอะไรคนแก่นะ”    โดยที่ในช่วงนี้สีหน้าบึ้งตึง       

 

โล่งใจ

เวลา ๒๑.๒๐ น. ผมเตรียมเข้านอน    กำลังลังเลว่าจะนอนบนเตียงดีหรือนอนที่เก้าอี้ LazBoy ดี    เธอลืมตาขึ้นและถามว่า “พ่อหรือ” ด้วยเสียงและสีหน้าเป็นมิตร    ผมจึงนอนบนเตียงข้างๆ เธอ    สักครู่เธอเอ่ยว่า “โล่งใจ”   และอีกสักครู่เธอพลิกตัวและร้องอย่างมีความสุขว่า “เดี๋ยวตกเตียง”   เป็นอันจบช่วงเวลาที่สมองอยู่ในสภาพ “ไร้สติ” (no executive functions) ตามการตีความของผม   เธอกลับมาเป็นคนเดิม    

 

หกล้ม

เช้าวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๔ เวลา ๖.๐๔ น. ผมอยู่ในครัว   ได้ยินเสียงเรียก “พ่อ” ด้วยเสียงดังมากหลายครั้ง    เข้าไปในห้องนอนก็พบว่าเธอนอนหงายอยู่ข้างๆ เตียง    เธอบอกว่าหกล้มหัวฟาด   และยื่นมือให้ผมดึงตัวขึ้นมานั่ง    แล้วทำเสียงขลุกขลักในคอ   ผมยกกระโถนฉี่มารอให้เธอบ้วนเสมหะออกมาหลายครั้ง    ในที่สุดเธอทำท่าให้ผมดึงตัวขึ้น    แล้วก็เปลี่ยนใจขอหมอนมารองนอนบนพื้นข้างๆ เตียง   ผมเอาผ้าห่มมาห่มให้เธอนอนต่อ   

เพราะพื้นห้องเป็นพื้นยางป้องกันการบาดเจ็บจากการล้ม    เธอจึงไม่มีการบาดเจ็บ   ผมขอย้ำเรื่องการเตรียมพื้นห้องป้องกันการบาดเจ็บจากการล้ม ให้แก่ผู้สูงอายุนะครับ 

เมื่อตื่น เธอร้องเรียกผม ให้ไปช่วยอุ้มขึ้นนั่ง และลุกขึ้น    ผมคลำ pampers พบว่าเปียกโชก จึงบอกให้เธอเข้าห้องน้ำไปเปลี่ยน    และพบว่าไม่ใช่แค่เปื้อนฉี่ ยังมีอึกองโตด้วย   ผมบอกให้เธอล้างกัน   เธบอกว่า “หกล้มขี้แตก”       

 

ลืมตัว

ผมตีความว่าความเสื่อมของสมอง ทำให้เธอ “ลืมตัว” ไม่รู้จักตัวเอง   ไม่รู้ความจริงบางส่วน รวมทั้งไม่รู้จักผม ไปเป็นระยะๆ    สมองส่วนความเข้าใจ (สมองมนุษย์) เสื่อมมากกว่าสมองส่วนความอยู่รอด (สมองสัตว์เลื้อยคลาน)    ช่วงนี้สมองมนุษย์ (neocortex) ของเธอยังทำงานได้ดีพอควรเป็นส่วนใหญ่    มีบางช่วงที่ไม่ทำงาน เธอก็แสดงพฤติกรรมตามที่เล่า     

 

นึกออกแล้วว่าตุ๋นเป็นใคร

บ่ายวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๔   ระหว่างที่ผมกำลังฟังพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ในห้อทำงาน    เธอเดินมาบอกผมด้วยสีหน้าดีใจว่า “นึกออกแล้วว่าตุ๋นเป็นใตร”    เมื่อผมถามว่าเป็นใคร    เธอตอบว่า “หมออมรา”   เมื่อผมถามว่าผมเป็นใคร   ได้รีบคำตอบว่า “สามีฉัน”   

หลังจากนั้นเธอก็ยิ้มแย้มกับผมเหมือนคนปกติ    ทำให้ผมเข้าใจว่า คนสมองเสื่อมในช่วงที่ยังไม่รุนแรงมาก การระลึกรู้ดีและเสื่อมเป็นช่วงๆ   ช่วงที่เธอขาดการระลึกรู้ เธอถามผมว่า “คุณเป็นใคร”    “คิดว่าเป็นทหารเพราะตัวโต”    และแสดงท่าทีไม่ไว้ใจผม   

ผมจึงคิดยุทธศาสตร์เตือนความจำเธอไว้เป็นระยะๆ    โดยใช้การพูดคุย เพื่อกระตุ้นความจำง่ายๆ ในชีวิต   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเธอเป็นใคร เคยทำอะไรมาบ้าง   ผมเป็นใคร  ลูกๆ ทำอะไร เป็นต้น     

โดยที่ผมยังคงใช้ “กิจกรรมบำบัด” เพื่อให้เธอได้เคลื่อนไหวร่างกาย    และได้ช่วยตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้    อย่างเช้าวันนี้ (๓๐ ตุลาคม) เธอชงกาแฟมาให้ผม   และกลับไปชงให้ตัวเองอีกแก้วหนึ่ง   และไปเอาข้าวเหนียวปิ้งที่ผมอุ่นไว้ให้ในไมโครเวฟมากิน    แลผมเอาส้มมาให้เธอปอกกินเองหนึ่งผล  โดยผมจิกเปลือกนิดหนึ่ง ให้เธอปอกกินเองได้       

 

กินจุ หิวบ่อย

ปัญหาสมองเสื่อมสำคัญคือ  ความรู้สึกอิ่มหลังกินอาหารแล้วชำรุด    เวลาราวๆ ๑ ทุ่มแทบทุกวัน เธอจะเดินมาถามผมว่ากินอาหารแล้วหรือยัง    ในระหว่างวัน เธอจะหาของกินเอามากินเอง   จนอ้วนพุงใหญ่   

วิจารณ์ พานิช 

๓๑ ต.ค. ๖๔

 

 

รูปอมรา

 

1 ปี ๒๕๒๘

2 ปี ๒๕๒๘

3 เที่ยวสหรัฐอเมริกา ป๊ ๒๕๕๘

4 เที่ยวสหรัฐอเมริกา ปี ๒๕๕๘

5 ไปถอนฟันที่ รพ. ตำรวจ

6 วันที่ ๑๖ ตุลาคม

หมายเลขบันทึก: 693317เขียนเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2021 16:52 น. ()แก้ไขเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2021 16:52 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (2)

ขอบคุณอาจารย์ที่แบ่งปันความรู้

ปี 58 อาจารย์ยังสวยมากนะคะ

เป็นห่วงคนดูแล ขอให้อาจารย์สุขภาพแข็งแรงนะคะ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี