ผมปิ๊งชื่อบันทึกนี้เช้าวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ ระหว่างร่วมประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล (ครูรัก(ษ์)ถิ่น) ของ กสศ.   

เนื่องจากโครงการนี้มุ่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล    ที่มีปัญหาขาดแคลนครู และครูที่ไปทำงานในโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลเหล่านี้ ไปเพื่อย้าย   คือทำงานรอวันที่มีสิทธิ์ขอย้าย   ไม่ได้มุ่งทำงานเพื่อสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์   

กสศ. จึงทดลองหาวิธีแก้โดยคัดกรองหาเด็กยากจนจากพื้นที่นั้นเอง   ให้ทุนเรียนครู  และดำเนินการฝึกหลากหลายมาตรการเพื่อสร้างครูที่มีสมรรถนะเหมาะสมต่อการทำงานในพื้นที่ห่างไกลนั้นๆ    รายละเอียดอยู่ในบันทึกก่อนๆ เรื่องครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งอ่านได้ที่ (๑) 

เนื่องจากการประชุมวันนี้ เป็นการหารือแผนยุทธศาสตร์ ๓ ปี (๒๕๖๕ - ๒๕๖๗) ของโครงการ    และโครงการเป็นโครงการต่อเนื่อง ๑๕ ปี   คือกว่ารุ่นที่ ๕ จะเรียนจบก็เข้าปีที่ ๑๐  และจะมีการจัดกิจกรรมสนับสนุนครูรัก(ษ์)ถิ่นต่อเนื่องอีก ๕ ปี    ผมจึงเสนอว่า ต้องวางเป้าหมายให้โครงการนี้มีผลเปลี่ยนอุดมการณ์ครู ในเรื่องความสำเร็จในชีวิต    ทั้งเปลี่ยนที่ครูรัก(ษ์)ถิ่น  และครูทั่วไป 

เวลานี้ ครูส่วนใหญ่มองความสำเร็จ หรือความก้าวหน้า ในชีวิตการเป็นครูอยู่ที่การย้ายที่ทำงาน และเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่   การได้ย้ายจากโรงเรียนเล็กไปอยู่โรงเรียนใหญ่ถือเป็นความก้าวหน้า   การได้เปลี่ยนตำแหน่งจากครูไปเป็นศึกษานิเทศก์หรือผู้อำนวยการโรงเรียน ถือเป็นความก้าวหน้า   โดยที่ไม่มีการยกย่องความสำเร็จในการทำหน้าที่ครูที่มีฝีมือจัดการเรียนรู้ให้ศิษย์เกิด CLO (Core Learning Outcome) สูง 

ในระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน ความสำเร็จในชีวิตครูอยู่ที่การย้ายที่ทำงาน และเปลี่ยนตำแหน่ง   ไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จในชีวิตการเรียนของศิษย์ และอนาคตที่ดีของศิษย์    ในวัฒนธรรมเช่นนี้ ครูรัก(ษ์)ถิ่นที่เก่ง   ย่อมอยากย้ายโรงเรียน หรือก้าวสู่ตำแหน่งสูง   หรือย่อมถูกระบบกระตุ้นให้อยากทำเช่นนั้น   เพราะการอุทิศตนทำงานเพื่อความก้าวหน้าของศิษย์ไม่ได้รับคุณค่า  ไม่มีระบบให้คุณในด้านด้านค่าตอบแทน 

เท่ากับระบบบริหารงานบุคคลของระบบการศึกษาไทย ทีเป็นอยู่ในปัจจุบัน มีส่วนทำลายอุดมการณ์ของความเป็นครู   ทำลายศักดิ์ศรีวิชาชีพครู    เพราะเป็นระบบที่เอื้อประโยชน์ แก่คนที่มุ่งประโยชน์ส่วนตัว   ไม่เอื้อประโยชน์แก่ครูที่มุงทำหน้าที่ครูอย่างมีอุดมการณ์ คือมุ่งดูแลศิษย์

ผมจึงเสนอให้ กสศ. หาทางสร้างคุณค่าใหม่แก่วงการศึกษาไทย  ให้มีการให้คุณค่า ต่อผลงานพัฒนาศิษย์ สูงกว่าการย้ายที่ทำงาน และเปลี่ยนตำแหน่งงาน   

ต้องเปลี่ยนอุดมการณ์ครู โดยการเปลี่ยนระบบการบริหารงานบุคคล เปลี่ยนระบบค่าตอบแทนตามผลงาน เน้นที่ผลงานพัฒนาเด็ก มากกว่าค่าตอบแทนตามตำแหน่ง   เป้าหมายของการสร้างครูจากนักเรียนในพื้นที่  เพื่อให้กลับไปพัฒนาเด็กและชุมชนในพื้นที่ (ครูรัก(ษ์)ถิ่น) จึงจะสำเร็จ    มิฉะนั้น ครูเหล่านี้ก็จะขอย้ายเข้าเมืองตามกระแสสังคม   เพราะการย้ายเข้าเมืองเป็นสัญญลักษณ์ของความสำเร็จในชีวิตการงาน    ได้ทั้งความภาคภูมิใจ และความสะดวกสบาย 

วิจารณ์ พานิช

๓ ต.ค. ๖